ผ่านเรื่องราวชีวิตที่วุ่นวายมาเนิ่นนาน วันนี้ถูกจัดการอย่างตั้งใจของครอบครัวใจกว้าง และชาวบ้านร่องเห็ด

หลายเดือนที่ผ่านมาผมมีเรื่องต้องคิดต้องตัดสินใจ  มีเรื่องมากังวลใจแบบโลก ๆ ทั้ง รัก  โลภ  โกรธ  หลง  เขามาประเดประดังอย่างไม่หยุดหย่อน  หากจะวิเคราะห์ในเชิงกลยุทธ์ก็มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่เข้ามากระทบ  บางครั้งเอาจนตั้งหลักไม่อยู่ต้องล้มพังพาบหมดอาลัยตายอยากอยู่หลายวัน

ที่ผ่านมาเรื่องราวนานาก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนซะจน น่ารำคาญ  และที่น่ารำคาญมากที่สุดก็คือตนเองที่เมื่อไหร่จะทำอะไรให้ชัดเจนซะที  ปล่อยให้คาราคาซังรบกวนจิตใจจนไม่เป็นอันกินอันนอน

ภาพความทุกข์ในใจสะท้อนออกมาภายนอก  ผ่านทางสีหน้า  แววตา  และอากัปกิริยาอย่างคนไร้วิญญาณ ทำให้เพื่อนฝูง  ญาติพี่น้อง  สังเกตได้ถึงความหม่นหมองของผม ใครๆ เห็นก็รุมทัก  "ดำไป,  ผอมไป,  ซูบไป, เป็นอะไรไป..."   หนักไปกว่านั้นคือ  "ไปถูกของใครมาหรือเปล่า!!!"

เรื่องในแนวไสยศาสตร์นี้จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งสมัยวัยรุ่นใหม่ ๆ ผมพยายามที่จะเรียนรู้ จึงเสาะแสวงหามนต์คาถา  เครื่องลางของขลัง  หรือครูบาอาจารย์ดีดี  แต่จนแล้วจนรอดพยายามอยู่หลายปีก็ไม่เกิดมรรคผลอะไร  ในที่สุดก็เกิดความเบื่อหน่าย (ขี้เกียจ)  ไปเองจนละเลิกไปในที่สุด ... แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้าปฏิเสธอยู่ดีว่าสิ่งเล้นลับในโลกนี้มีจริงหรือเปล่า

เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.2552) ผมไปลงพื้นที่วิจัยที่ อำเภองาว  จังหวัดลำปาง  เพื่อพบปะกับปราชญ์ชาวบ้านตามโครงการวิจัย ที่มีชื่อย่อ ๆ "เพลงซอพื้นเมืองกับการถ่ายทอดแนวคิดการเมืองภาคพลเมือง"  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกล้า  ในการนี้ผมได้รับความกรุณาจากคุณประชาสิทธิ์  ใจกว้าง (ชาติ)  กัลยาณมิตรของชาวย่ามแดงรับเป็นผู้ประสานงานในพื้นที่

ทันทีที่พบหน้ากันและกัน คำทักทายแรก ๆ ก็ไม่ต่างจากคนอื่น  "ไปทำอะไรมาหน้าตาถึงหมองคล้ำอย่างนี้...ถูกของใครมาหรือเปล่า" 

เมื่อสังคมไทยอยู่กับความเชื่อที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวทั้งพราหมณ์  พุทธ  และผี  ผมก็ได้รับอิทธิพลเหล่านี้ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก  ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่านี้แล้ว  จึงไหว้วานคุณชาติช่วยเป็นธุระในการไล่ความชั่วร้ายทั้งหลายออกไปให้ที...เผื่อกลับบ้านครานี้หน้าตาจะผ่องใส ให้สาวน้อยสาวใหญ่สะกิดแม่ขอใช้นามสกุลกับเขาบ้าง

คุณพ่อ  คุณแม่ของคุณชาติ  รวมทั้งญาติพี่น้องชาวบ้านร่องเห็ด  อำเภองาว  จังหวัดลำปาง ร่วมแรงกันอย่างแข่งขันเพื่อจัดพิธีอาบน้ำมนต์  สะเดาะเคราห์ แก่ผม  พร้อมทั้งบายสีสู่ขวัญแก่แขกผู้มาเยือนบ้านร่องเห็ดอีกคนหนึ่ง  คือน้องกฤษณ์  หนุ่มลูกครึ่งไทย-เยรมัน ไปพร้อมกันด้วย...

เพียงไม่นานนักเครื่องบายศรีที่ตกแต่งด้วยดอกไม้พื้นเมืองกลิ่นหอมอบอวล  เครื่องบัตรพลี  ไก่ต้ม  เหล้าขาว  ข้าวตอกดอกไม้  ส้มป่อย ใบหนาด  ฯลฯ  ก็ถูกเรียงรายออกมาพรั่งพร้อมบริเวณพิธี

พิธีการแรกคือการอาบน้ำมนต์  พ่อหนาน (ผู้ทำพิธี)  พาผมไปนั่งที่หน้าบ้าน  เมื่อถังน้ำมนต์ และเครื่องประกอบพิธีถูกจัดวางเรียบร้อยแล้ว  พ่อหนานก็เริ่มกล่าวบทนมัสการพระรัตนตรัย  ขอไตรสรณคมณ์ กล่าวบทชุมนุมเทวดา  บทระลึกครูบา-อาจารย์  จากนั้นก็เริ่มทำน้ำมนต์ที่มีทั้งบทสวดที่เราเคยได้ยินเมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนตร์  และบทสวดที่เป็นภาษาคำเมือง  ผ่านไปเกือบชั่วโมงน้ำทั้งถังก็ถูกราดลงหัวผม...ผมสะดุ้งนิด ๆ แต่ก็คิดอยู่ในใจว่าไปซะทีเถอะ...สิ่งชั่วร้ายทั้งหลายเอ้ย!!!

เสร็จจากนั้นก็เข้าสู่พิธีสะเดาะห์เคราะห์  โดยมีความเชื่อว่าคนเราเกิดมาชะตาฟ้าลิขิต  เมื่อถึงช่วงหนึ่งของชีวิตก็ต้องประสบกับทุกข์ภัยตามอำนาจแห่งการโคจรของดวงดาวที่กำกับชีวิต  (น่าจะประมาณนี้ถูกผิดอย่างไรให้ผุ้รู้ท่านแสดงความเห็นเพิ่มเติมนะครับ)  ผมเข้าพิธีนี้อีกพักใหญ่  ซึ่งก็จบลงด้วยการรดน้ำมนต์เสริมสิริมงคล

พิธีที่สามของวันนี้คือการ "สู่ขวัญ"  หมายความว่าชีวิตคนเรานั้นมีอำนาจพิเศษคอยปกปักรักษาอยู่เรียกว่า "ขวัญ"  เมื่อไหร่ก็ตามที่ ขวัญเสีย  ขวัญหาย  ขวัญกระเจิง  หรือขวัญหนี  ดีฝ่อก็ต้องมีการเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว...พิธีนี้มีน้องกฤษณ์  และคุณชาติร่วมพิธีอยู่ด้วย...

ผ่านเรื่องราวชีวิตที่วุ่นวายมาเนิ่นนาน  วันนี้ถูกจัดการอย่างตั้งใจของครอบครัวใจกว้าง  และชาวบ้านร่องเห็ด  นับจากวันนี้เป็นต้นไปคงจะได้เริ่มวงรอบใหม่ของชีวิตซะที...ขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องด้วยความจริงใจครับ...