วิดีโอม้วนเดียวกัน แต่วิธีการใช้ต่างกัน ได้ผลต่างกัน

  Contact

                       วิดีโอม้วนเดียวกัน แต่วิธีการใช้ต่างกัน ได้ผลต่างกัน

                    ผมได้วิดีโอหนังเกาหลี เรื่อง "เสียงกู่จากครูใหญ่" จากอาจารย์สมลักษณ์ มาตั้งใจว่าจะนำมาฉายให้กับนิสิตในคลาสที่ผมสอนได้ชมบ้าง โดยผมได้ ฉายให้กับนิสิตสองห้องชม

วิธีการขั้นตอน

 นิสิตกลุ่มที่ 1

  นิสิตกลุ่มที่ 2

  คุณลักษณะของนิสิต

  •  นิสิตปริญญาโท ชั้นปีที่ 3 ครูประจำการ
  •  นิสิตปริญญาโท ชั้นปีที่ 4 ครูประจำการ

 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน

  •  ผมได้พูดเกริ่นนำให้ กับนิสิตฟังนิดหน่อย ว่าวิดีโอนี้ เกี่ยวกับเรื่องอะไร
  • ผมขอให้นิสิตช่วย เขียนบันทึกความคิดเห็น ที่ได้จากการชมวิดีโอลงบล็อก
  •  ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้เกริ่นให้ฟัง

 ขั้นการสอน

  •  นิสิตรับชมวิดีโอ
  • ห้อง ED 1209
  • เปิดแอร์ทุกตัว
  • เวลา 13.00 น.
  • นิสิตรับชมวิดีโอ
  • ห้อง ED 1209
  • เปิดแอร์ทุกตัว
  • เวลา 13.00 น.

 ขั้นสรุป

  •  ถามนิสิต 1-2 คนว่ามี ความคิดเห็นอย่างไรกับวิดีโอ ที่ได้รับชมไป
  •  ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม

 ขั้นขยายผล

  • ให้เวลาประมาณ 30 นาทีให้นิสิตบันทึกความคิดเห็น เกี่ยวกับวิดีโอหลังชม ลงบล็อก
  •  ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม

                    จากผลของการฉายวิดีโอม้วนเดียวกัน ฉายในช่วงเวลาเดียวกันคือตอนบ่าย แต่นิสิตคนละกลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1. มีการนำเข้าสู่บทเรียน เกริ่นนำให้เห็นความสำคัญของวิดีโอที่ฉาย  มีการตั้งความคาดหวังหลังชม ว่าหลังจากดูแล้วได้อะไร ขอให้นำไปเขียนลงบล็อก ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้ทำอะไร 2. ทำการฉายวิดีโอ 3.กลุ่มที่ ๑ มีการสรุปสอบถามความคิดเห็นหลังชม ส่วนกลุ่มที่ ๒ ฉายเสร็จไม่มีการสรุป 4. หลังจากชมปล่อยเวลาให้ผู้เรียนได้มีเวลาในการบันทึกผลการรับชม พบว่า ผู้เรียนกลุ่ม ๑ เมื่อมีการตั้งความคาดหวังหลังชม ผู้ชมจะให้ความสนใจในการชม และมีการบันทึกข้อความ คำคมที่ได้จากวิดีโอเอาไว้ เพื่อนำไปเขียนบันทึก ส่วนกลุ่ม ๒ ผู้ชมจะรับชมเฉยๆ ไม่ได้มีความสนใจในวิดีโอมากนัก นำงานอื่นประกอบไปด้วยกับการดูวิดีโอ

                   ทำให้ผมรู้สึกว่าเหมือนกับสื่อการสอนที่ครูจะนำไปใช้กับนักเรียน ถ้าครู้มีสื่อที่ดีน่าสนใจ ครูดูแล้วสื่อนี้จะสามารถให้ความรู้ให้กับนักเรียนแน่นอน แต่วิธีการใช้สื่อของครูผู้สอนนั้น ถ้านำสื่อไปใช้อย่าง ไม่มีการเตรียมความพร้อมผู้เรียน คือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสื่อหรือธรรมชาติของสื่อเป็นผู้เล่น หรือเป็นพระเอกอยู่อย่างเดียว โดยไม่มีการใช้สื่ออื่นประกอบเลย ผลที่ได้ ก็จะคล้ายกับที่ผมฉายวิดีโอให้กับนิสิตกลุ่ม 2 คือ ดูแล้ว รับรู้ รู้แล้วก็ผ่านเลย ไม่ได้มีการตอกย้ำ หรือซ้ำว่าผู้เรียนได้เรียนรู้อะไร

                แต่ถ้าครูมีพระรอง มีสื่ออื่นประกอบ มีใบงาน มีการเกริ่นนำ มีสรุป การเรียนรู้หรือดูวิดีโอครั้งนั้นจะมีความหมายมากขึ้นอีก จากวิธีการใช้สื่อของครู

              ดังนั้นพอสรุปได้ว่า การใช้สื่อการสอนใดๆ ถ้าต้องการให้การใช้สื่อ ออกดอก ออกผลผู้สอนควร

  1. ทำการศึกษาสื่อนั้นก่อนล่วงหน้า
  2. เตรียมหรือวางแผนการสอนก่อนใช้งาน
  3. ควรมีขั้นนำ ขั้นการสอน ขั้นสรุป และขั้นนำไปใช้
  4. สื่อหนึ่งสื่อใดมีคุณลักษณะเฉพาะตัว ควรใช้สื่อตามความเหมาะสมของการสอน
  5. ควรใช้สื่อที่หลากหลายประกอบการสอน

Posted in Gotoknow GotoKnow By  In รุจโรจน์ แก้วอุไร

Post ID: 25827, Created: , Updated, 2012-02-11 14:48:51+07:00 +07 Asia/Bangkok, License: All Rights Reserved, Comments: 6, Read: Click

Tags #เทคโนโลยีการศึกษา#ทฤษฎีการสอน

Recent Posts 

Comments (6)

อ.น้อย
IP: xxx.47.247.135
Written At 

เห็นด้วยพันเปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นหนึ่งคนในกลุ่มทดลอง 

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้สอนทราบว่าผู้เรียนได้รับอะไรจากการสอนหรือการใช้สื่อการสอน คือการประเมินหลังเรียน

สมลักษณ์
IP: xxx.28.21.4
Written At 
  • อย่างน้อย "เสียงกู่จากครูใหญ่" ที่ผมนำมาก็เกิดประโยชน์ในการทดลองเพื่อเป็นสื่อการสอนครับ
janny
IP: xxx.172.208.41
Written At 

เป็นหนึ่งในกลุ่มทดลองที่ได้ชม VDO  "เสียงกู่จากครูใหญ่"      ที่ อ.หนึ่งฉายให้ดู.... และได้ write เก็บเอาไว้เพื่อจะให้ผู้บริหารได้ชมด้วย... และเห็นด้วยกับ อ.หนึ่ง ในการใช้สื่อการสอนประเภทต่างๆต้องให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของสื่อนั้นๆด้วย... 

ศิษย์เก่า มน.
IP: xxx.29.37.21
Written At 

ไม่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มทดลอง แต่ก็ไม่เป็นไรเน๊าะ แค่ได้เข้ามาอ่านสาระที่เป็นประโยชน์ก็ดีใจแล้วคะ ...แล้วจะติดตามต่อไปเรื่อย ๆ นะคะ อิอิ..

http://gotoknow.org/panarat

วัลลภ พรเรืองวงศ์
IP: xxx.136.134.146
Written At 
  • ขอขอบคุณอาจารย์หนึ่ง...                                
  • เรื่องของอาจารย์ทำให้นึกถึงคำของท่านอาจารย์ ศ.นพ.ประเวศ วะสีที่ว่า "เรียนรู้ผ่านการกระทำ (interactive learning through action)"
  • กลุ่มที่ให้ดูเฉยๆ น่าจะเป็นพวก passive learning หรือ "รับลูกเดียว" คล้ายๆ กับเป็น spoon feeding หรือไม่ต้องขวนขวายอะไร รับข้อมูลเฉยๆ วิธีนี้ดูจะไม่ค่อยได้ผล
  • กลุ่มที่ให้งานมาทำ คงจะเป็นพวก interactive learning หรือ "ขวนขวายเรียน" มีการบ้านล่วงหน้า ทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพสูง
  • เร็วๆ นี้... ท่านอาจารย์ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิชเขียนไว้เหมือนกันว่า "เน้นกระบวนการเรียนรู้ (learning) มากกว่าการฝึกอบรม (training)"
  • จำไม่ได้ครับว่า เป็นบันทึกฉบับใดของท่าน เพราะท่านออกบันทึกวันละอย่างน้อย 3-7 บันทึก เวลาพิมพ์คงจะมีเอนดอร์ฟีน(สารความสุขในสมอง)หลั่งมากอย่างที่ท่านว่า
  • ขอแสดงความชื่นชม (appreciate) กับการศึกษาของอาจารย์ น่าจะทำเป็นงานวิจัยทางการศึกษาเลยนะครับ วงการ multimedia จะได้สั่นสะเทือน(ว่า MM บางทีก็ไม่ได้ผล ถ้าไม่มี active learning)
นาทญา
IP: xxx.19.22.24
Written At 
การชมวิดีโอ  เสียงกู่จากครูใหญ่   นิสิตชมด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันในแต่ละคน  ภูมิหลังก็แตกต่างกัน   วิญญาณความเป็นครูที่ไม่เท่ากัน  ทำให้เกิดความรู้สึกได้ไม่เหมือนกัน เหมือนการสอน ถ้าสอนเรื่องไกลตัวมาก ๆ ความสนใจก็จะน้อย  เรื่องเสียงกู่จากครูใหญ่  ดิฉันก็มี 1 แผ่น  ได้รับความอนุเคราะห์จาก นฤเบศร์ write ให้  ขอบคุณอาจารย์ที่นำมาให้ชม  และดีใจที่หลาย ๆ ความคิดจากเพื่อนก็มีอุดมการณ์เช่นเดียวกับครูใหญ่