ประสาแม่ลูกผูกพัน

     ในที่สุดแม่หนูก็เริ่มต้นการใช้เวลาในทางเดินแห่งการเรียนรู้โดยลำพัง ไม่มีพ่อแม่ปู่ย่าและยายช่วยพยุง

     เลือกเรียนบ้านเรา ขาดเหลืออะไรก็หาได้ง่าย เพื่อนฝูงพ่อแม่ลุงป้าออกเยอะแยะ"

     แม้จะไม่ถึงระดับว่ามีอิทธิพล

     พ่อของแม่หนูบ่นบ่อยๆ ตั้งแต่ เมื่อจะยื่นสละสิทธิ์การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ติดโควต้า เพื่อรอประกาศผลแอดมิชชั่น และสมัครออนไลน์เลือกคณะที่อยู่ในเมืองหลวงตามคะแนนที่ได้ และแล้ว...ก็ถึงเวลาเปิดภาคการศึกษา

 

    อะไรก็ใหม่ เพื่อนก็ใหม่ ที่พักก็ใหม่

     และเมื่อสองคืนก่อนที่แม่หนูจะโยกย้ายเข้าที่พักใหม่ที่สามคนพ่อแม่ลูก พ่วงด้วยสองคุณปู่และเพื่อนของคุณปู่ แม่หนูก็หอบผ้าห่มและหมอน หนุมหนิม (คนรอบข้างเรียกหมอนเหม็น) คู่กายมาตั้งแต่เกิดเข้ามาขอนอนด้วยในเตียงเดียวกันกับพ่อแม่ ดีนะที่เตียงใหญ่พอจะนอนเบียดแบบว่า ห้ามดิ้นแรง

 

     แม่หนูบอกว่า มีแมลงสาปบินได้ในห้อง มีจริงหรือเปล่า หรือจะเป็นกลอุบาย รู้ทันว่ากำลังจะเริ่ม หงอยลง ๆ มากกว่ามั้งคะ

 

     และแล้วเมื่อถึงเวลาส่งสาวน้อยเข้าที่พัก ซึ่งเป็นอพาตเม้นท์ใหม่เอี่ยมบนทำเลที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่หาได้แล้ว...และมีเพื่อนมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันที่พักอยู่ที่นี่มากมายจน แทบจะเปลี่ยนสถานภาพให้เป็นหอพักของ CU ได้เลยนะคะ แต่ดูสาวน้อยซึมๆ ไปเห็นชัด

 

     ใครกันบ้างนะที่นั่ง นอน ยืน เดินไม่ติด ใครกันบ้างที่ถึงเวลานอนไม่นอน

     โทรศัพท์ชาร์ตแบตแล้ว ปกติ ปิดเครื่องเป็นเวลา งานนี้เอามาเปิดวางไว้ข้างเตียงดีกว่า และแล้วตีหนึ่งครึ่ง เสียงโทรศัพท์ดังปลุกตื่น...แจ๊กพอตแตกค่ะ!

     แม่...หนูอยากกลับบ้าน เหนื่อย เบื่อ ไม่สนุกเลย

    ย่า ทำไมกลางวันกลางคืนมันไม่เหมือนกันนะ กลางคืนมันเหงาจัง แล้วเมื่อไรหนูจะหายไม่ร้องไห้คิดถึงบ้านล่ะเนี่ย (แม่บอกว่าไม่เกินสามอาทิตย์ อดทนอีกนิด เดี๋ยวหนูก็จะได้ยินย่าบ่นกลับว่าทำไมหนูไม่กลับบ้านมั่ง ไม่เชื่อคอยดู อันนี้แม่ขอท้า...)

    แม่ ตอนแม่มาอยู่ แม่เหนื่อยเหมือนหนูไหม แม่ทำยังไงเนี่ย

    แม่ยิ่งกว่าหนูอีกนะ ต้องโหนรถเมล์ตั้งหลายป้ายกว่าจะถึงที่เรียน สมัยแม่ลำบากจะตายไม่มีรถไฟฟ้าสะดวกแบบนี้ แถมยังต้องเดินเข้าซอยบ้านที่พักตั้งไกลด้วย ของหนูนั่งรถเมล์ป้าย สามป้ายถึงแล้ว ลงรถเมล์ก็กระโดดเข้าที่พักเลย สบายกว่าเยอะ

     ก็ต้องปลอบกันอยู่นาน ทั้งย่าทั้งแม่ สี่สิบนาที ติดต่อกันสองวันสองคืนค่ะ

     เข้าใจแม่หนูค่ะ ว่ามีแต่ เหนื่อย กับเหนื่อย เพราะต้องดูแลตัวเอง

    แม่ ทำยังไงกับคอเสื้อ ใช้สบู่ถูๆ แล้วทำยังไงต่อล่ะเนี่ย

     แม่ เสื้อผ้าซักทำยังไงดี ร้านซักรีดเค้าคิดรายเดือน 50 ชิ้น  หนูจะหาเพื่อนแชร์ค่าซักยังไง เพราะส่งซักไม่ถึง 50 ชิ้น ก็ต้องแนะนำส่งซักจ่ายรายชิ้น  และคำถาม ถามกลับบ้านเป็นระยะๆ ไม่ลงที่แม่ก็ลงที่ย่า ส่วนของย่า เข้าเวรรอรับปรึกษาปัญหาชีวิตตั้งแต่ห้าทุ่มถึงตีสอง แบบนี้น่าชวนคุณปู่มาร่วมวงรับโทรศัพท์ต่อจากคุณย่า ในช่วงระหว่าตีสองถึงหกโมงเช้านะคะ...ส่วนพ่อแม่...^^

 

     ทุกเช้าของสัปดาห์แรกที่บ้านเราเงียบๆ เหงาๆ  พ่อของแม่หนูก็โดนคุณปู่ทั้งเตือนทั้งดุทั้งขู่ ให้หมั่นโทรศัพท์ไปหาลูก เสาร์อาทิตย์นี้ไม่ไปกรุงเทพหรือ อ้าว ก็เพิ่งกลับมาได้สามวันเอง

    หนูจะกลับมาเมื่อไร มาเบิกค่าเดินทางกับย่านะ กลับมาบ่อยๆ

แล้วนี่ ใครออกอาการหนักกว่าใครกันแน่คะ

     คุยกับเพื่อนตามประสาแม่ ๆ โดนลูกทิ้ง...ไปเรียนหนังสือ สองสาวของเราเลือกไปเรียนที่เดียวกันแต่ต่างคณะ และแชร์ห้องพักร่วมกัน...เป็นสองสาวที่จะว่าไปแล้วน่าจะเรียกว่ารู้จักกันมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้วมั้งคะ เพราะฉันกับแม่และพ่อของสองสาวน้อยเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมมาด้วยกัน สนิทหลายต่อค่ะ^^

     ลูกฉันบอกว่าลูกเธออาการหนัก ร้องทั้งกลางวันกลางคืน คนอื่นเค้าร้องตอนกลางคืนเท่านั้น

     ลูกฉันลูกคนเดียวนี่นา ของเธอมีตั้งสาม ส่วนเพื่อนๆ แต่ละคน เด็กชิงทุนไป AFS กันมาทั้งนั้น รู้งี้ยอมให้ลูกสอบสัมภาษณ์เอาทุนไปหาประสบการณ์เมืองนอกมั่งก็ดีหรอก

     แม่หนูสอบได้แล้วไม่ไปสัมภาษณ์ เพราะพ่อบอกว่าเอาไว้ค่อยไปหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยก่อนดีกว่า  สงสัยที่แท้...กลัวจะคิดถึงลูกมากถึงมากๆ ละมั้ง ขนาดแม่หนูไปเรียนที่กรุงเทพแค่นี้ ดูซิ แอบเหม่อ...

     แล้วฉันเองล่ะ เคยผ่านประสบการณ์แบบเดียวกันมาแล้ว แต่ความลำบากไปหนักที่การเดินทาง เพราะฉันเลือกอาศัยบ้านญาติผู้ใหญ่ และมีพี่สาวใจดีที่สุดคอยดูแล...เห็นทีจะต้องหาเวลาทบทวนเรื่องราวในครั้งก่อนเก่ากันบ้างแล้วค่ะ ก็ลูกเล่นตั้งคำถาม แล้วทีตอนแม่ล่ะ...ตลอดเลย