วันนี้มีเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่า ตั้งแต่ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นครูมหาวิทยาลัย ความรู้ที่เราได้สั่งสมมา ... มันหยุดนิ่ง ไม่พัฒนา หรือมีความรู้ใด ๆ เพิ่มขึ้นเลย ทั้ง ๆ ที่ใจมีความต้องการจะเรียนรู้ให้มากขึ้นให้สมกับเป็นครู แต่ก็ยังรู้สึกไม่พอ ความรู้ไม่ขยับไม่เขยื้อนเลย ...

ต่างจากตอนที่ได้มีโอกาสทำงานก่อนหน้านั้นมาหลายสถาบัน ตอนนั้นรู้สึกว่า หากเราต้องการจะพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น ให้มีความรู้ที่เราอยากมีมากขึ้น เราก็อาศัยการอ่านหนังสือที่สอนเราได้ อ่านและพยายามทำความเข้าใจแล้วลองปฏิบัติ ... ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องในวิชาชีพที่ได้ปฏิบัติมา ได้แก่ เทคโนโลยีการศึกษา และการใช้งานคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนใหญ่

ยกตัวอย่างเช่น ... กำลังได้รับมอบหมายให้ต้องจัดทำและพัฒนาเว็บไซต์ของหน่วยงาน ตัวเองก็จะเริ่มเข้าไปหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตก่อน แล้วหลังจากนั้นจึงเริ่มเลือกซอฟต์แวร์ที่จะใช้พัฒนา แล้วไปเดินซื้อหาหนังสือมาลองอ่านและทำตามดู แต่หากต้องมีการใช้ความรู้เกี่ยวกับซอฟต์แวร์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอีก ก็จะไปศึกษาและหาซื้อมาอ่านแล้วทำตามอีก เรียกว่า Learning By Reading and Doing  ... เรียนรู้โดยการอ่าน อ่านแล้วทำจริง

ความรู้จะซึมซับเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว ถือเป็นการเรียนรู้ที่เป็นด้านทักษะ ฝึกฝนบ่อย ๆ จะรู้สึกว่า ซึมซับโดยอัตโนมัติ (ทักษะพิสัย)

ทำให้รู้สึกว่า ตนเองมีความรู้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคยมี เหมือนเติมความรู้ให้กับตนเองไปจากความใฝ่รู้ของตัวเอง ความรู้ไม่หยุดนิ่ง ก้าวไปเรื่อย ๆ

 

แต่ ... พอเข้ามาเป็นครูมหาวิทยาลัย ... ความรู้เหล่านี้กลับได้ใช้น้อยลง เลิกเป็นพนักงานปฏิบัติการ มาเป็นครูผู้สอนแทน ... เป็นการใช้ความรู้จากทฤษฎี หลักการ และประสบการณ์ที่ผ่านมา มาสอนให้กับลูกศิษย์ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่า เด็ก ๆ ได้รับความรู้ใหม่ จากนักปฏิบัติมาก่อน เด็ก ๆ จะรู้สึกว่า ท้าทายและน่าเรียนรู้มากกว่า นั่งเรียนทฤษฎี หรือ หลักการในห้องเฉย ๆ เรียนไป ทำไป

แต่ก็นั่นแหละนะครับ ... สอนวิชาเดียวกัน 1 เทอม 2 เทอม 3 เทอม ไปเรื่อย ๆ ... นี่ก็ขึ้นกำลังจะขึ้นเทอมที่ 16 แล้ว ... ทำไมรู้สึกว่า "ความรู้ แทบจะเรียกว่า หยุดนิ่ง" ไม่ขยับเขยื้อน เหมือนความรู้ยังเท่ากับเทอม 1 ที่ตัวเองเข้ามาอยู่"

นี่ตัวเองไม่พัฒนาเลยน่ะสิ ถึงได้รู้สึกเช่นนี้ ... ความรู้เค้าเดินทางไปถึงไหนแล้ว แต่กลับไม่มีเวลาให้มาศึกษาเพิ่มเติมให้มากขึ้น ทันสมัยขึ้น หรือ ดีขึ้น ... แย่มาก ๆ ... รู้สึกรำคาญตัวเองยังไงก็ไม่ทราบ

ความรู้เท่ากับเพิ่งเข้าเป็นครูใหม่ ๆ เนี่ยนะ ... It's True. มันคือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ

 

แต่เท่าที่ผมมองเห็นอยู่ ... มันไม่ได้มีผมคนเดียวแน่ ๆ ล่ะที่เป็นแบบนี้

ผมเห็น ... อาจารย์ที่เขาอยู่มาก่อนผมเป็นสิบปีสาขาเดียวกัน โลกไปถึงไหน ความรู้ทันสมัยแค่ไหน ... แต่ความรู้ที่เขาสอนลูกศิษย์ ก็ยังเท่ากับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ... ตอนนี้เขามีเทคโนโลยีมัลติมีเดีย พี่เขายังสอนได้เฉพาะ "โสตทัศนศึกษา" คือ สื่อการสอนที่ใช้ตาดูและหูฟังเท่านั้น ทันสมัยไปกว่านั้น ไม่มีให้เห็น

ระบบอุดมศึกษาปัจจุบัน ... ถูกบีบจาก สกอ. ด้วยเรื่องของการประกันคุณภาพที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ... อาจารย์ที่ไม่รู้จักพัฒนาตนเองให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ... ผมว่า จะไปไม่รอดเอา

เมื่ออาจารย์ไม่พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น แล้วไยนักศึกษาจะพัฒนาให้เก่งขึ้นได้ล่ะ จริงไหมครับ

ประเด็นนี้ น่าเป็นห่วงมาก ๆ คือ ครูน่ะ ไม่ห่วงครับ คงดำน้ำ ถู ๆ ไถ ๆ ไปเรื่อย ๆ ห่วงแต่อนาคตของชาติ นั่นแหละ ... สังคมไทยพังแน่ ๆ

 

นี่ผมลองคิดย้อนลงไปยังครูระดับมัธยมศึกษา ประถมศึกษา อนุบาลศึกษา ... ถ้าเขาเคยคิดเหมือนที่ผมคิด คือ รู้สึกว่า "ความรู้ของตัวเอง...หยุดนิ่ง" เช่น สอน ป.1 - ป.6 มา 10 ปี แล้วความรู้มันจะหนีไปจาก ป1 - ป.6 หรือเปล่าครับ หรือว่าดีกว่านิดนึง ... อยากฝากคิด ครับ

ผลที่ออกมา ... คงไม่ต่างอะไรไปจากอาจารย์รุ่นพี่ผมนั่นแหละครับ ... เด็กที่ถูกพัฒนามาจากครูที่ไม่เคยคิดจะมีความรู้มากกว่าเดิม คือ สอนไปวัน ๆ ความรู้แค่นี้พอแล้ว ... แล้วเด็ก หรืออนาคตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรหรือครับ ?

 

ครูระดับไหน ... หากไม่ได้มีการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เก่งขึ้น ทันสมัยต่อโลกอยู่ตลอดเวลา ... ก็มีผลต่อประเทศชาติทั้งนั้นแหละครับ ไม่ต่างกันเลย เพียงแต่ความรู้ที่เท่าเดิมครูอนุบาล ส่งต่อมายัง ครูประถม ... ครูประถม ส่งต่อมาครูมัธยม ... ครูมัธยม ส่งต่อความรู้ที่เท่าเดิมมายัง ครูมหาวิทยาลัย ... ดำเนินไปแบบนี้ทั้งระบบ ... ดังนั้น ตามตรรกะที่เกิดขึ้น คือ ประเทศไทยเราจะได้บัณฑิตที่มีความรู้แค่อนุบาลมาบริหารประเทศ (เห็นในสภาไหมครับ)

 

จริง ๆ ผมเคยมีความรู้สึกว่า "ความรู้ของตัวเอง ... หยุดนิ่ง" มาครั้งหนึ่งแล้วครับ ตอนที่เลือกเรียนวิชาโทภาษาอังกฤษ ระดับปริญญาตรี ที่ต้องเรียนวิชาโท ในปี 3 - ปี 4

อย่าไปนึกว่า ผมเก่งภาษาอังกฤษหรืออย่างไรนะครับ ถึงเลือกเรียน ไม่ใช่เลย ... ตอนนั้นพ่อขอร้องไว้ว่า ภาษาอังกฤษมันมีประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต พ่ออยากให้ผมเลือกเรียน ... ผมจึงจำเป็นต้องเลือก เพื่อพ่อสักหน่อย ทั้ง ๆ ที่ผมคิดในใจว่า ไม่รู้จะไหวไหม เพราะอ่อนเหลือเกิน

ผมก็เรียนตัวแรกกะตัวที่สอง มี Conversation แล้วก็ Gramma ... ผลที่ออกมาคือ D คู่ ... เหอ เหอ เรียนมาตั้งหลายปี ยังไม่มี D สักกะตัว พอเริ่มต้นเรียนวิชาโทเท่านั้นแหละ มาทีเดียว 2 ตัวเลย

เล่าให้ฟังเป็นอุทธาหรณ์ หมาหอน อะไรแบบนี้ครับ ...

เมื่อเก็บหน่วยกิตวิชาโททั้งหมดเรียบร้อย ...  "ความรู้ของตัวเอง ... หยุดนิ่ง" มันโผล่ขึ้นมาในใจเลยครับว่า ... เรียนจบปริญญาตรี แต่มีความรู้ความสามารถภาษาอังกฤษแค่ ป.6 ... อ่อนแบบสาหัสจริง ๆ

อย่าไปบอกใครนะครับ ... กรรมมันตามสนองครับ ดันมาเป็นครูมหาวิทยาลัย

"ความรู้ภาษาอังกฤษก็ยังได้แค่ ป.6"

 

นั่นเป็นความรู้สึกของตัวเองถึง "ความรู้ของตัวเอง...หยุดนิ่ง" เป็นครั้งแรกครับ บวกกับครั้งนี้อีก ก็เป็นครั้งที่สองแล้วครับ

 

คนที่เป็นครู ความรู้จะหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องพัฒนาความรู้ไปอย่างต่อเนื่อง ทันต่อโลก ... ทฤษฎีหลักการไม่ได้อยู่นิ่งตามความรู้ของเราเสียที่ไหน ใช่ไหมครับ มันก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ยิ่งผมสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า "มันเปลี่ยนทุกวินาที" ... ลองไม่ใส่ใจ ใฝ่รู้ แล้วนำมาฝึกฝนให้คล่องแคล่ว แล้วลูกศิษย์จะศรัทธาในตัวของครูได้อย่างไร แล้วใครจะทำให้ประเทศชาติพัฒนามากขึ้น วิ่งไล่กวดชาติที่ดูถูกว่า เราด้อยพัฒนาได้ล่ะ

 

จริงไหมครับ คุณครูทั้งหลาย ... หรือผมพูดไม่จริง ก็แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผลกันได้เลยครับ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ ... :)

 

 

แรงบันดาลใจของการเขียนบันทึก เกิดจาก การตอบปฎิเสธการทำงานของอาจารย์รุ่นน้องคนหนึ่งในที่ประชุม ทั้ง ๆ ที่เป็นเจตนาการสร้างศักยภาพและเปิดตัวให้กับอาจารย์รุ่นน้องคนนั้น เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาอาจารย์ผู้ใหญ่ และสร้างความมั่นคงต่อหน้าที่การงานให้กับเขาเอง ... ทำให้นึกถึงตัวเองฟุ้งซ่านไปถึงเรื่องนี้ แล้วตั้งคำถามกับตัวเองตามชื่อบันทึก

 

เชียงใหม่

๒๒ พ.ค.๕๒