เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับเลือกให้เป็นผู้รับผิดชอบในการผลิตหนังสั้นพุทธศาสนา โดยผู้จัดการแจ้งว่าจะส่งไปประกวดที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งรายละเอียดของโครงการนั้น หากทราบแน่ชัดจะมาแจ้งให้ทราบอีกที
          เหตุนั้นผมจึงคิดพล็อตหนังขึ้นมา โดยมีเงื่อนไขว่า ไม่เกินสิบนาที ซึ่งพล็อตที่ผมคิดขึ้น เมื่ออ่านดูแล้วจึงคิดว่า น่าจะนำมาเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้ช่วยกันวิพากษ์ว่า แนวคิดนี้เหมาะสมหรือไม่ เท็จจริงสังคมในมุมมองของแต่ละคนนั้น เป็นอย่างไร พล็อตของเรื่องเป็นเช่นนี้ครับ

....

        

สังคมไทย ในมิติของสังคมที่มีรากฐานมาจากพุทธศาสนาที่หยั่งรากลึกและเจริญเติบโตมาในวิถีสังคม จนพัฒนามาเป็นจารีตและวิถีชีวิต เป็นประเพณีและวัฒนธรรม ในขณะเดียวกัน การดำเนินไปของพุทธศาสนาในวิถีของสังคมไทยนั้น ก็ได้ถูกแทรกซึมโดย วัฒนธรรมบริโภคนิยม อำนาจนิยม และกระแสวัฒนธรรมจากถิ่นอื่น

            เหตุดังกล่าว จึงทำให้วิถีพุทธศาสนาในสังคมไทย มีการดำเนินไปแบบอิงกระแสอื่น เช่น บริโภคนิยม คือ มีความสุขจากการบริโภค กิจกรรมการทำบุญหรือการปฏิบัติธรรม ก็ถือเป็นการเสพย์สุขอีกอย่างหนึ่งที่มนุษย์สามารถแสวงหามาเป็นประสบการณ์ได้ นอกเหนือไปจากการท่องเที่ยว ดื่มสุรา การมีเพศสัมพันธ์หรือกิจกรรมต่างๆ ตามสิทธิบุคคลของบุคคล

            วิถีพุทธที่ดำเนินไปแบบอิงกระแสอำนาจนิยม คือ มีรูปแบบพฤติกรรมการแสวงหาอำนาจ การแสดงถึงอำนาจ ความร่ำรวย ความมีมากกว่า โดยใช้กิจกรรมทางพุทธศาสนาเป็นฉากตามวาระต่างๆ

            จากสภาพที่กล่าวนั้น สังคมไทยบางส่วนจึงมีลักษณะเป็นสังคมพุทธศาสนาที่ถูกฉาบทาด้วยมายาคติ พฤติกรรมในวิถีพุทธศาสนาถูกเจือปนด้วยค่านิยมที่มิใช่วิถีทางของพระธรรมตามเจตนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นเจตนาในระดับปัจเจกที่ต้องการแสดงออกถึงสถานะอะไรบางอย่างที่สังคมมายาคติให้การยอมรับ ตัวอย่างเช่น

            - ในวาระหนึ่ง กลุ่มคนก็จะรวมตัวกัน เพื่อไปทอดกฐิน หลังจากเสร็จงานแล้ว ก็ไปฉลองในโอกาสที่ได้มารวมตัวกัน โดยใช้สุราเป็นเครื่องกระชับมิตร วันรุ่งขึ้นหลังงานกฐินก็ใช้ชีวิตแบบไม่สนใจบาปบุญคุณโทษ ดำเนินชีวิตตามความคะนอง โกหก โอ้อวด อิจฉา หรือพฤติกรรมอื่นๆ ตามแต่กิเลสจะนำพา รอมีโอกาส หรือ มีความทุกข์จากวิบาก ก็จะไปเข้าวัดทำบุญเป็นครั้งๆ โดยไม่สนใจศึกษาพระธรรม หรือ ทำความเข้าใจกับศีลที่หมายถึง ความปกติ เสร็จธุระที่วัดแล้วก็กลับไปใช้ชีวิตตามกระแสกิเลสเครื่องเศร้าหมองของตนเช่นเดิม

จากตัวอย่าง มนุษย์บางส่วนนั้น มิได้ใช้ชีวิตโดยมีพระธรรมเป็นที่พึ่งตามวิถีของพุทธศาสนิกชน การทำบุญ การนินทา หรือการใช้ชีวิตประจำวันอื่นๆ ก็เป็นเพียงกิจวัตรตามความอยาก

           เหตุนี้เอง ทางผู้ผลิตจึงเลือกประเด็นนี้มาผลิตเป็นหนังสั้นสะท้อนมุมมองที่มีต่อสังคมและสร้างความตระหนักให้เกิดแก่ผู้ชม เพื่อให้ผู้ชมได้ย้อนคิดว่า จริงๆ แล้วการทำบุญคืออะไร ?

....

นั่นแหละครับ คือแนวคิดที่จะนำมาเขียนเป็นบทโทรทัศน์หรือเนื้อเรื่องเพื่อนำไปผลิตเป็นหนังสั้นพุทธศาสนา

ท่านทั้งหลายอ่านแล้ว คิดเห็นว่าอย่างไรครับ

.....

</span>