(ต่อ)
“องค์กรปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
วันศุกร์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.
ณ ห้องคอนเวนชั่น ๒ โรงแรมท็อปแลนด์ ถนนเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก
-----------------------------
ประการที่สาม ผลักดันให้มี “สมัชชาความยุติธรรมแห่งชาติ” เพื่อเป็นกลไกให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประการที่สี ส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนทางสังคมโดยกระบวนการทางสังคม โดยการจัดเวทีความคิดเป็นจุดเริ่มต้น โดยจัดทั้งในกรุงเทพมหานครและขยายไปที่อื่นๆทำให้เกิดการเรียนรู้ มีส่วนร่วมจากบุคคลหลายฝ่าย ทั้งผู้ปฏิบัติ นักวิชาการ และประชาชน เพื่อให้เกิดกระแสสังคม ประการที่ห้า สร้างแนวร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อน ประการที่หก สนับสนุนให้นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่เกิดข้องกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ประการที่เจ็ด เปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนทำหน้าที่สื่อสันติภาพในกระบวนการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และให้สื่อมวลชนมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะและปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดนมีการสื่อสารรอบด้านระหว่างรัฐ ประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรสิทธิมนุษยชนของไทยและสากล ประการที่แปด สร้างความเข้มแข็งของการตรวจสอบภาคประชาชนในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประการที่เก้า สร้างความเข้มแข็งด้านการตรวจสอบภาคประชาชน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม ประการที่สิบ ประสานการทำงานเป็นเครือข่ายที่กว้างขวาง โดยเฉพาะการประสานงานกับสภาพัฒนาการเมือง สภาองค์กรชุมชน และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ หรือองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย ประการที่สิบเอ็ด สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบและกลไกรตรวจสอบการใช้กฎหมายพิเศษในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในเพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งโดยระบบการตรวจสอบโดยภาครัฐ และโดยประชาชน ข้อสังเกตที่ได้จากผู้ร่วมประชุม - เห็นควรให้มีการแยกพนักงานสอบสวนออกมาต่างหากเพื่อความเป็นอิสระในการดำเนินการสอบสวน โดยไม่ถูกครอบงำจากสายการบังคับบัญชา และควรที่จะมีการปรับอัตราค่าตอบแทนของพนักงานสอบสวนให้เหมาะสมกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจปัจจุบัน - ค่าตอบแทนของนิติกรในหน่วยงานภาครัฐยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง เพราะถือว่าเป็นผู้ใช้อำนาจทางทางปกครองและผู้ออกระเบียบทางปกครอง ควรมีการให้ความสำคัญกับนิติกรมากขึ้นเนื่องจากหากนิติกรมีคุณภาพ คำสั่งที่ผิดพลาดก็จะน้อยลง คดีที่จะไปสู้ศาลก็จะน้อยลงไปด้วย เป็นการลดภาระงานของศาลได้ในอีกทางหนึ่ง - ระบบกระบวนการสร้างบุคลากรทางกฎหมายไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเน้นในด้านการสร้างจิตสำนึกในการอำนวยความยุติธรรมเท่าที่ควร “การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย” ดร.ภูมิ มูลศิลป์ แนวความคิดเรื่องการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ถือเป็นกลไกใหม่ซึ่งมีที่มาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยที่การปกครองระบอบประชาธิปไตย แบ่งได้ ๓ แบบ คือ ๑. ประชาธิปไตยทางตรง ๒. ประชาธิปไตยแบบตัวแทน ๓. ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนั้นเกิดขึ้นเพราะผู้แทนของประชาชนไม่ได้กระทำตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่แทนตน ซึ่งเป็นการเพิ่มบทบาทให้กับประชาชน ดังนี้ ๑. ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ ๒. ต้องการรับฟังความเห็นของประชาชน ๓. การลงประชามติ ๔. การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง การเข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้น เริ่มมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งให้สิทธิแก่ประชาชนจำนวนห้าหมื่นรายชื่อ แต่อย่างไรก็ตามก็พบว่ามีอุปสรรคในกระบวนการดังกล่าวอันเนื่องมาจาก พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ดังนี้ ๑. การรวบรวมรายชื่อมีข้อจำกัดว่าต้องมีเอกสารสำคัญ คือบัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้าน ซึ่งก่อให้เกิดความยากลำบากในการรวบรวมรายชื่อ ๒. มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง ๓. กระบวนการของรัฐสภา พบว่ามีปัญหาในการตรวจสอบรายชื่อซึ่งไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการที่แน่นอนตายตัว ,การปกปิดเอกสาร ประชาชนไม่ทราบว่ากฎหมายที่เสนอเข้าไปอยู่ในกระบวนการในขั้นตอนใด, ไม่มีองค์กรที่ทำหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในการร่างกฎหมาย และสมาชิกรัฐสภาไม่ให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายของภาคประชาชน ดังนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้แก้ปัญหาให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยให้สิทธิแก่ประชาชนจำนวนหนึ่งหมื่นรายชื่อ สามารถที่จะเสนอกฎหมายได้ โดยสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เช่น ในมาตรา ๒๗ ที่บัญญัติว่าสิทธิของประชาชนต้องได้รับการรับรองโดยชัดแจ้งและโดย ส่วนที่สอง ให้สิทธิแก่ประชาชนในการเสนอญัติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ บัญญัติว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมในทางการเมือง การปกครอง โดยเป็นเรื่องของกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของประชาชน มาตรา ๓๐๘ ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายขึ้น โดยมีหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนประชาชนในการมีส่วนร่วม และช่วยเหลือประชาชนในการร่างกฎหมาย อนึ่งจากการศึกษาของคณะอนุกรรมการ พบว่าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย รัฐบาลได้ตัดหน้าที่ในการสนับสนุนการเสนอกฎหมายของประชาชนโดยผ่านทาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนที่สาม การตรวจสอบ การคัดค้านรายชื่อ ต้องกำหนดเวลาในการตรวจสอบให้กับประธานรัฐสภา โดยให้ถือว่าหากไม่คัดค้านถือว่าสมบูรณ์ ส่วนที่สี่ การสนับสนุนโดนรัฐ มีอุปสรรค โดยในมาตรา ๑๔๒ ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่าการเสนอกฎหมายต้องมีบันทึกวิเคราะห์ และสรุปสาระสำคัญของร่างกฎหมายที่จะเสนอ ซึ่งเห็นว่าองค์กรที่มีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนตามรัฐธรรมนูญได้แก่ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ส่วนที่ห้า การกำหนดกรอบระยะเวลาในการเสนอกฎหมายในแต่ละขั้นตอนมาตรา ๑๖๓ ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าหากเป็นกฎหมายที่นำเสนอโดยประชาชนต้องให้ประชาชนร่วมเป็นกรรมาธิการจำนวน หนึ่งในสาม จึงมีแนวคิดในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ฉบับประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้กระบวนการในการเสนอกฎหมายของประชาชนทำได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเพื่อเป็นการมุ่งหวังให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมายมากยิ่งขึ้น ----------------------------- สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย