การที่ผู้ปกครองไทยได้เข้าผิดเกี่ยวกับเรื่องระบอบประชาธิปไตยมายาวนานร่วม
74 ปี จนเกิดปัญหาขึ้นมาอย่างมากมาย ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ล้าหลัง
เสียเวลา จนไม่รู้ว่าอะไรคือเหตุวิกฤตชาติที่แท้จริง
เหตุวิกฤตชาติเป็นปัญหาทางการเมือง จะต้องแก้ด้วยการเมืองที่เหนือกว่า
คือธรรมาธิปไตยเท่านั้นจึงจะแก้ไขเหตุวิกฤตความคิดของผู้ปกครองไทย
และแก้ไขเหตุวิกฤตชาติให้ตกไปได้
คนทั่วไป หรือ
ปุถุชนหรือนักการเมือง ผู้ไม่ลึกซึ้งในคำสอนของพระพุทธเจ้า
พวกเขาเคยชินอยู่กับการแก้ปัญหาส่วนตัวมาเป็นเวลา 20-40 ปี
เมื่อเขามีโอกาสได้เป็นนักการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี
จะต้องคิดแก้ปัญญาส่วนรวม แต่พวกเขาก็ยังคิดแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือ
คิดแก้ปัญหาแบบอัตวิสัยหรือแบบการแก้ปัญหาส่วนตัว
ก็จะกลายเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งไม่อาจจะแก้ปัญหาต่างๆ
ให้หมดไปได้ นั่นเอง
แนวคิด ตถตา
คือวิธีคิดใหม่ให้ถูกต้องตามกระแสธรรม หรือคิดและปฏิบัติตามวิถีธรรม
อันเป็นหนึ่งเดียวกับกฎธรรมชาติ ดังนี้
สภาวธรรม
มีลักษณะแผ่ขยายเป็นวงรัศมี
แผ่ออกไปสู่ส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมดจากบนลงสู่ล่าง
(ดูรูปประกอบ)
(1) ระบอบการเมือง
(นามธรรม)
(2) การปกครอง
(รูปธรรม)
(3) ระบบเศรษฐกิจ
(4) สังคม (5)
การดำเนินชีวิตของประชาชน (ประเพณีวัฒนธรรม)
และส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมด
หรืออีกนัยหนึ่ง
ธรรมาธิปไตยเป็นปัจจัยให้เกิดความเป็นธรรมทั้งกระบวนการ
(1) ระบอบการเมือง
เป็นปัจจัยต่อการปกครอง
(2) การปกครอง
เป็นปัจจัยต่อระบบเศรษฐกิจ
(3) ระบบเศรษฐกิจ
เป็นปัจจัยต่อสังคม
(4) สังคม
เป็นปัจจัยต่อพฤติกรรมของสังคม
(5)
พฤติกรรมของสังคมอยู่เย็นเป็นสุขฯ
เหตุปัจจัยวิธีคิดใหม่นี้
มีข้อสังเกตว่า ถ้าระบอบการเมืองนั้นมีหลักธรรม
หรือเป็นระบอบการเมืองที่ถือธรรมเป็นหลักการปกครองให้ความยุติธรรมต่อปวงชน
เมื่อพิจารณาด้วย
กฎอิทัปปัจจยตา
ก็จะเห็นความเป็นไปด้วยวิถีธรรม
เมื่อระบอบการเมืองมีหลักธรรม
ก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้การปกครองเป็นธรรม
เมื่อการปกครองเป็นธรรม
ก็จะเป็นปัจจัยให้ระบบเศรษฐกิจเป็นธรรม
เมื่อระบบเศรษฐกิจเป็นธรรม ก็จะเป็นปัจจัยให้สังคม
และการดำเนินชีวิตของประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข
ประเทศชาติก็เจริญรุ่งเรือง มั่นคง ยั่งยืนตามกฎธรรมชาติ
อีกนัยหนึ่ง
เป็นการเปรียบเทียบระหว่างการแก้ปัญหาของบุคคลกับรัฐ
เพื่อจะให้เกิดความชัดเจนมั่นใจยิ่งขึ้น ดังนี้
ธรรมย่อมแผ่ขยายเป็นวงรัศมี จากบนลงสู่ล่าง
แผ่ออกไปสู่ส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมด
จิต ระบอบการเมือง
(นามธรรม)
กาย การปกครอง
(รูปธรรม)
ปัจจัย 4
ระบบเศรษฐกิจ
พฤติกรรม สังคม
และการดำเนินชีวิตของประชาชน (ประเพณีวัฒนธรรม)
และส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมด
จากภาพนี้
จะเห็นได้ว่า
(1) มนุษย์นั้นมีจิต
ส่วนประเทศก็มีระบอบการเมือง
(2) มนุษย์นั้นมีกาย
ส่วนประเทศก็มีการปกครอง
(3) มนุษย์นั้นมีปัจจัย 4
ส่วนประเทศก็มีระบบเศรษฐกิจ
(4) มนุษย์นั้นมีพฤติกรรม
ส่วนประเทศก็มีพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของประชาชนในประเทศ
บางทีก็เรียกว่าขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม
และจะถามว่า
คนเลวต้องแก้ไขที่ไหน? ก็ต้องตอบว่าที่ จิต
คือให้จิตมีธรรมะ, ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม
ส่วนสังคมวิกฤต
จะต้องแก้ไขที่ไหน? ก็จะต้องตอบว่าที่ ระบอบการเมือง
ให้ระบอบการเมืองมีธรรมเป็นหลักการปกครอง
เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ปวงชนในประเทศ
เมื่อได้ประยุกต์ตามกฎอิทัปปัจจยตา
ระบอบการเมืองโดยธรรมจะเป็นปัจจัยให้ระบอบการเมืองยุติธรรม
ระบอบการเมืองที่ยุติธรรม
จะเป็นปัจจัยให้การปกครองยุติธรรม
การปกครองยุติธรรม
จะเป็นปัจจัยให้ระบบเศรษฐกิจยุติธรรม
ระบบเศรษฐกิจยุติธรรม
เป็นปัจจัยให้สังคมยุติธรรม การดำเนินชีวิตของประชาชนยุติธรรม
แผ่กระกระจายออกไปทั่วทุกตัวคนในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมด
ทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง
เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตาฝ่ายบวก ฝ่ายเจริญก้าวหน้า
ในทางตรงกันข้าม
ปุถุชนผู้ไม่รู้สภาวธรรม ผู้เป็นนักการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี
หรือผู้มีอำนาจ
จัดความสัมพันธ์ในการแก้ปัญหาส่วนตัวและส่วนรวมไปในทิศทางเดียวกัน
จึงมิอาจจะแก้ปัญหาเหตุวิกฤตชาติได้สำเร็จลงได้
เพราะเหตุแห่งความวิกฤตทั้งปวง
คือระบอบการเมืองที่ปราศจากหลักการปกครองที่เป็นธรรมนั่นเอง
พวกเขามุ่งมั่นแต่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยิ่งแก้ประชาชนยิ่งยากจน
แต่นักธุรกิจการเมืองกลับร่ำรวยล้นฟ้า
สภาพการณ์การดำรงอยู่ของระบอบการเมืองเลวย่อมเป็นปัจจัยให้การปกครองเลว
ระบบเศรษฐกิจเลว สังคมเลว และการดำเนินชีวิตของประชาชนตกต่ำ ย่ำแย่
ศีลธรรมเสื่อมทราม เหตุเพราะระบอบการเมืองเลว
ก็จะแผ่ความเลวออกไปทุกทิศทุกทางในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมด
เป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตาฝ่ายลบ หรือฝ่ายเสื่อม
ผู้ไม่แจ้งในอรรถธรรม
จะแก้ปัญหาส่วนรวมตามอัตวิสัยแห่งตน คือ จากล่างขึ้นสู่บน
ก็จะคิดแก้ปัญหาตามประสบการณ์แห่งตน
และปัญหาสังคมอันเป็นเพียงปัญหาปรากฏการณ์เท่านั้น เช่น
คิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากการปกครองและระบอบการเมือง
จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องสืบสาวไปหาเหตุ คือระบอบการเมืองเลว
และระบอบการเมืองโดยธรรมจะเป็นเหตุให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นในแผ่นดิน
ดังคำกล่าวที่ว่า “ปุถุชนแก้ปัญหาส่วนรวมจากล่างขึ้นสู่บน
ส่วนอริยชนแก้ปัญหาส่วนรวมจากบนลงสู่ล่าง”
อันเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีธรรม (บรมธรรม, นิพพาน, ธรรมาธิปไตย)
และตรงตามแนวทางพระพุทธเจ้า ในยุคพุทธกาลพระองค์
ทรงวางแผนการเผยแผ่พระธรรมวินัยต่อพระราชาและชนชั้นสูงก่อนที่จะเผยแผ่ไปสู่ประชาชนทั่วไปในเมืองนั้นๆ
ตัวอย่าง เช่น
ในสำนักงานของรัฐแห่งหนึ่งหัวหน้าเป็นคนไม่มีสมรรถภาพในการบริหาร
มาทำงานสาย ชอบเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน ไม่ฟังความเห็นของผู้ร่วมงาน
เอาแต่ใจตนเอง เมื่อไม่ได้ดังใจ มักจะขู่ตะคอกผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอๆ
เป็นคนหูเบา ทำให้สำนักงานแห่งนั้นมีความปั่นป่วน
พนักงานไม่สามัคคีกัน ต่างคนต่างทำ และต่างก็ไม่ไว้วางใจต่อกันและกัน
เป็นที่เอือมระอาของคนทั่วไป
และในสำนักงานนี้ยังมีนักการภารโรง เป็นคนดี มีน้ำใจ
ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม ดำเนินชีวิตตามพระธรรมคำสอน ทำงานเกินเวลา
ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอๆ
จากตัวอย่างดังกล่าว
ถ้าหัวหน้าไม่ดีก็จะแผ่ความไม่ดีออกไปทุกทิศทุกทาง
ในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมดในองค์กรนั้นๆ
แม้ว่าจะมีคนดีแต่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีอำนาจอะไร
ก็ไม่อาจจะต้านทานความไม่ดีที่ใหญ่กว่าได้ เมื่อคิดจะแก้ปัญหาตาม
กฎอิทัปปัจจยตา หรืออริยสัจ 4
ก็ต้องแก้ที่เหตุแห่งปัญหา นั่นเอง
อีกตัวอย่างหนึ่ง
ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส อุปมา มีรถจักรยาน 10
คันล้มทับซ้อนตามๆ กัน และคันที่ 10 ทับคนอยู่
เขาจะมีความรู้สึกว่าปัญหาก็คือคันที่ 10 หรือ คันที่ 9 เท่านั้น
แต่การแก้ปัญหาให้หลุดพ้นไปได้นั้นต้องสืบสาวไปหาเหตุคือคันที่ 1
ในสังคมไทยยังน้อยนักที่จะนำอริยสัจ 4
และกฎอิทัปปัจจยตาอันเป็นกฎความสัมพันธ์ตามเหตุปัจจัยของเหตุและผล
ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแห่งปัญหา
ทั้งเป็นปมเงื่อนของปัญหาต่างๆ ทั้งหลายในประเทศ
ดังอุปมา เมื่อน้ำเน่า
ปลาใหญ่น้อยก็ไม่สามารถจะต้านทานพิษร้ายจากน้ำเน่าได้ฉันใด
เมื่อระบอบการเมืองมิจฉาทิฐิ สถาบันหลักแห่งชาติ
สถาบันพระศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ คนดีในสังคม ฯลฯ
ก็ไม่อาจจะต้านทานความเลวร้ายจากระบอบการเมืองมิจฉาทิฐิได้
ฉันนั้น
ใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาการแก้ปัญหาทั้งปวงด้วยวิถีทางแห่งธรรมเถิด
จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน
ด้วยความห่วงใยใน
ชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์สู่การสร้างสรรค์การปกครองแบบธรรมาธิปไตย
ขอเจริญธรรม กลับมาสู่ความถูกต้องดังเดิมนับแต่โบราณกาล คือ
“สถาบันพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ (ตุลาการ)
และผู้มีคุณธรรมในแผ่นดิน ร่วมมือกันสร้างสรรค์ชาติให้ถูกต้องโดยธรรม”
ปุถุชนคิด ทำการปฏิวัติประชาธิปไตย
หรือไม่ก็สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แนวทางรุนแรง
ส่วนอริยชนคิดทำการปฏิวัติธรรมาธิปไตย
แก้ไขเหตุวิกฤตชาติและโลก แนวทางสันติ
|
|