เมื่อเรามองว่าผู้รับเสมือนญาติของเรา ญาติของเราก็ไม่ควรถูกละวางให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว

ผมไม่ได้ไปร่วมงานสานฝันให้เด็กป่วย..โรงพยาบาลศรีนครินทร์ แบบศิลปินเดี่ยว  หากแต่พ่วงเอาน้องอีกสองคนเป็นผู้ร่วมชะตากรรมไปด้วย

คนแรกรู้จักมักคุ้นกันไปบ้างพอสมควร นั่นก็คือ ทิดสมปอง 
หรือที่ใช้ชื่อในบล็อกว่า  ขุนแผ่นดินเย็น
ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวใสซื่อ เป๋อๆ เปิ่นๆ คือ น้องดาว  หรือ  นส.กัญญารัตน์ แก้วเจียรนัย

 

ครับ, ทั้งสองคนเป็นหนึ่งใน ทีมไหล  ที่เคยท่องสัญจรอยู่ในโกทูโนอย่างคึกคักและมีชีวิตชีวามาแล้วระยะหนึ่ง
และยังเคยสร้างสีสันในเวทีกิจกรรมของมหาวิทยาลัย รวมถึงชุมชนอย่างน่าทึ่งมาแล้วพักใหญ่ๆ ..

 

กรณีทิดสมปองนั้น ตอนนี้เรียนจบไปแล้ว อยู่ระหว่างการสมัครงาน
ส่วนน้องดาว ตอนนี้กำลังเรียนชั้นปีที่ ๒ คณะพยาบาลศาสตร์
และเธอก็กำลังเรียนรู้วิถีกิจกรรมแบบค่อยเป็นค่อยไป
เป็นคนประเภทใช้ง่าย... สบายๆ ...ใสซื่อ ...

(ปัจจุบันยังไม่มีแฟน)

 

ผมมีเหตุผลเพียงไม่กี่อย่างกับการชักชวนให้คนสองคนนี้สัญจรมากับผม
ประการแรกคือ  อยากให้มาเฉยๆ -หรือมาแบบเก๋ๆ  นั่นแหละ  (เป็นคำตอบของทีมไหลที่ใช้กันบ่อยๆ)
ประการที่สองก็คือ อยากให้มานั่งรถเป็นเพื่อน 
เพราะผมรู้ตัวดีว่า ขับรถไปคนเดียวแบบเพลียๆ มีหวังไปไม่ถึงจุดหมายเป็นแน่ๆ (ฮา)

ประการที่สามคือ  อยากให้น้องดาวที่เรียนพยาบาลฯ  อยู่แล้ว ได้สัมผัสถึงฉากชีวิตของความเป็นจิตอาสาที่สอดรับกับ วิชาชีพ ของตนเอง
ซึ่งเธอก็ไม่ได้มามือเปล่า  หากแต่หอบเอาสัญลักษณ์ทางใจที่เป็นตุ๊กตาตัวใหม่ๆ มามอบให้น้องๆ ด้วยเหมือนกัน

ส่วนกรณี ทิดสมปอง นั้น...
เหนือสิ่งอื่นใด คือการพามาเพื่อ
ทดแทน ตัวผม และเติมเต็มกิจกรรมของการ สานฝันให้เด็กป่วย แบบล้วนๆ

กล่าวคือ ..ผมเป็นคนประเภทตีกลองร้องเพลงไม่ เป็น (เอาซะเลย)
ก็เห็นแต่สมปองนี่แหละที่พอจะเป็น
ตัวแทน สร้างสีสันแทนผมได้
เพราะเจ้าตัวมีความสามารถหลากหลาย พูดเก่ง, เต้นได้, ใช้คล่อง, ร้องเพลงได้,กินง่าย อยู่ง่ายอีกต่างหาก
แถมยังมี จิตอาสา อยู่อย่างเต็มเปี่ยม

ซึ่งก็คงไม่ผิดนัก เพราะอย่างน้อย  เจ้าตัวก็ได้ร้องเพลงอยู่หลายเพลง

แถมยังได้ปล่อยหมัดเด็ดให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้ฮากันอยู่หลายยก
และนั่น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการ
เติมเต็ม กิจกรรม สานฝันเด็กป่วย ไปในตัวด้วยเหมือนกัน

สองหนุ่มเจอกันบ่อย..เป็นคู่หูกันได้..เก่งไม่แพ้กัน

 

วิธีการเช่นนี้ ฟังดูอาจเป็นการสื่อให้เห็นว่า  ผมไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่ในเวทีนี้  แต่ถึงกระนั้น  ผมก็คงไม่ปฏิเสธเสียทั้งหมด  เพียงแต่อยากจะสื่อให้เห็นว่า  ผมกำลังทำหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ คนหนุ่มสาว ในรั้วมหาวิทยาลัยฯ  ได้เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ชีวิต นอกห้องเรียน  และรู้ค่าของความเป็น ผู้ให้  ในแบบ จิตอาสา  ดังที่ผมพูดจนติดปากใน มมส เสมอมาว่า จิตสำนึกสาธารณะ ...

เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ 
ผมรู้สึกเสมอว่าเรื่องราวของ
จิตอาสา-จิตสำนึกสาธารณะ  เป็นเรื่องชวนฝันของคนหนุ่มคนสาวในมหาวิทยาลัยฯ ยิ่งนัก  และวัยของพวกเขา  ก็เป็นวัยที่กำลังมี พลังชีวิต อย่างเหลือล้น  หากได้รับการเสริมแต่งที่ถูกที่ควร  ผมเชื่อเหลือเกินว่า นั่นคือกระบวนการอันดีของการป้อนคนดีๆ ออกไปสู่ประเทศชาติ

 

และเมื่อผมมีหน้าที่การงานในด้านนี้  ผมจึงไม่เคยละเลยที่จะพร่ำบอกและชวนให้พวกเขาได้จัดสรรเวลาเพื่อก้าวออกมาจากห้องเรียนในหลักสูตร - อันมีพื้นที่สาธารณะเป็นอีกห้องเรียนหนึ่งที่รอรับการไปเยือนของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาทั้งหลายสามารถ คิดและทำ  อะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง  โดยมี พี่เลี้ยง จากบริบทต่างๆ คอยเฝ้ามองและเป็นกำลังใจอยู่ใกล้ๆ และไม่ไกลจนเกินไป

          - ไม่ใกล้ จนทำให้พวกเขารู้สึก อึดอัด 
          -
และก็ไม่ไกล จนพวกเขารู้สึกราวกับว่า  กำลังตกอยู่ในสภาวะของการ 
เคว้งคว้าง

การเดินทางไกลของพอลล่า น้องนา (กล้วยแขก) และพี่แบ็งค์
คือการเดินทางไกลอันแสนงามของความเป็น "จิตอาสา"..ที่ผมต้องน้อมคาราวะ

 

จะว่าไปแล้ว  เรื่องราวของจิตอาสาฯ หรือที่ฝรั่งเรียกว่าVolunteer  นั้น  เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมของฝรั่งมังค่าล้วนๆ  ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของการให้เพื่อสังคม  ที่มีสายธารการก่อเกิดและพัฒนารูปแบบมาอย่างยาวนาน  แต่สำหรับเมืองไทยของเรานั้น  บางทีผมก็มองว่า  เป็นการ ให้  ที่ยังจำกัดอยู่ในแวดวงใกล้ๆ ตัวของเราซะส่วนใหญ่  เป็นต้นว่า ญาติมิตร  เพื่อนพ้อง รวมถึงโศกนาฏกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ อย่าง สึนามิ หรืออื่นๆ เป็นต้น

 

การให้ของคนไทย จึงดูเหมือนเป็นการให้ที่เป็นแบบ ใกล้ตัว มากกว่าการให้ที่เป็นกิจวัตร หรือที่ฝรั่งเรียกว่าการให้เพื่อสังคมนั่นแหละ  เว้นเสียแต่การทำบุญทำทานนั่นกระมังที่ดูเหมือนจะเป็นกิจวัตรมากที่สุด  ถึงแม้การให้ที่ว่านั้น  จะเป็นการให้เพื่อคิดคำนึงถึง “โลกหน้า”  ก็เถอะ  ผมก็ยังมองว่า นั่นคือการให้ในอีกมิติหนึ่งเหมือนกัน  

 

แต่ถึงกระนั้น  เมื่อมองย้อนไปเท่าที่ผมพึงมองได้  ผมกลับรู้สึกรักมิติของการให้ในแบบไทยๆ เป็นที่สุด  เพราะนั่นคือสไตล์ของเรา และเราก็รักที่จะให้ในแบบของเราเอง 

     พูดกันง่ายๆ ก็คือ เราสามารถออกแบบความรักที่ว่าด้วยการ ให้ ในแบบฉบับของเราได้ดีแล้วแหละ  ขึ้นอยู่กับว่า  เราจะช่วยกันขยายเครือข่ายให้เข้มแข็งได้แค่ไหน  อย่างน้อยก็เริ่มจากคนใกล้ตัว, หรือเรื่องใกล้ๆ ตัวของเรานี่แหละ  เพราะมันแตะต้องสัมผัสได้ ไม่ไกลจนดูเหมือนทำให้เราเหนื่อยกับการเดินและวิ่งไปสู่การให้ ณ จุดนั้นๆ จนเกินเหตุ

     แทนที่จะเป็นความสุข ก็กลายเป็นความทุกข์ของตัวเองไปซะงั้น

 

แต่ในเส้นทางชีวิตของคนธรรมดาๆ  อย่างผม
ผมคุ้นเคยกับการเรียนรู้บรรยากาศการให้ในวิถีของ
คนอาสา หรือ ค่ายอาสาพัฒนา ของนิสิตนักศึกษามาพอสมควร  ผนวกกับการพบเจอวิถีแห่งการให้ของคนในบ้านเกิดแถวชนบทๆ  ผมจึงหลงรักการให้เพื่อสังคมในแบบฉบับเหล่านั้นอย่างหัวปักหัวปำ-  จนบัดนี้ก็ยังถอนตัวไม่ขึ้น

 

น้องสายลม..เป็นอีกคนที่นำพาผองเพื่อนมาสู่เวทีนี้อย่างมากมาย..
และเป็นชายหนุ่มที่มีพลังแห่งการเป็นจิตอาสาอย่างล้นเหลือ

ครับ ในมุมมองของผม  งานอาสาพัฒนาของนิสิตนักศึกษา  จึงเป็นการให้ที่ให้กว้างขวางกว่าการให้โดยความสัมพันธ์ส่วนตัว  เฉกเช่นกับวันนี้  การนำพาน้องๆ สองคนไปสู่เวทีกิจกรรมที่ชาวบล็อกจัดขึ้น  ณ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น  จึงเป็นการไปเรียนรู้การให้เพื่อสังคมในแบบไทยๆ ของเราไปในตัว

และสำหรับชาวบล็อกที่ร่วมกันก่อรูปก่อร่างความเป็น จิตอาสาโกทูโน ณ เวทีของการสานฝันเด็กป่วยในวันนั้น  ก็เป็นการให้เพื่อสังคมโดยแท้  เพราะพยาบาลแต่ละคน  ทำงานนี้กันด้วย ใจ  ชาวบล็อกที่มากันไกลๆ ก็มาด้วย ใจ  แบบล้วนๆ  

 

ส่วนกรณีเด็กๆ ทั้งหลายนั้น จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ใช่ญาติใครเป็นพิเศษ  และชาวบล็อกก็ไม่ใช่พี่น้องที่คลานออกมาจากท้องเดียวกัน  แต่ทุกคนก็ถูกร้อยรัดด้วยคำว่า จิตอาสา ด้วยกันทั้งสิ้น หรือถ้าเป็นญาติ  ก็เป็นญาติที่ใช้นามสกุลเดียวกัน คือ  "จิตอาสาโกทูโน" กระมังครับ

 

ถึงกระนั้นก็เถอะ ที่สุดแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นเด็กๆ ที่กำลังขับเคี่ยวกับโรคร้าย  และชาวบล็อก หรือแม้แต่กัลยาณมิตรที่ร่วมสานฝันกันในวันนี้  ก็ล้วนแล้วแต่ ไม่ใช่ญาติ (แต่ก็เหมือนญาติที่ขาดไม่ได้) เมื่อแรกเริ่มรู้จักกัน, คุยกัน, ทำงานร่วมกัน, ใช้ชีวิตร่วมกันด้วยรูปแบบต่างๆ  ก็ย่อมก่อเกิดเป็นการหลงรักกันและกันไปโดยปริยาย 

      เป็นต้นว่า  พยาบาลก็หลงรักเด็กๆ ราวกับลูกหลาน 

      ขณะที่ชาวบล็อก ก็ผูกพันกันเป็นญาติมิตร  พร้อมๆ กับการสถาปนาอ้อมกอดและตักอุ่นให้ใครๆ เข้ามาพึ่งพิงอย่างเป็นกันเอง

สัมผัสด้วยใจ..อีกหัวใจก็รู้ซึ้งถึงความรัก..

 

นี่แหละครับ..วิถีของ จิตอาสา ในแบบไทยๆ ที่ผมหลงรัก  เพราะเมื่อเรามองว่าผู้รับเป็นเสมือนญาติของเรา  ญาติของเราก็ไม่ควรถูกละวางให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เช่นเดียวกับเราก็ไม่ควรละวางให้คนที่คิดดี ทำดี ได้แบกรับภาระอยู่อย่างเดียวดาย ...

 

ช่วยกันครับ,
ช่วยกันขยายเครือข่ายจิตาสาในแบบของเราเอง...ไม่ใช่ญาติ ก็เหมือนญาติขาดไม่ได้ ...

 

 ...................................................................................................................

หมายเหตุ...
ผมเขียนบันทึกนี้แบบไร้รูปรอยและไร้ประเด็น นะครับ..เอาใจเขียนเพียวๆ ..สดๆ ...
แต่ก็อยากให้รู้ว่าการให้นั้น  เรานิยามความหมายได้ด้วยตนเอง..เสมอ
และความสุขของการให้นั้น..เป็นความสุขโดยแท้
เชื่อไม่เชื่อ ก็ดูจากภาพนี้แล้วกัน (ขออนุญาตเจ้าตัว...จริงๆ นะครับ เพราะความสุขฉายชัดเหลือเกิน)..