เชื่อหรือไม่เชื่อ..ก็ไม่ขัดใจใครทั้งนั้น...

     เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา  ป้าเจี๊ยบรับโทรศัพท์แล้วได้ยินเสียงแนะนำตัวจากผู้พูด  บอกว่าชื่อ. นามสกุล.... (ขอไม่เอ่ยนามนะคะ) เป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาล.....(รพ.ประจำจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ)  ขออนุญาตมาพบป้าเจี๊ยบเพื่อขออโหสิกรรม?!?

     ก็เป็นงงสิคะ  รีบตอบไปว่าคุณคงต่อสายมาผิด  น่าจะเป็นคนอื่นที่ชื่อพ้องกัน  แต่เธอก็ยืนยันว่าไม่ผิดตัว  แล้วก็อธิบายว่า ต้องการพบกับป้าเจี๊ยบตัวเป็นๆ เพื่อขออโหสิกรรมแทนลูกชายที่กำลังป่วยเป็นมะเร็ง  เพราะมีอาจารย์บอกว่าที่ลูกป่วยนั้น เป็นเพราะแต่ชาติปางก่อน เคยทำไม่ดีกับป้าเจี๊ยบไว้  ต้องมาขอขมาให้ป้าเจี๊ยบยกโทษให้  ถ้ายินดีให้พบ  ก็จะบินมากรุงเทพฯทันที

     ป้าเจี๊ยบก็ตอบไปว่า หากเป็นอย่างนั้นจริงล่ะก็ ป้าเจี๊ยบก็อโหสิกรรมให้ทั้งหมดทางโทรศัพท์นี่แหละ  ไม่ต้องลำบากเดินทางมาหรอกค่ะ

     เธอตอบกลับมาว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องทำพิธีต่อหน้าป้าเจี๊ยบแบบตัวเป็นๆ เธอไม่ได้เป็นพวกหลอกลวงอะไรทั้งนั้น  สามีก็เป็นหมอจบจากศิริราช ได้เกียรตินิยมด้วย  เธอเป็นเพียงแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูก  เธอหมดหนทางจริงๆ 

     จากนั้นเธอก็บอกอีกว่า ดร. ..... (บอกชื่อและนามสกุล) เพื่อนรุ่นน้องของป้าเจี๊ยบอีกคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน  แต่อยู่คนละคณะ  ก็เป็นอีกคนที่เธอต้องมาขออโหสิกรรมแทนลูกชายด้วย เธอโทรหาดร.หนุ่มท่านนั้นแล้ว  และท่านก็ยินดีให้พบ

     ป้าเจี๊ยบก็เลยบอกไปว่า  วันไหนมาพบ ดร.... แล้วก็โทรมาเช็คก็แล้วกันว่าป้าเจี๊ยบอยู่หรือเปล่า ถ้าอยู่ก็พบได้

     พอเลิกสาย บรรดาเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่แถวๆนั้นก็มองหน้า เพราะได้ยินเสียงป้าเจี๊ยบตอบโต้อยู่  พอตั้งวงเสวนาต่อ  ก็พบว่าเพื่อนในวงคนหนึ่งก็ได้รับโทรศัพท์ทำนองเดียวกันกับของป้าเจี๊ยบ  และยังบอกอีกว่า ยังมีอีกสองคนในมหาวิทยาลัยที่ได้รับโทรศัพท์แบบนี้   แต่ทั้งสามคนนี้มีผู้ที่มาขออโหสิกรรมเป็นบุคคลๆคนเดียวกัน (อดีต รมต. ซึ่งถ้าเอ่ยนามทุกคนต้องร้องอ๋อ)  จึงเป็นคนละรายกับของป้าเจี๊ยบและดร.หนุ่ม  

     ป้าเจี๊ยบก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล  ตั้งคำถามว่านี่เป็นเทร้นด์อะไรหรือเปล่า  เพื่อนบางคนบอกว่าเป็นเรื่องหลอกลวง  แล้วก็สรุปว่า ก็ต้องรอดูกันต่อไป

     ปรากฏว่าเพื่อนทั้งสามรายนั้นมีอดีต รมต. มาพบเพื่อขออโหสิกรรมจริงๆ ค่ะ  ส่วนป้าเจี๊ยบนั้นก็มาจริงค่ะ เป็นวันที่ 15 พฤษภาคม 

     วันนั้นไม่ได้นั่งในห้องทำงาน แต่มานั่งเซ็นหนังสืออยู่ในห้องประชุม  เพราะเพื่อนทำโครงการกัน  ป้าเจี๊ยบก็เลยมานั่งให้เห็นหน้าแบบว่าเป็นกำลังใจกันหน่อย   ประมาณสิบโมงกว่าๆ  ลูกน้องก็เข้ามาบอกว่ามีแขกมาขอพบ  ป้าเจี๊ยบสั่งให้พามาที่ห้องประชุม

     ปรากฏเป็นสุภาพสตรี 2 คน  (คุณพยาบาลที่โทรมาและน้องสาว) หอบถุงพะรุงพะรังมาวางบนโต๊ะ  พอไหว้ทักทายกันแล้ว ก็นำของออกมาจัด เป็นถาดสีเงินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งฟุต  วางธูปเทียนแพ พวงมาลัยมะลิสด  ห่อสี่เหลี่ยมหุ้มกระดาษสาสีชมพู  และขันสีเงินเล็กๆ ใส่น้ำส้มป่อย 

     เธอเตรียมแฟ้มเอกสารซึ่งตั้งใจจะนำข้อมูลเกี่ยวกับลูกชายมาให้ดู  ป้าเจี๊ยบบอกเธอว่าไม่ต้องดูก็ได้  จะให้ป้าเจี๊ยบพูดว่าอย่างไรก็บอกมาเลย  เธอขออนุญาตถ่ายรูปตอนทำพิธี  ป้าเจี๊ยบพูดยิ้มๆ ไปว่า อนุญาตไม่ได้ค่ะ เพราะสิ่งที่กำลังทำนี้ขัดกับภาพลักษณ์ของนักเทคโนฯ  (เพื่อนที่นั่งในห้องรีบร้องสนับสนุน)    เธอจึงเปิดแฟ้มตรงหน้าที่มีคำกล่าวอโหสิกรรมเขียนไว้  นำถาดมาส่งให้ป้าเจี๊ยบรับ แล้วอ่านข้อความที่เธอเตรียมมา

     ข้อความในนั้นก็เป็นทำนองว่า  ในชาติก่อนป้าเจี๊ยบชื่อว่าอะไร ลูกชายของเธอชื่อว่าอะไร ชาตินี้ต่างคนต่างชื่อว่าอะไร  และสุดท้ายป้าเจี๊ยบในชาตินี้ยินดีอโหสิกรรมให้ลูกชายของเธอ  ไม่ให้มีเวรมีกรรมต่อกัน 

     เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ ป้าเจี๊ยบก็ขอตัวทำงานต่อ และเตือนเธอว่าเก็บของให้เรียบร้อย อย่าลืมอะไรไว้นะคะ  เธอบอกว่าป้าเจี๊ยบต้องรับถาดนี้ไว้  รับก็รับค่ะ...

     หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องที่ป้าเจี๊ยบถูกล้อเลียน  ไม่ได้คิดอะไร  จนกระทั่งเจอหน้าดร.หนุ่มในที่ประชุมทำแผนอัตรากำลังของมหาวิทยาลัย  จึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ทราบข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า ลูกชายคุณพยาบาลนั้นเป็นคนฆ่าดร.หนุ่มในชาติที่แล้ว  และฆ่าป้าเจี๊ยบด้วย เพราะบังเอิญเห็นเหตุการณ์  จึงถูกฆ่าปิดปาก อื๊ย...  

     ป้าเจี๊ยบขอเขียนบันทึกเอาไว้กันลืมว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง...ไม่ขอออกความเห็นใดๆ ค่ะ   ที่ยอมทำไปก็เพราะคิดว่าไม่เสียหายอะไร  ถ้าช่วยให้คุณพยาบาลเธอรู้สึกดีขึ้นที่ได้ทำเช่นนั้น...เอวัง