มีครูที่สอนผมตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนอู่ทอง  สอนภาษาอังกฤษที่ดุมาก เป็นครูที่ยิ้มยาก  ตีหนักมาก  เมื่อผมได้เป็นผู้บริหารโรงเรียนก็ได้พบกับท่านอีกท่านเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย  โรงเรียนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี  แล้วย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี  เป็นช่วงที่ครูกับลูกศิษย์พบกันเป็นประจำ  ถ้าในเวลาราชการก็เป็นผู้บังคับบัญชา นอกเวลาก็เป็นครูกับศิษย์  แต่ครูผมไม่เหมือนเดิมเปลี่ยนเป็นตรงข้ามเลย   ตาหน้าจะยิ้มแย้มแจ่มใส  พูดคุยสนุกสนานจะมีเหตุมีผลยกนิทานตลกแฝงด้วยธรรมะประกอบน่าฟังมาก  เวลาที่ท่านเห็นว่าเราทำอะไรไม่เข้าท่าก็จะสอนด้วยนิทานตลกลงท้ายด้วยนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  หลังจากท่านเกษียณอายุราชการ  ได้ช่วยงานจังหวัดในฐานะที่ปรึกษากรรมการโน้นนี่หลายอย่าง เมื่อวันพฤหัสที่ 11 มิถุนายน  2552  ท่านมาหาผมที่บ้าน ผมเลยได้โอกาสไหว้ครูด้วยเลย 

     ด้วยใจ กาย วาจา

ที่จริงท่านไม่ได้ตั้งใจมาหาผมหรอกท่านมาดูแลพี่สาวท่านที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ไกลจากบ้านผม ได้คุยกันถึงอาการของพี่สาวท่านและคุยเรื่องตับผมด้วย เพราะความวิตกกังวลตับนี่แหละทำให้ผมต้องเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด 1 ปีเพราะต้องการตรวจสอบความชัดเจนว่าเป็นอะไรกันแน่   ท่านเป็นนักคิดวิเคราะห์แบบลึกล้ำ  แล้วท่านก็บอกว่าพระพุทธเจ้า สอนเรื่อง ทุกข์  สมุทัย นิโรธ มรรค  สอนไว้ถูกต้องแล้ว  แต่เรื่องการ  เกิด แก่ เจ็บ ตาย  ท่านน่าจะสอนไว้เพียง 3 อย่างก็พอคือ เกิด แก่ ตาย  ไม่ต้องเจ็บป่วย เพราะการเจ็บไข้ได้ป่วยทำให้ญาติพี่น้องเป็นห่วงเป็นใย  เกิดความวิตกกังวล  แสดงว่าครูสอนเราอีกแล้ว   

ท่านเป็นครูที่อบรมสั่งสอนผมตั้งแต่ชั้น ม.1 จนถึงปัจจุบัน  เป็นครูที่ผมเคารพรักนับถืออย่างยิ่ง ได้จดจำเป็นต้นแบบ   ของผมตลอดมา 

ท่านคือ  ครูวิบูลย์  จันทร์ฉาย