แต่ถ้าโชคดี จะมีสักคนที่อ่านแล้ว หันกลับไปเปลี่ยนมุมคิดของตนเองให้ก้าวทะยานออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และใส่ใจกับคนรอบข้างขึ้นบ้าง ผมก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างยิ่งใหญ่สำหรับผม

จริงอยู่ การมีหนังสือที่เขียนขึ้นด้วยตัวเองตีพิมพ์ออกมาสักเล่ม เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของชีวิตของผมเอง  แต่ครั้นเมื่อตัดสินใจลงมือทำจริงๆ แล้ว ผมกลับมีความรู้สึกว่า
ความฝันของตัวเองนั้น หาใช่แก่กิเลสในทางวรรณกรรมส่วนตัวเท่านั้น  แต่มันมีความหมายมากมายเกินกว่าที่ผมคิดเอาไว้นัก

ก่อนหน้านี้  ผมเคยส่งต้นเรื่องจำนวนหนึ่งให้บรรดาน้องๆ ในแวดวงนักเขียนแถวอีสานได้อ่านกันบ้างแล้ว  หลายคนเป็นนักเขียนเต็มตัว หลายคนก็โลดแล่นอยู่ในแวดวงคนทำหนังสือ และอยู่เบื้องหลังหนังสือสวยๆ ของนักเขียนดังๆ หลายคนเหมือนกัน

ส่วนหนึ่ง ให้คำแนะนำว่าให้ผมปรับกระบวนการของการนำเสนอใหม่ทั้งหมด  ให้นำเอากลวิธีการเขียนแบบสารคดี บทความ หรือแม้แต่เรื่องสั้น และนวนิยายเข้าไปขับเคลื่อน

ซึ่งผมชี้แจงไปสองประเด็นหลักคือ หนึ่ง,ผมต้องการคงต้นแบบของการเป็นบันทึก หรือ
“บล็อก”  อันเป็นที่มาที่ไปไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการแสดงความคาราวะต่อต้นธารแห่งการบันทึก ซึ่งนั่นก็คือ gotoknow  นั่นเอง

สอง, การจะให้ปรับแต่งใหม่ทั้งหมดนั้น ผมว่ามันยากมาก ให้เขียนใหม่แบบถอดด้ามยังง่ายกว่าเยอะเลย  เพราะทั้งหมดนั้น มันเป็นแค่บันทึกธรรมดาๆ เท่านั้นเอง  กล่าวคือ  ณ วันที่เขียนบันทึกและเผยแพร่ในบล็อกนั้น  ผมก็ไม่เคยได้วางประเด็น วางโครงเรื่อง หรือวางกลวิธีการเขียนไว้ล่วงหน้า-พบเจออะไรมาก็เขียนสดๆ เน้นความสดของเรื่อง  เพียงหวังจะเป็นการบันทึกชีวิตประจำวันและบันทึกเรื่องราวอัน “ดีงาม”
ที่พบผมได้เจอมาเท่านั้นแหละ  และในห้วงนั้น  ก็ไม่เคยคิดว่าจะนำมาทำเป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น  มันจึงเป็นแค่บันทึกธรรมดาๆ เท่านั้นเอง..
และก่อนนั้น ก็ไม่เคยคิดที่จะนำเอาบันทึกที่ว่านี้มาทำเป็นหนังสือขาย-จ่ายแจกเลยสักนิด

เมื่อเป็นเช่นนั้น  เรื่องการทำหนังสือจึงหยุดชะงักไปห้วงหนึ่ง  ซึ่งห้วงที่ว่านั้นก็ยาวนานหลายเดือนเลยทีเดียว

กระทั่งวันหนึ่ง  ขณะที่เดินเล่นเพลินๆ อยู่ในร้านหนังสือแห่งหนึ่งกลางใจเมืองมหาสารคาม  ผมมีโอกาสได้เจอนักเขียนชื่อดังท่านหนึ่งโดยบังเอิญ
(ปัจจุบันเข้ารอบสุดท้ายของซีไรต์ปีนี้)  คล้ายกับนักเขียนท่านนี้แว่วยินเรื่องราวการทำหนังสือของผมมาบ้างแล้ว  ดังนั้นการสนทนาในเรื่องดังกล่าวจึงเปิดตัวขึ้นอย่างง่ายงาม ..

ครั้งนั้น (หรือวันนั้น) ...  นักเขียนที่ว่านี้ก็บอกกล่าวต่อผมในทำนองว่า
“ทำเลย ไม่ต้องปรับแต่งแล้ว รักษาต้นฉบับนั้นให้มากที่สุด  มายังไงก็เสนอไปตามนั้น  ทำเล่มแรกให้มันได้ แล้วมันจะทะลายกำแพงบางอย่างลง  บางทีเราอาจจะพบพลังมหาศาลที่อยู่ในตัวเรา  พอทำเล่มที่สอง ค่อยจัดวางระบบเรื่องใหม่  เอาให้ชัดตั้งแต่ต้นเลย...”

เช่นนั้นแหละ  ถัดจากวันนั้น  ผมก็หันกลับมาปัดฝุ่นต้นฉบับ และเอาจริงเอาจังกับความฝันของตนเอง  ด้วยการเดินหน้านำเอาบันทึกในบล็อกมาทำเป็นหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คอย่างที่ใจพึงปรารถนา..

ผมไม่สนใจว่ามาตรฐานของเนื้อหานั้นจะเป็นอย่างไร  เพราะผมไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพที่ต้องคิดให้หนักหากต้องทำหนังสือสักเล่ม  มีเพียงมาตรฐานเดียวเท่านั้นที่ผมสัมผัสได้ นั่นคือ “ความสุข” หรือ “มาตรฐานแห่งใจของผมเอง”  ซึ่งนั่นก็หมายถึง ...มันเป็นความฝันของผมเอง  เมื่อพร้อมผมก็ควรต้องลงมือทำ ไม่ใช่ขลาดกลัว หรือทรยศต่อความฝันของตัวเอง  พร้อมๆ กับการย้ำเตือนตัวเองว่า  ความฝันที่เป็นจริงได้ ย่อมเกิดจากการลงมือทำ  และหากเราติดยึดกับมาตรฐานของคนอื่นมากจนเกินไป  เราย่อมไม่อาจมีก้าวแรกของเราได้เลยก็เป็นได้...

และจากนี้ไปก็คือ ส่วนหนึ่งที่ปรากฏในคำนำหนังสืออันเป็นที่รักของผม..
ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่าน  เพราะบันทึกต่อไป  ผมจะบอกเล่าถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ปรากฏในคำนำของหนังสือ  แต่เป็นพลังที่ผมคิดและปรารถนาที่จะให้หนังสือของผมได้ทำหน้าที่ที่มากกว่าการเป็นความฝันส่วนตัวของผมเอง...

เชิญครับ...

 

 

มันเป็นแค่บันทึกธรรมดาเท่านั้นเอง-
ครับ-ผมบอกกับใครต่อใครในทำนองนั้นเสมอเมื่อจำต้องพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้  เพราะในความเป็นจริงนั้น  เรื่องทุกเรื่องก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ  และผมก็ไม่อาจเรียกได้ว่างานเขียนของผมนั้นเป็นบทความ, สารคดี, หรือแม้แต่ความเรียงได้เลย  เพราะไม่ว่าองค์ประกอบใดก็ตาม  ล้วนยังคงไกลสุดกู่นักหากต้องเทียบเคียงกับประเภทของงานเขียนที่ผมกล่าวถึง         

เรื่องทุกเรื่องที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ล้วนเป็นบันทึกที่ผมเขียนไว้ในบล็อก (Blog) ของสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (gotoknow.org)  โดยใช้นามแฝงว่า “แผ่นดิน” 

ผมเขียนเรื่องราวเหล่านี้ด้วยจุดหมายอันชัดเจนมาตลอด  นั่นคือการพยายามที่จะบันทึกเรื่องราวอันดีงามของนิสิตที่เพียรพยายามทุ่มเทกายและใจให้กับการทำประโยชน์ต่อสังคม  และนั่นอาจหมายรวมถึงการทำหน้าที่บอกกล่าวให้รู้ว่า คนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยยังคงเต็มไปด้วยไฟฝันของชีวิต  เช่นเดียวกับชีวิตในโลกใบนี้ก็ยังมีเรื่องราวอันดีงามให้สัมผัสพบเจออยู่อย่างไม่เหือดแห้ง

นอกจากนี้ยังมุ่งหวังเป็นการส่วนตัวว่าเรื่องราวในบันทึกของผมนั้นจะกลายเป็นจดหมายเหตุชีวิตของนิสิตบนถนนสายกิจกรรมของมหาวิทยาลัยโดยปริยาย  ในภายภาคหน้าจะได้ไม่ต้องมาวิ่งวุ่นและกุมขมับปะติดปะต่อข้อมูลต่างๆ ให้ยุ่งยากเหมือนที่ผมกำลังประสบอยู่  รวมถึงการย้ำให้ผู้คนไม่ลืมว่า ในมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักของผมนี้  ยังคงมีอีกวิถีหนึ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อการดำเนินชีวิตของคนหนุ่มสาวปัญญาชนเป็นยิ่งนัก  ซึ่งวิถีนั้นก็คือ วิถีกิจกรรม หรือวิถีการเรียนรู้นอกห้องเรียนนั่นเอง...

และการเรียนนอกห้องเรียนนั่นแหละที่ผมเรียกอีกชื่อว่า “เรียนนอกฤดู”  อันเป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้  เรื่องทุกเรื่อง ล้วนเป็นเรื่องจริงที่ปราศจากการปรุงแต่ง  และส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับค่ายอาสาพัฒนาแทบทั้งสิ้น  เพราะผมเองก็เชื่อเสมอว่า  ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน  งานค่ายอาสาพัฒนาก็ยังเป็นทางเลือกในอันดับต้นๆ ที่เหมาะต่อการเป็นเครื่องมือแห่งการเพาะบ่มให้คนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยเกิดกระบวนการเรียนรู้โลกและชีวิต  สร้างเจตคติที่ดีต่อการชีวิตและมีจิตสำนึกที่ดีต่อการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ที่สำคัญ ผมเองก็เชื่อและศรัทธาเรื่อยมาอย่างไม่เปลี่ยนแปลงว่า  ถึงแม้สังคมในมหาวิทยาลัยจะพลิกผันไปแค่ไหน  แต่งานค่ายอาสาพัฒนาก็ยังเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ให้คนหนุ่มสาวที่เรียกตนเองว่าปัญญาชนได้ก้าวเข้าไปสัมผัสอย่างไม่รู้เบื่อ...

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้  “เรียนนอกฤดู”  จึงเป็นการยืนยันว่านี่คือ “ห้องเรียนชีวิต” อีกห้องเรียนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะในวันและวัยของคนหนุ่มสาวที่กำลังเตรียมความพร้อมออกไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแท้จริง

แต่สำหรับผมแล้ว  ผมมีความสุขเป็นที่สุดกับการได้บันทึกเรื่องราวอันดีงามเหล่านี้ไว้ด้วยตนเอง  และไม่อาจเฝ้าฝันหรอกว่าหนังสือเล่มนี้  จะมีพลังมากพอที่จะขับส่งให้ผู้อ่านได้ก้าวออกไปเรียนนอกฤดูของตนเองได้  เพราะมันเป็นแต่เพียงบันทึกธรรมดาๆ เท่านั้นเอง

แต่ถ้าโชคดี  จะมีใครสักคนที่อ่านแล้ว หันกลับไปเปลี่ยนมุมคิดของตนเองให้ก้าวทะยานออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และใส่ใจกับคนรอบข้างขึ้นบ้าง  ผมก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างยิ่งใหญ่สำหรับผม

หากแต่วันนี้  ผมก็เชื่อว่า เราทุกคนล้วนมีฤดูกาลของชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า  คนแต่ละคนกล้าพอที่จะเรียนรู้นอกกรอบนอกกติกาบ้างหรือไม่เท่านั้นเอง


โชคดีกับชีวิตกันทุกคน
พนัส  ปรีวาสนา