กระบวนการดังกล่าว จะเป็นส่วนสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เด่นชัดขึ้นได้ และเป็นเครื่องมือสำคัญของการ “สร้างคน-สร้างงาน” บนพื้นฐานของมิตรภาพที่ดี ทั้งต่อคนและต่อองค์กร

ในช่วงนี้, ในสำนักงานมีบุคลากรเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่กันหลายคน  เฉพาะที่ผมกำกับดูแลอยู่นั้นก็มีจำนวน 4 คนพอดิบพอดี  บางคนมาใหม่แบบไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน  หากแต่บางคนก็รู้จักมักจี่กันบ้างตามวิถีของคนที่เคยย่ำเดินอยู่บนถนนสายกิจกรรม

 

เมื่อสองวันที่แล้ว  ผมเชิญสมาชิกผู้ร่วมชะตากรรมทั้งหลายมาประชุมกันอย่างถ้วนหน้า  เป็นการพูดคุยกันแบบธรรมดาๆ  บางห้วงก็เข้มขรึม  และบางห้วงก็ผ่อนเบา มีรอยยิ้มบ้างประปราย


ผมแจ้งให้มวลสมาชิกได้รับทราบล่วงหน้าว่า...ในอนาคตอันใกล้นี้  ภายในกลุ่มก้อนสายงานของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  ยกตัวอย่างเช่น  อย่างน้อยจะมีอีกสองทีมที่ต้องแยกย้ายยกฐานะไปสู่การเป็น กลุ่มงาน 

ผมย้ำว่านั่นคือวิถีที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องเดินทางไปอย่างไม่ลังเล
เป็นการเดินทางทั้งในฐานะของการสร้างงานใหม่
  เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลนิสิตและมหาวิทยาลัย  รวมถึงการก่อเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนา ตัวเอง ...

ผมไม่อาจบอกย้ำอันใดได้มากนัก  เว้นเสียแต่การกล่าวถึงประเด็นบางประเด็นให้ทีมงานได้รับรู้อย่างเปิดเปลือย อาทิ 
การบอกย้ำให้ทุกคนรู้ว่า  ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปกี่มากน้อย  ก็ขอให้อย่าลืมที่มาที่ไปของตัวเอง  อย่าให้สายงานใหม่ๆ มาเป็นพรมแดนระหว่างเราได้  มีอะไรก็ขอให้เกาะเกี่ยวร้อยรัดกันเหมือนเช่นที่ผ่านมา คนอยู่ก็อย่าได้รู้สึกว่า สูญเสีย  คนแยกตัวไปก็อย่าได้รู้สึกว่า หลีกหนี..พลัดพราก  และทั้งปวงนั้น  ก็เป็นวิถีสามัญที่สักวันหนึ่งก็ย่อมมีขึ้น เว้นเสียแต่เราจะไม่ส่งเสริมกันและกันเท่านั้นเอง ...

 

อย่างไรก็ดี  นั่นเป็นเรื่องของอนาคตอันใกล้ที่กำลังย่างเยือนมาถึง  แต่สำหรับวันนี้ - วันที่วิถีใหม่ยังไม่เปลี่ยนถ่าย  ผมจึงชวนให้ทุกคนได้ร่วมทำกิจกรรมง่ายๆ  กันดูสักยก  โดยจะเริ่มต้นกันในสัปดาห์หน้า

 

กิจกรรมที่ ๑  คือการพบปะพูดคุยกันระหว่างผมกับหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ในช่วงเวลา ๐๘.๓๐-๐๙.๐๐ น. ซึ่งให้มีขึ้นในทุกๆ เช้าของวันอังคาร  ใครดื่มกาแฟก็ชงมาเอง ใครพิสมัยชา โอวัลติน หรือแม้แต่น้ำเปล่า ก็ให้ตระเตรียมมาเองด้วยเช่นกัน  โดยให้ถือว่านี่เป็นเวที ถามข่าว..เล่าเรื่องงานประสานความสัมพันธ์  โดยเน้นบรรยากาศการพบปะพูดคุยในสไตล์ เจาะแจะศาสตร์  เป็นหลัก  คุยได้ทั้งเรื่องงาน และเรื่องทั่วไป 

กิจกรรมที่ ๒
  คือการ
สอนคน...สอนงาน...สานวัฒนธรรมองค์กร  โดยในต้นเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้  ผมจะให้มีกิจกรรมขึ้นมากิจกรรมหนึ่ง  โดยการปฐมนิเทศบุคลากรใหม่ในแบบฉบับของผมเอง  ซึ่งเกิดจากแรงคิดภายในของตัวเองว่า  ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตาม  เมื่อมีเจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรใหม่เข้ามาทำงานร่วมชะตากรรมเดียวกับเรา แต่ยังไม่มีระบบ หรือกระบวนการใดๆ ในการ สอนงาน  อย่างที่ควรจะเป็น  หลายต่อหลายคนยังต้องก้มหน้าก้มตาเรียนงานจากแฟ้มเอกสาร  หลายต่อหลายครั้งยังเดาถูกเดาผิด  ทั้งที่มันน่าจะมีระบบที่ดีมารองรับ  ไม่ใช่เชื่อมั่นว่าทุกคนมีศักยภาพเสียทั้งหมด โดยการปล่อยเลยให้เรียนรู้และศึกษาเรื่องต่างๆ ด้วยตนเองตามแนวคิด เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง

 

ดังนั้น  กิจกรรมที่สองนั้น  ผมจึงมอบหมายให้คุณสุริยะ  สอนสุระ (นวัตกรรมข้ามคืน)  ได้รวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้ในเชิงองค์กรมาสักชุด  เพื่อเตรียมนำเสนอแก่สมาชิกใหม่ให้รับรู้  พร้อมๆ กับการมอบหมายให้หัวหน้าฝ่ายต่างๆ  ได้เตรียมข้อมูลในการที่จะ สอนงาน ให้แก่น้องใหม่ รวมถึงการคัดเฟ้นภายในของทีมงาน  เพื่อหา พี่เลี้ยง  คอยดูแลให้คำปรึกษากับน้องใหม่ หรือสมาชิกใหม่อย่างใกล้ชิด  ใช้สไตล์ พี่ดูแลน้อง ....โดยหวังว่ากระบวนการดังกล่าว  จะเป็นส่วนสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เด่นชัดขึ้นได้  และเป็นเครื่องมือสำคัญของการ สร้างคน-สร้างงาน  บนพื้นฐานของมิตรภาพที่ดี ทั้งต่อคนและต่อองค์กรของเราเอง

 

ผมไม่รู้ว่า  กระบวนการดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่  แต่ผมก็ไม่กลัวต่อความเป็นไปที่จะเกิดขึ้นในจังหวะเหล่านั้น  เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา  สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็คือ กลัวว่าจะไม่ได้เริ่มต้นเท่านั้นแหละ  หากแต่ตอนนี้  ผมก็สามารถก้าวพ้นความกลัวที่ว่านั้นแล้วอย่างสิ้นเชิง

 

ส่วนคำถามที่ทีมงานถามกับผมว่า ทำไม ถึงต้องเร่งรีบให้มีกระบวนการเหล่านี้จังเลย? ...

ผมไม่รู้จะบอกกับเขายังไงดี  จึงได้แต่ตอบแบบเปิดเปลือยไร้กระบวนยุทธ์ไปแบบเชยๆ ว่า ...
นี่เป็นวิธีเตรียมคนขึ้นสู่ระบบต่างๆ ตามสไตล์ของผม  บางทีหากมีการโยกย้ายถ่ายเทสายบริหาร  หรือแม้แต่วันใดที่ผมลุกออกไปจากที่นี่  คนที่ขึ้นมาแทนตำแหน่ง  ก็จะได้รู้สึกพร้อมและไม่กลัวเหมือนที่ผ่านมา  และสำคัญคือ  มันจะช่วยให้เรามีความเป็นทีมมากขึ้น  ไม่ใช่เอะอะอะไร ก็รอให้ผมมาชวนคิด ชวนฝันไปเสียทุกเรื่อง !”