คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

สรุปการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน

องค์กรปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

วันศุกร์ที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ ๑๖.๓๐ น.

ห้องคอนเวนชั่น ๒ โรงแรมท็อปแลนด์ ถนนเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก

-----------------------------

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้จัดการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชนองค์กรปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันวันศุกร์ที่       ๑๙มิถุนายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องคอนเวนชั่น ๒ โรงแรมท็อปแลนด์ ถนนเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก มีวิทยากรและผู้ดำเนินรายการผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้

วิทยากร (ภาคเช้า): องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

                                ๑.นายสมชาย  หอมลออ 

กรรมการปฏิรูปกฎหมาย

๒.อาจารย์จักรกฤษ  สถาปนศิริ 

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ดำเนินรายการโดย

                                นายวัลลภ  นาคบัว 

ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

วิทยากร (ภาคบ่าย)

แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย

๑.รองศาสตราจารย์ ดร. กมลทิพย์  คติการ

นักวิชาการอิสระ

การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

๒.ดร.ภูมิ  มูลศิลป์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัชสัมชัญ

สาระของการประชุม มีดังนี้

องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

 

                                นายสมชาย  หอมลออ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ร่างขึ้นโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ทั้งในส่วนของภาครัฐ ภาคประชาสังคม และได้มีการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว และได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากนักกฎหมาย นักวิชาการ อีกหลายครั้งและในการจัดการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชนในภูมิภาคต่างๆในครั้งนี้นั้นก็เพื่อเป็นการรับฟังข้อเสนอแนะในร่างพระราชบัญญัติฯขั้นสุดท้ายนี้ ทั้งยังเป็นกระบวนการที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม อันเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญมาก ซึ่งในอดีตประชาชนจะมีส่วนร่วมเฉพาะในการเลือกตั้ง ซึ่งไม่พียงพอในสภาพการณ์ปัจจุบันที่ต้องการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชน นอกจากกระบวนการติดตาม ตรวจสอบ แล้ว บทบาทของภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้นมาคือกระบวนการที่สามารถเสนอกฎหมายของตนได้ ซึ่งในขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กำลังอยู่ในระหว่างการบรรจุเป็นวาระการประชุมของสภา โดยในร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นั้นมีรายละเอียด ดังนี้

มาตรา ๓โครงสร้างของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายตามร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นั้นกำหนดให้ประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีก ๙ คน รวม ๑๑ คน และกำหนดให้มีเลขาธิการทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ ทั้งนี้ กรรมการฯทั้งสิบเอ็ดคน มีหน้าที่ในการปฏิรูปกฎหมาย โดยจะเป็นการศึกษาในภาพรวมว่าระบบกำหมายของไทยควรเป็นประการใด และดำเนินการให้กฎหมายมีความสอดคล้องกัน เนื่องจากในปัจจุบัน     กฎหมายของไทยมีการประกาศใช้หลายฉบับ ซึ่งทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกันอยู่มาก

มาตรา ๑๑ กรรมการแบ่งออกเป็นกรรมการประจำ และกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และได้กำหนดวาระในการดำรงดำแหน่งไว้หกปี ยกเว้นกรรมการประจำที่มีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี

มาตรา ๑๙  ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหา จำนวนสิบสองคน เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอรายชื่อเป็นกรรมการ โดยประกอบด้วย

(๑) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จำนวนหนึ่งคน

(๒) ผู้แทนคณาจารย์ประจำซึ่งสอนในสาขาวิชานิติสาสตร์ จำนวนสี่คน โดยมาจากมหาวิทยาลัยของรัฐสองคน และจากมหาวิทยาลัยเอกชนสองคน

(๓) ผู้แทนจากองค์กรประชาสังคม  จำนวนสี่คน

                                มาตรา ๒๑ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กำหนดให้เป็นหน่วยงานตรครวจรับ   ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ

                                มาตรา ๒๗ สำนักงานมีรายได้หลักมาจากเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้

                                มาตรา ๓๒  แม้จะกำหนดให้องค์กรที่อิสระ แต่ยังมีจุดยึดโยงอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์ในการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยในมาตราดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ประจำปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายในเวลา ๓ เดือนนับแต่วันที่สิ้นปีปฏิทิน

                                ในส่วนของของอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนั้นได้กำหนดไว้ในมาตรา ๒๒ และ มาตรา ๓๑

                                ส่วนที่เป็นสาระสำคัญนั้นได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ซึ่งถือเป็นหลักการทั่วไปของกฎหมายฉบับนี้  โดยกำหนดให้การปฏิรูปกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาระบบกฎหมายในเชิงสหวิทยาการอย่างเป็นระบบ และมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประประชาชน โดยให้ดำเนินการบนพื้นฐานขององค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัย เพื่อให้กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย เป็นไปด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพ

                                คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติของกรรมการไว้ใน มาตรา ๗ ว่าต้องเป็นผู้ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หรือในด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย ในส่วน

มาตรา ๙  กำหนดให้กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเป็นอิสระและเป็นกลางรวมทั้งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

มาตรา ๑๘ กำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการปฏิรูปกฎหมายไว้ อาทิ เช่น การสำรวจศึกษาและวิเคราะห์ทางวิชาการ  ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนการตรากฎหมาย ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการในการร่างกฎหมายของประชาชน ออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป จัดทำรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เป็นต้น

อาจารย์จักรกฤษ  สถาปนศิริ  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

องค์กรปฏิรูปกฎหมายโดยภาพรวม พบว่าเป็นการพยายามสร้างองค์ความรู้ทางกฎหมายให้เป็นรูปแบบของสหวิทยาการ เนื่องจากกฎหมายในปัจจุบันมีความเกี่ยวข้องกับศาสตร์อื่นมากขึ้น นักกฎหมายจึงมีความจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์อื่นด้วย

แต่ในร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่เป็นในรูปแบบของสหวิทยาการ ยังไม่ได้ระบุว่าจะมุ่งไปในทิศทางใด เพราะลำพังคณะกรรมการฯแต่ละวิชาชีพคงจะยังยังไม่เพียงพอ และสัดส่วนของคณะกรรมการที่เป็นนักกฎหมาย หรือศาสตร์อื่นเท่าไรก็ไม่ได้ระบุไว้ ซึ่งเห็นว่าควรกำหนดไว้ เพื่อความชัดเจนอย่างไรก็ตาม กรรมการฯก็สามารถตั้งอนุกรรมการเพื่อมาศึกษาในประเด็นสำคัญซึ่งสามารถใช้รูปแบบของสหวิทยาการได้

ในส่วนของคณะกรรมการสรรหา เห็นว่าจำนวนคณะกรรมการสรรหาน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านอัตราส่วนระหว่างนักวิชาการและส่วนราชการ อนึ่งอาจจะมีประเด็นปัญหาเรื่องความเป็นกลางของนักวิชาการและผู้แทนของส่วนราชการ และเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเพิ่ม ผู้พิพากษา อัยการ ที่จะเข้ามารวมเป็นคณะกรรมการสรรหาหรือไม่

ในประเด็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ หน้าที่หลักคือการ ปรับปรุงกฎหมายโดยใช้องค์ความรู้โดยเน้นการวิจัย อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าผลงานวิจัยนั้นหากไม่ได้รับการตอบรับจากคณะรัฐมนตรีก็ย่อมเป็ฯการเสียเปล่า ทั้งยังไม่ปรากฏว่าจะมีมาตรการในการบังคับคณะรัฐมนตรีให้ต้องดำเนินการ ซึ่งแนวทางการแก้ไขนั้นควรที่จะอาศัยกระบวนการทางสังคม หากไม่ได้รับการเอาใจใส่จากภาครัฐ แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการทางสังคมจะมีประสิทธิภาพได้ก็จะต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชนด้วย

ทิศทางการปฏิรูปกฎหมายนั้นไม่ควรที่จะละเลยเรื่องการศึกษา เนื่องจากในปัจจุบันมาตรฐานทางการศึกษาต่ำลง ควรที่จะมีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อที่จะเป็นการสร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพให้กับสถาบันอุดมศึกษาต่อไป

การทำงานร่วมกับประชาชนในด้านกฎหมายนั้น คำว่ากฎหมายนั้นไม่ควรที่จะหมายถึงแต่เฉพาะกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเท่านั้น แต่ควรที่จะหมายรวมถึงข้อบัญญัติในระดับท้องถิ่นด้วย  ควรส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

ข้อสังเกตที่ได้จากผู้ร่วมประชุม

- ปัญหากฎหมายในประเทศไทยเกิดจากการที่คนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย  โดยเฉพาะกฎหมายที่มีโทษเล็กน้อย ทำให้ขาดการสร้างจิตสำนึกให้เกิดนิสัยเคารพกฎหมาย

 - การร่างกฎหมายควรคำนึงถึงสภาพสังคมไทยด้วย ไม่ควรที่จะคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ควรมีการร่างบทบัญญัติให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกันในบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันอย่างเป็นระบบ เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้กฎหมายรวมทั้งถ้อยคำสำนวน ภาษาของบทบัญญัติของกฎหมายไม่ควรร่างให้มีความต่างกัน เห็นว่าควรจะมีนักภาษาศาสตร์รวมอยู่ในคระกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้วย

- ภาคเอกชนกับกระบวนการเสนอร่างกฎหมายยังมีปัญหา เนื่องจากภาคประชาชนยังเข้าไม่ถึงกระบวนการการมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายอย่างแท้จริง

- อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตามมาตรา ๑๖ ที่กำหนดให้กรรมการสามารถมอบหมาย สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นั้น ยังไม่มีกระบวนการดำเนินการที่จะมีการร่างกฎหมายที่มีความชัดเจน ควรที่จะมีมาตรการบังคับที่ชัดเจน ควรเพิ่มอำนาจในการติดตามผลการดำเนินการ หากไม่มีมติอาจจะต้องรายงานผลไปยัง รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

- ไม่ควรที่จะให้ความสำคัญกับกฎหมายที่เป็นกฎหมายแม่บทเท่านั้น

- มุมมอง ความเห็นทางกฎหมาย ควรที่จะมีความครอบคลุมมุมมองและความเห็นของกรรมการที่เป็นผู้หญิงด้วย

- ควรเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย กรรีที่เป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน และควรที่จะมีองค์กรมาดูแลปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะ

- กฎหมายในประทศไทยมีจำนวนมาก ควรจะหาวิธีการที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมาย เข้าใจถึงสิทธิของตน เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิของตนได้ดียิ่งขึ้น อาทิเช่น เรื่องการประกาศเขตป่าสงวนที่มีผลกระทบกับประชาชน ที่ประชาชนในพื้นที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการคัดค้าน หรือโต้แย้งตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของตน เป็นต้น

- อายุความในการฟ้องคดี โดยเฉพาะการฟ้องศาลปกครองมีอายุความที่สั้นเกินไป ทำให้บางครั้งผู้ฟ้องคดีที่ไม่ทราบกระบวนการอาจจะเสียประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิของตน

- การประเมินผลการดำเนินการของหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ควรที่จะมีหน่วยงานเฉพาะมาตรวจสอบ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบอันก่อให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อนกัน

 แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย

รองศาสตราจารย์ ดร. กมลทิพย์  คติการ

โครงการเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย ได้มีการดำเนินการไปแล้วจำนวน ๑๐ ครั้ง ซึ่งเป็นเวทีอิสระที่ไม่อยู่ภายใต้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขึ้น เพื่อประมวลความคิด ประมวลองค์ความรู้ โดยมีวิทยากรผู้มีความเชี่ยวชายทางกฎหมาย รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อมาร่วมกันขบคิดปัญหาต่างๆให้ตกผลึก ทำให้สามารถเสนอแนวความคิดได้อิสระไม่ถูกครอบงำโดยตัวองค์กร ซึ่งพบว่าในปัจจุบันนั้น พบว่าปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่สำคัญ คือ ขาดจริยธรรมในการใช้กฎหมาย และขาดหลักนิติธรรม

การดำเนินการจัดเวทีการประชุมระดมความเห็นในเวทีความคิด รวม ๑๐ ครั้งโดยทั้ง ๑๐ เวที นั้นอาจแบ่งได้เป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้ คือ

๑.      การพัฒนากระบวนการยุติธรรมเชิงคุณค่า

๒.     กระบวนการยุติธรรม การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

๓.     กระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ผลจาการสังเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวนำมาสู่การเสนอแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมได้ ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนาหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรมและสังคม

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การพัฒนา ฅนในกระบวนการยุติธรรม

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การคุ้มครองและเสริมพลัง เหยื่อในกระบวนการยุติธรรม

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อมุ่งสู่สังคมนิติธรรม

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อมุ่งสู่สังคมนิติธรรม

ยุทธศาสตร์ที่ ๗ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม

โครงการเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย สามารถสรุปและสังเคราะห์ได้ ดังนี้

ประการแรก ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยที่มุ่งสู่สังคมนิติธรรมยังมีปัญหาวิกฤติที่จำเป็นต้องเร่งให้มีการดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ระบบกฎหมายของไทยมีปัญหา ต้องแก้ไขตั้งแต่กระบวนการออกกฎหมาย จนไปถึงการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้กฎหมายของไทยยังมีความล้าสมัย อาทิมาตรการการลงทาไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีสภาพบังคับ นอกจากนี้กระบวนการลงโทษทางอาญาของไทยยังขาดมาตรการลงโทษระดับกลาง เพื่อกันคนออกจากเรือนจำ ซึ่งในประเทศไทยใช้มาตรการระดับกลางเฉพาะผู้ที่ทำความผิดครั้งแรก จึงจะให้มีการคุ้มประพฤติ แต่ในต่างประเทศในกรณีความผิดเล็กๆน้อยๆ จะใช้กระบวนการคุ้มประพฤติทั้งสิ้น โดยมิได้คำนึงว่าเป็นความผิดครั้งแรกหรือไม่ และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นการนำคดีเข้าสู่ศาลเป็นจำนวนมาก อีกทั้งกระบวนการพิจารณาคดีนั้น เป็นกระบวนการที่ใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน

ประการที่สอง พัฒนาการจัดการความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะต้องให้ความสำคัญต่อการจัดการความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะองค์ความรู้ไม่ได้อยู่นิ่ง การจัดการความรู้จะต้องให้เป็นประโยชน์ต่อ ฅนในกระบวนการยุติธรรมและประชาชน โดยมีการดำเนินการชัดเจน

ประการที่สาม การพัฒนา ฅนยุติธรรม ปรับกระบวนทัศน์ของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเพื่อรองรับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเชิงคุณค่า