บ่ายวันนี้ (7 พ.ค. 49)ผมมีโอกาสไปร่วมงานกิจกรรมยาวชนมัคคุเทศก์น้อยในหมู่บ้านหนึ่งของอำเภอปางมะผ้า  พอพักเที่ยง ชาวบ้านก็นำอาหารมาแจกจ่ายให้กับเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน ซึ่งมีทั้ง นักวิจัย นักพัฒนาเอกชน  ผู้นำชุมชน 

                 รุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานองค์กรเอกชนก็ตั้งคำถามกับผมว่า ทำไม ผู้ใหญ่ต้องกินก่อนเด็ก เธอว่าที่ถูกต้องคือเด็กควรได้รับการดูแลจากผู้ใหญ่ ผู้นำกิจกรรมที่เป็นผู้ใหญ่ ควรต้องดูแลความเรียบร้อยให้เด็กๆได้รับประทานอาหารก่อน แล้วตัวเองค่อยกินทีหลัง จึงจะมีสปิริต

                  ณ  เวลานั้น ผมคิดอะไรไม่ออก ตามประสาคนคิดช้า ก็เออออห่อหมกไปกับเขา แต่ผมว่าการตั้งคำถามของน้องผู้หญิงคนนี้มีนัยยะที่น่าสนใจ กับมาบ้าน ก็เลยมาทบทวนต่อ คิดเอาคนเดียว เพราะขี้เกียจไปเถียงกับใคร

                   ผมคิดว่า ถ้าเป็นตะวันตกล่ะก็  สปิริตอย่างที่เธอว่าก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้  แต่ในโซนเอเซีย อารยธรรมซีกโลกตะวันออกนี้ ความอาวุโส เป็น Social Order หรือหลักเกณฑ์ทางสังคมที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งผมเห็นว่านักวิจัยและพัฒนาจะมองข้ามเงื่อนไขนี้ไปไม่ได้เลย

                     เรียกได้ว่า ถ้าจะลงไปทำงานชุมชน ลอง ข้ามหน้าข้ามตาผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่มีสัมมาคาราวะต่อผู้สูงอายุ  หรือทำอะไรผิดฮีตฮอยในชุมชนล่ะก็ แม้ว่าเหตุผลของเราจะถูกต้องตามหลักสากล  แต่นี่มันคนละพื้นที่ คนละบริบท  ถ้าไปแย้งกับหลักของชุมชนมากๆ ก็เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย

                       ไม่ใช่ว่าชาวบ้านไร้เหตุผล หรือป่าเถื่อน กดขี่ผู้หญิงและเด็ก แต่ผมว่า เพียงแค่เราเห็นกิจกรรมบางกิจกรรมเช่นนี้ แล้วเราจะนำมาด่วนสรุปไม่ได้ เพราะจะบิดเบือนได้ง่ายมาก

                      ผมเห็นว่า ที่ชาวบ้านเขาทำ เขาก็มีเหตุผลในแบบของเขา  ในบริบทที่มีมิติทางสังคมวัฒนธรรมประวัติศาสตร์เฉพาะตัวของเขา อย่างผมเคยไปถามชาวเมี่ยน (เย้า) ทั้งหญิงและชาย ว่าเวลามีแขกมาบ้าน  ถ้าผู้นำครอบครัว (ชาย) อยู่บ้าน ทำไมไม่ให้ผู้หญิงมานั่งคุยกับแขก หรือร่วมกินร่วมดื่มในวงเดียวกัน ทำไมต้องแยกวงหญิงชาย ผู้ใหญ่เด็กด้วย

                          คำตอบจากผู้หญิงเมี่ยนว่า มันเป็นหน้าที่ของผู้หญิง และเธอก็มีความสุขมากกว่าที่ได้อยู่ในครัว กับเด็กๆอย่างเป็นกันเอง มากกว่าต้องออกไปนั่งคุยเรื่องการงานกับแขกผู้ชายซึ่งพวกเธอไม่ค่อยถนัด ยิ่งผู้ชายต่างบ้านมาถึงเรือน ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าดีพอ ก็อาจจะล่อลวงหญิงสาวไปในทางไม่ดีได้

                         หลักเกณฑ์ดังกล่าวคลอนแคลนไปบ้าง เพราะผู้หญิงเมี่ยนมีการศึกษาและมีทักษะในการติดต่อกับคนแปลกหน้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในพิธีกรรมทางศาสนาหรือพิธีของชุมชน เช่น งานเลี้ยง  ผู้หญิงผู้ชายก็ยังจัดวางตัวเองอยู่คนละวงโดยอัตโนมัติ รวมถึงผู้ใหญ่กับเด็กด้วย

                              การแยกพื้นที่ (space) ระหว่างหญิงและชาย โดยให้หญิงมีบทบาทเป็นผู้บริการผู้ชาย สำหรับผม มีความหมายซ่อนเร้นคล้ายคลึงกับการแยกพื้นที่ (space) ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ที่ให้เด็กมีบทบาทเป็นผู้บริการผู้ใหญ่


                               นั่นก็คือ ความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนภาพ ความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ ผู้น้อย หรือระบบวัยวุฒิ รวมถึงคุณวุฒิในสังคมไทย ซึ่งฝังรากอยู่ลึกมาก


                                 และมีทั้งส่วนดี และส่วนเสีย โดยที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นลักษณะร่วมของผู้คนในภูมิภาคนี้  ถ้าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ วิจัย เรียนรู้และพัฒนาอย่างสันติในภูมิภาคนี้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับตัว ปรับหัวคิด ให้กลมกลืนกับอารยธรรมพื้นฐานเช่นนี้ และรู้จักมองมันอย่างสวยงาม อย่างค้นหาความหมายและอย่างเคารพในคุณค่ามากขึ้น

                                 อย่างไรก็ตาม ในทางสากล (ซึ่งก็คืออเมริกา และสหภาพยุโรป) ซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยมแบบปัจเจกเป็นหลัก มักจะมอง หลักผู้ใหญ่ ผู้น้อย ของสังคมโซนนี้อย่างขวางหูขวางตา  เข้าทำนองว่า ถ้าเอ็งไม่เป็นอย่างข้า เอ็งก็ล้าหลัง ป่าเถื่อน

                          เมื่อย้อนกลับไปถึงคำถามของน้องสาวคนนั้น จะสะท้อนสงครามความคิดที่มาจากอารยธรรมสองกระแส คือ กระแสเสรีนิยมจากตะวันตก กับกระแสชุมชนท้องถิ่นนิยมแบบเอเซีย ซึ่งดูเธอจะไม่เข้าใจวิถีปฏิบัติของชุมชนนัก ถ้าเธอเปลี่ยนได้ เธอก็อาจจะให้ผู้ใหญ่ที่เป็นแขกของชุมชน มาคอยดูแลเด็กๆระหว่างทานอาหาร เป็นความคิดแบบเสรีนิยมสุดขั้ว
                         

                        ซึ่งผมฟันธงได้เลยว่า ชาวบ้านทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ผู้ชาย ผู้หญิง ไม่เอาด้วยแน่ๆ ที่ไม่เอาด้วย ไม่ใช่ว่าผู้ใหญ่ขี้เกียจหรือจะเอาเปรียบเด็กแต่อย่างไร แต่ในกาลเทศะเช่นนั้น เด็กถูกคาดหวังโดยสังคมให้แสดงบทบาทความเป็นผู้น้อยที่ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ และผู้ใหญ่ก็ถูกคาดหวังไปอีกแบบหนึ่ง ที่ต้องทำอะไรตอบแทนเด็กด้วย อาขจะเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบของระบบอุปถัมป์ ซึ่งระบบเช่นนี้เป็น Social Order  เป็นฐานรากของความสัมพันธ์ทุกๆแบบในสังคมที่นี่  และผมคิดว่าภูมิภาคเอเชียของเรา ไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญของโลกตะวันออก ก็ยังคงเอกลักษณ์ในเรื่องนี้ แน่นอนว่าต้องมีทั้งด้านดีและด้านเสีย แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเรา ที่แยกจากชุมชน และแยกจากตัวเราไม่ได้

                                   การไปเขย่าฐานรากของต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ รวมทั้งชี้บอกว่ากิ่งใดควรตัดไม่ควรตัด จึงเป็นเรื่องอันตรายและละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งต่อผู้กล้าและต่อต้นไม้ ตลอดจนสรรพสัตว์ที่อาศัยกินอยู่หลับนอนสร้างรวงรังอยู่บนต้นไม้

                                    ผมออกจะเป็นห่วงอยู่ลึกๆ กับน้องๆนักพัฒนารุ่นใหม่ไฟแรง ผู้เชิดชูเสรีนิยม โดยไม่เข้าใจรากฐานที่มาที่ไปของสิ่งที่ตนเองเชื่อ และกระตือรือร้นอย่างแรงกล้าที่จะเป็นผู้กล้าตามแนวทางเสรีนิยมดังกล่าว  ได้แต่ภาวนาว่าพวกเขาจะไม่บาดเจ็บหัวใจจนท้อจะที่จะทำงานอย่างผู้ที่มีอุดมการณ์ต่อไป

                                   และสามารถปรับตัวให้เข้ากับ Social Order ของชุมชนท้องถิ่นอย่างมีความเข้าใจและรู้เท่าทันได้มากขึ้น