วันนี้ผมหนีการฟังบรรยายที่คณะครับ ฮิฮิ (เฮ้ย ไม่ใช่! งานนี้นัดก่อนที่ทราบว่ามีประชุมคณะ) เพื่อตามคณะของบัณฑิตวิทยาลัยไปเยี่ยมครอบครัวของนักศึกษา ป.บัณฑิตที่เสียชีวิตจากการยิงกราดเข้าไปในมัสยิดบ้านอัยปาแย ครับ

ความตั้งใจจะไปเยี่ยมตั้งแต่ตอนทราบข่าวครับ ซึ่งชุดแรกคือนักศึกษาร่วมห้องนัดหมายไปพร้อมกัน แต่พอทราบว่าทางมหาวิทยาลัยจะเดินทางไปด้วยก็เลยรอครับ กว่าจะได้ไปก็ผ่านเหตุการณ์มาหลายวัน

 

บรรยากาศในตัวเมืองเจาะไอร้องครับ ซึ่งหมู่บ้านที่เป็นเป้าหมายของเราอยู่เข้าไปข้างในครับ ค่อนข้างลึกครับ (เสียว)

อำเภอนี้เป็นอำเภอเล็กๆ ครับ บรรยากาศก็เงียบๆ ครับ ที่สำคัญไปไหนมาไหนก็เจอแต่ทหารจริงๆ ครับ คิดเห็นเล่นๆ ว่า ระหว่างจำนวนครัวเรือนของชาวบ้านกับจำนวนค่ายทหารจะมีจำนวนพอๆ กันแล้วแน่เลย

 

ก่อนจะถึงบ้านของครอบครัวนักศึกษา ก็ผ่านมัสยิดที่เกิดเหตุก่อนครับ ซึ่งสังเกตเห็นว่า มีกองกำลังทหารอยู่ในบริเวณมัสยิดครับ

ไปถึงบ้านก็ไม่ได้เจอกับภรรยาของนักศึกษาที่เสียชีวิตครับ เนื่องจากเธอแจ้งว่าขอไปที่โรงเรียนก่อนแล้วจะกลับมา เราเลยได้เจอกับพี่สาว น้องชายและลูกของเธอ

(สภาพบ้านของนักศึกษาครับ)

ส่วนพ่อของเธอ ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลครับ เนื่องจากในคืนนั้นมีทั้งที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ อาการปัจจุบันก็ปลอดภัยแล้ว  ออ.สำหรับนักศึกษาที่เสียชีวิตอยู่ในบ้านนี้ในฐานะลูกเขยครับ

เมื่อหลายวันก่อน ท่านรองอธิการให้ผมหาวีดิโอเกี่ยวกับเหตุการณ์ใน utube ซึ่งผมก็เจอครับ ชื่อของวีดิโอนั่นตั้งชื่อว่า อย่างนี้ให้อภ้ยไม่ได้ วันนี้ไปฟังจากในพื้นที่ ความรู้สึกก็คือ การสมานแผลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะละเลยแล้วปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้ครับ

พอเราถามว่า เหตุการณ์วันนั้นเป็นยังงัย คำตอบที่เราได้ฟัง ไม่ใช่เริ่มเรื่องจากเหตุการณ์ในคืนนั้นครับ แต่เล่าเรื่องของคืนก่อนหน้านั้นด้วยครับ เนื่องจากก่อนหน้าเหตุการณ์ที่มัสยิด ชุมชนพุทธที่อยู่ใกล้เคียงกันมีคนถูกยิง จากนั้นคืนต่อมาก็คือที่มัสยิด และอาจจะเป็นความเชื่อที่มั่นคงของคนในพื้นที่ไปแล้วครับว่า สองเหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกัน คำถามคือ ทำไมมันจึงเป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกัน คำตอบที่พอฟังเข้าใจ (แฮะแฮะ งานนี้เสียงในฟิมล์ครับ) ปัจจุบันชุมชนพุทธที่อยู่ใกล้ไม่ใช่คนพื้นเพเดิมครับ มีคนกลุ่มใหม่ที่ถูกส่งเข้ามาอยู่ในชุมชนเพื่อทำสวนยางพารา แทนคนกลุ่มเดิมที่อยู่มาอย่างยาวนาน และคิดว่าคนในหมู่บ้านก็เข้าใจว่าคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามานี้มีพันธกิจในเรื่องนี้ด้วยครับ

ทางมหาวิทยาลัยมอบเงินช่วยเหลือและคืนค่าเล่าเรียนทั้งหมดที่นักศึกษาจ่ายไปครับ โดยมี รองคณบดี บัณฑิตวิทยาลัย ดร.มูหัมมัดซากีย์ เจ๊ะหะ ผู้ตัวแทนมอบครับ

เสร็จจากเยี่ยมบ้าน เราก็แวะมาเยี่ยมชมมัสยิดอัยปาแย ก็ได้คุยกับ อส.ที่เฝ้ามัสยิดครับ อส.เล่าให้ฟังว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ชาวบ้านไม่ยอมให้ทหารเข้าพื้นที่ครับ ดังนั้นที่จะเข้ามาหมู่บ้านได้ก็จึงต้องเป็น อส. อย่างเดียว

ตอนฟังเรื่องเล่าจากชุมชน เกี่ยวกับการเข้ามายิ่งในมัสยิด ผมนึกภาพไม่ออกครับ ดังนั้นมาถึงมัสยิดแล้วเลยถามกับ อส.เสียเลย ก็ชัดขึ้นครับ ด้านหลังมัสยิดเป็นสวนผลไม้ครับ (ไม่มีรั้ว ซึ่งต่างจากด้านหน้าที่มีรั้วรอบขอบชิดครับ) มีทางเดินเท้าเล็กๆ ซึ่งเชื่อมต่อไปยังถนนเล็กๆ ไปยังอีกหมู่บ้านซึ่ง คนร้ายเข้ามาในบริเวณมัสยิดแล้วแบ่งเป็นสองด้าน แล้วก็มุ่งยิงเข้าไปในมัสยิดครับ ถ้าดูจากรอยกระสุนจะพบว่า ใช้ปืนหลายขนาดครับ ยิงเสร็จก็เข้าป่าไปขึ้นรถมอเตอร์ไซด์หนีหายไป ซึ่งอันนี้ก็กลายเป็นประเด็นอีกคือ ชาวบ้านเชื่อว่า หนีไปหลบซ้อนตัวในชุมชนพุทธ

ผมตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าไม่รู้พื้นที่ก็คงไม่กล้าทำ และคงไม่รู้ทางหนีทีไล่ครับ ผมลองตั้งคำถามเชิงแย้งกับแนวคิดชาวบ้าน ปรากฏ อส.ตอบว่า เส้นทางนี้เป็นที่รู้กันครับ และชาวบ้านก็บอกว่า ปกติคนพุทธข้างหมู่บ้านก็เข้ามาในหมู่บ้านเป็นประจำ โดยเฉพาะเข้ามาเพื่อจับสัตว์เลื้อยคลาน (ซึ่งมุสลิมไม่รับประทาน) ไปทำอาหาร

ถึงตอนนี้ผมไม่แปลกใจแล้วครับว่า ปากซอยหน้าบ้านผม บ้านพี่สาวผม เคยมีการวางระเบิดมาแล้ว อีกหลังหนึ่งก็มีการยิงกันหน้าบ้าน ก็เพราะว่าความไม่สงบมันเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ในเขตสามจังหวัดนี้จริงๆ ครับ