มนุษย์มักจะทำร้ายความรู้สึกของกันและกัน ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยู่เสมอ ถ้าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนบ้า เราทุกคนก็คล้ายคนบ้า...เช่นกัน ใครจะเถียงว่า...ยามที่ถูกกระทบกระแทกด้วยโลกธรรมแปดในชีวิตประจำวัน เรามีอาการประดุจดั่ง...ไม่ต่างจาก คนบ้า "ข้อคิดจากคนไม่มีราก.."

 

พลังจากนิทาน......เปลี่ยนโลกให้มีพลังได้

 ผมอ่านบันทึกของคุณ คนไม่มีรากฉบับนี้ 

http://gotoknow.org/blog/nourishingsoul/175992 "บ้าก็บ้า... วะ"

        แล้วระลึกถึงเรื่องเล่าของ อาจารย์ อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่เป็นเรื่องเล่า หนึ่งในหลาย ๆ เรื่อง ที่อาจารย์เล่าให้นักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง ฟัง  แล้วถูกรวบรวมไว้ในหนังสือนิทานที่พิมพ์ออกมาประชันกับหนังสือ ดี ดี หลายๆ เล่มในช่วงเวลาหนึ่ง   เป็นหนังสือนิทานที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงสังคมที่กำลังป่วย จากความเสื่อมถอยทางศีลธรรม  คนส่วนใหญ่กำลังมองหาแนวคิดในการดำเนินชีวิต

               

               คนเราไม่ว่าใครก็ล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียในตนเอง  เมื่อเราพบใครที่ภายนอกเหมือนมีตำหนิก็อย่าเพิ่งดูถูกเขา จากสิ่งที่สายตาเราเห็น  แม้ว่าเขาจะแลดูต่ำต้อยแค่ไหนก็ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า เขามีคุณค่าในตัวของเขาเอง  แต่คุณค่านั้นอาจจะยังไม่ปรากฏแก่สายตาเรา เพราะยังไม่ถึงเวลาก็ได้

                ลองคิดถึงตัวเราดูสิ  เราเองก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง  และเราดีใจมากแค่ไหนเมื่อมีคนมาเห็นคุณค่าและสิ่งดี ดี ในตัวเรา  คนอื่น ๆ ก็อยากดีใจเช่นเราบ้างเหมือนกัน  ฉะนั้นจงอย่าดูถูกใคร และมองเขาให้เป็นคนที่มีคุณค่าเสมอ  ถ้าเราทุกคนต่างมองเห็นคุณค่าของกันและกัน เราก็จะมีแต่ความเห็นใจมอบให้กันและกัน  อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา แต่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

 

 

                เจ้าลูกหมาตัวที่คลานออกมาเป็นตัวสุดท้าย จากร้านขายลูกหมาแห่งหนึ่ง เป็นที่สนใจของเด็กน้อยคนหนึ่งที่ตั้งใจมาซื้อลูกหมาไปเลี้ยงที่บ้านเป็นอย่างยิ่ง

                เด็กน้อยอุ้มลูกหมาตัวนั้น ด้วยความเอ็นดู เพราะความที่มันแตกต่างจากลูกหมาตัวอื่น ๆ ตรงที่ ขาหลังของมันทั้งคู่ ลีบเล็กเหลือนิดเดียว มันใช้ขาหน้าลากพาตัวมัน ตามพี่น้องคลอกเดียวกันออกมาหน้าร้าน

เด็กน้อยอุ้มมันเพราะมันพยายามคลานมาหา และส่งเสียงครางงิ๊ด ๆ เพื่อแสดงตัวว่า มันอยากให้เด็กน้อยสัมผัส

                ด้วยเหตุผลบางประการ  เด็กน้อยตัดสินใจขอซื้อลูกหมาตัวนี้ ทันที แต่เสียงขานรับจากเจ้าของร้านขายลูกหมา บอกว่า  "ถ้าอยากได้ก็จะยกให้ ฟรี ฟรี ด้วยเหตุที่ว่ามันพิการ วิ่งก็ไม่ได้ กระโดดก็ไม่ได้" แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าของร้านขายลูกหมา ไม่อยากให้ของมีตำหนิแก่เด็กน้อยคนนี้ไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และแนะนำให้ดูลูกหมาตัวอื่น ที่ดีกว่า

               

                เหตุการณ์หาเป็นอย่างที่เจ้าของร้านขายลูกหมา คิดไม่   เด็กน้อยคนนั้น ได้ดึงขากางเกงทั้งสองข้างของเขาขึ้น เจ้าของร้านจึงได้เห็นว่าขาของเด็กน้อยก็เล็กลีบเช่นเดียวกับขาของลูกหมาตัวนั้น แต่ที่ทำให้เขายืนอยู่ได้เพราะมีขาเทียมช่วยพยุงไว้

                เด็กน้อยได้พูดกับเจ้าของร้านขายลูกหมาว่า "ขาของผมก็ลีบเล็ก ใช้การอะไรไม่ได้เหมือนกัน ผมเดินช้ากว่าเพื่อนคนอื่น ๆ วิ่งไม่ได้ กระโดดไม่ได้ อย่างนี้ผมเป็นคนไร้คุณค่าหรือเปล่า"

                เจ้าของร้านนิ่งอึ้ง ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของเขา

               

               เด็กน้อย....ขอซื้อลูกหมาตัวนั้น ในราคาเดียวกับลูกหมาตัวอื่น ๆ (แทนที่ลูกหมาตัวดังกล่าวจะถูกให้ ฟรี ฟรี ด้วยเหตุผลของความพิการ)แต่ด้วยที่มีเงินไม่พอ จึงอ้วนวอนต่อเจ้าของร้านว่า ขอผัดผ่อนราคาลูกหมาตัวนี้ทุกเดือน จนกระทั่งผ่อนครบตามราคาขาย

                เจ้าของร้านขายลูกหมา ทรุดตัวลงกอดเด็กน้อยคนนี้ด้วยคราบน้ำตาและความรู้สึกประทับใจ แล้วกล่าวขอโทษในสิ่งที่ตัวเองได้ทำพลาดไป พร้อมทั้งบอกว่าไม่ขัดข้องต่อการผ่อนชำระราคาลูกหมาของเด็กน้อยคนนี้

พร้อมกับกล่าวว่า "ถ้าหมาทุกตัวมีเจ้านายที่มีจิตใจดีอย่างหนูแล้วก็ มันก็คงมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างมาก"

 

          น้องชาย เคยพูดว่า....ชีวิตคนเราเนี่ย!!  เลือกเกิดไม่ได้ จริง ๆ   ถ้าเลือกได้ ก็ไม่อยากเกิดมาอยู่ในสภาพแบบนี้(เหมือนเด็กน้อยในเรื่อง)

       แต่เมื่อเกิดมาแล้ว.....ต้องยอมรับและเลือกที่จะอยู่

          อยู่อย่างไรให้รู้ว่า แม้นเกิดมามีตำหนิทางร่างกาย....แต่หัวใจกลับไร้ร่องรอยแห่งตำหนินั้น  ต้องสวมหัวใจสิงห์ ให้แกร่งกว่าคนปกติ หลายเท่าตัวนัก

         เพราะหัวใจที่แกร่งเป็นเสมือนเกาะที่ห่อหุ้ม ให้ฟันฝ่าอุปสรรค ที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้า...ของนอกกาย เป็นตำหนิ  มองผ่านเผิน...อาจไม่เห็นคุณค่า  แต่เมื่อกล้าสู้โลกแล้ว....ฝันไว้เช่นไร  ก็ไม่เคยไกลเกินเอื้อม

         น้องชายเคยพูดกับผมว่า  ..เคยท้อถอยเพราะการเดินที่ล้มแล้วก็ลุกอยู่เสมอ ๆ   คนเรามีตำหนิกันไปคนละแบบ แต่เมื่อรู้ว่าตำหนิของตัวเองมีมากกว่าปกติ ก็ต้องกัดฟันสู้....ให้มันรู้ไปเลยว่า  หัวใจแบบนี้แหละ...แข็งแกร่งพอที่จะก้าวต่อไป ให้สมกับที่เกิดมาแล้ว....  ไม่เสียดายที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อและแม่คนหนึ่งเหมือนกัน

  เป็นกำลังใจให้น้องชายและผู้มีหัวใจเดียวกันที่..มีตำหนิทางกาย

แต่มีหัวใจ.....ของนักสู้ 100 เปอร์เซ็นต์

 

ขอบคุณ หนังสือนิทานสีขาว เล่าเรื่องโดย ดร.อาจอง ชุมสาย  ณ อยุธยา

ISBN : 978-974-642-288-8

ภาพประกอบจาก internet และภาพถ่ายในอดีต