What should have done... and Things that impress

ในที่สุด ก็มาถึงการทบทวน นึกย้อน และสะท้อน สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วออกมาเป็นสิ่งที่อยากให้เกิด (แต่ไม่ได้เกิด หรือเกิดแล้วแต่ยังไม่สะใจ) เพื่อให้ครบถ้วนกระบวนความการเรียนรู้

  1. วัดดอน คูเต่า เป็น highlight ของงานวันแรก ซึ่งผมคิดว่าหลายๆคนน่าจะรู้สึกเหมือนๆกันว่าน้อยไปนิด มีอะไรที่อยากจะเรียน อยากจะรู้ อีกมากมาย ถ้าได้ dialogue อีกสักครึ่งวันกับคุณลุง คุณป้าที่อุตส่าห์มานั่งสลอน จะเกิดความอิ่มเอมปรีดาสุดจะหาเปรียบเทียบได้ ตอนที่ท่านทอง คุณสวัสดิ์เชิญๆขุนพลของชุมชนมานั้น หมายมั่นปั้นมือเอาไว้หลายคนว่าจะเข้าไปจับเข่า แต่ก็ไม่มีเวลา สมมติถ้าเรามีเวลาอีกสักสามชั่วโมง เราอาจจะทำกลุ่มย่อยที่มีไข่แดงคือชาวบ้าน เราไปล้อมดูดซับจากท่านกัน หลังจากนั้นการทำ AAR จะยิ่งทรงพลัง มีรายละเอียดมากขึ้น และเปิดโอกาสให้เราเป็นผู้ให้ ผู้เติม ผู้เสนอแนะแก่ชุมชนได้ด้วย เป็น mutual benefit จากการเยี่ยมเยียน
  2. สถานที่
    • มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง
    • จุดแข็งก็คือ ผมชอบวิวห้องนี้มากเลย ตอนกลางวันอาจจะร้อน แต่ตอนบ่ายๆ เย็นๆ พึ่งเห็นว่าเราได้วิวรายล้อมด้วยภูเขา มองไปไกลสุดลูกหูลูกตา เป็นห้อง theta ที่ทำกิจกรรมสมาธิ สร้างสรรค์ หรือค้นหาภายในตนได้อย่างดี (แต่บางคนอาจจะไม่ยอมตัดกิจกรรมบันเทิงภาคกลางคืน)
    • จุดอ่อนก็คือ ความยาวเรียวของห้อง ทำให้ media อาจจะสื่อได้ไม่ทัดเทียมกันทั่่วห้อง เสียงอาจจะไม่มีปัญหา แต่พวก video clip ข้างหลังอาจจะมองอะไรไม่เห็นเลย เวลามีกิจกรรมเวที ข้างหลังก็อาจจะถูกตัดออกจากการมีส่วนร่วม ถ้าจะแก้ไข อาจจะต้องลดกิจกรรมหน้าเวทีลง แต่เน้นกิจกรรมกระจายมากขึ้่น หรือมีโทรทัศน์จอใหญ่เสริมตรงกลางห้องและท้ายห้อง
  3. เวลา: โลภอ่ะ อยากได้เยอะๆ จริงๆแล้วหลายๆคนเดินทางมาไกลไม่น้อยเลย หนึ่งคืนสองวันอาจจะน้อยไปนิดสำหรับคนที่ไม่มี extra night มาให้ได้ชื่นชมพื้นที่บ้าง นอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนความรู้แล้ว การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การเห็นพื้นที่ การทัศนศึกษา อาจจะเป็นอีก highlight ในการเรียนรู่้ จัดวันทัศนศึกษาให้จำเพาะ เพื่อเวลามีงานรวม คนจะได้ไม่ต้องลังเลและเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง
  4. รูปแบบ
    • World Cafe ค่อนข้างเหมาะอยู่แล้วในการมีผู้เข้าร่วมที่หลากหลายแบบนี้ แต่ก็อาจจะตั้งคำถามไม่โดนใจคนทั้งหมด เพราะยากที่คนจะสนใจเหมือนๆกัน
    • Open Space Technology (OST) ของ Harrison Owen เป็นอีกเทคนิกที่คล้ายๆกัน และถ้าจัดกับกลุ่ม GotoKnow นี่น่าจะ work OST ต่างจาก World Cafe คือ ผู้เข้าร่วมเป็นคนตั้งกลุ่ม ตั้งประเด็นเอง เสร็จแล้วทุกคนหาห้องหับ สถานที่ ใต้ต้นไม้ ห้องย่อย คุยกัน ใครหมดเรื่องก็เปลี่ยนกลุ่ม เปลี่ยนประเด็น ใช้เวลาเยอะกว่า (2 วันครึ่ง หรือมากกว่า) ใช้สถานที่มากกว่า อาศัยคุณภาพผู้เข้าร่วมกำหนดกระแสกิจกรรม
    • Fish Bowl ถ้ามีประเด็นพิเศษ ประเด็นหลัก หรือมีวิทยากรพิเศษ การใช้ fish bowl ก็น่าสนใจและมี interactive ดี สรุปแล้ว เวลาคนเยอะและหลากหลาย กิจกรรมอะไรที่ใช้ควรจะ open เพื่อให้ทักษะ ความรู้ ความคิด ของคนทั้งหมดได้ contribute ต่อสาธารณะได้
  5. การเตรียมตัวเตรียมใจ อธิษฐาน
    • ผมอยากจะขอชมเชยทีมผู้จัด ที่มีใจ มีทักษะ ความสามารถพิเศษ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มี will หรือ เจตจำนงความมุ่งมั่นในการผลักดันงานครั้งนี้ แต่ละคนมี determination ชัดเจนผลักดันในการทำงาน ทำให้งานตื่นเต้น งานสนุก
    • ผมได้รับเกียรติมาเป็นที่ปรึกษาและผู้ดำเนินงาน World Cafe มีการติดต่อกับคุณอัญชลีและทีมงานมาหลายครั้ง ตั้งแต่ยังไม่กลับมาจาก Australia จนกลับมาก็ไม่มีเวลามาจับเข่าคุยกัน ที่จริงคิดว่าผู้จัดจะสนุกและรับรู้งานอีกแบบหนึ่ง ถ้ามีการ meditate ก่อนสักเล็กน้อย
      • กิจกรรมประเภท World Cafe หรือ Open Space Technology เป็นกิจกรรม "ล้วง" tacit knowledge ซึ่งมักจะพ่วงห้อยเอาบุคลิกส่วนตัว คุณค่าปัจเจกไปด้วย ความไว้วางใจและความผ่อนคลาย เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆๆๆ อาจจะรวมไปถึง "ความมีศรัทธาในความตั้งใจดี" หรือ Intention ด้วย
      • เมื่อจิตตก เพราะความไม่แน่ใจ ความคาดหวัง การมี KPI หรืออะไรที่เรา "คาด" ว่าจะเกิด มันจะมากับความเกร็ง และความกังวล ตรงนี้เราทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เราเอง relax และสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้่ก็คือ ถ้าเรามอบความไว่้วางใจกับผู้เข้าร่วมงาน และเราศิโรราบกับปรากฏการณ์ใดๆที่กำลังจะเกิดขึ้น ว่าล้วนเป็นบทเรียน เราก็จะผ่อนคลายลงได้
      • มีคนกล่าวว่า "ไม่มีความล้มเหลว ไม่มีความสำเร็จ มีเพียงแค่ประสบการณ์ การเรียนรู้" เท่านั้น กิจกรรม World Cafe นั้นทำได้หลาย styles หลายรูปแบบ ทั้งแต่ strictly structured, semi-structured จนค่อยๆกลายเป็น open space ในที่สุด เราต้องการ "พุทธิปััญญา" พุทธิ คือ space คือพื้นที่ว่าง ที่คนทดลองได้ กล้าได้ โดยไม่ต้องกลัว ต้องเกร็ง ว่าจะทำผิดทำถูก