เขาเห็นความสำคัญแค่ไหน ไม่ใช่ปลูกให้เสร็จๆ ไปตามวิถีค่าย สุดท้ายก็ตายแห้งไปกับแดดร้อนของเดือนเมษายน

ผมพาตัวเองก้าวขึ้นไปซุกตัวนอนบนรถตู้ในช่วงเวลาตี ๕ ของวันที่ ๑๘  มีนาคม  ๒๕๕๒ 

ตอนนั้นแผ่นฟ้ายังคงมืดมิด…ลมเย็นๆ โชยพัดมาจากที่ไหนสักแห่ง  ทันทีที่รถตู้เคลื่อนตัวออกไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  ผมก็หลับอย่างนิ่งสนิท  มารู้สึกตัวอีกครั้งก็เข้าตัวอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีพอดี

วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต  ให้เดินทางไปเป็นประธานการมอบค่ายของชมรมอาสาพัฒนาที่จัดขึ้นในนามโครงการ “ค่ายอาสาแบ่งปัน มุ่งสู่ฝันเด็กไทย”  ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๙ มีนาคม ๒๕๕๒  ณ โรงเรียนบ้านหนองบังแดง  ตำบลนาเจริญ อำเภอเดชอุดม จังหวัดมหาสารคาม
 

ผมและทีมงานเพียงไม่กี่ชีวิต  เดินทางถึงจุดหมายในเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ นาฬิกา  โดยขณะนั้นนิสิตและชาวบ้านกำลังทำบุญตักบาตรร่วมกันอย่างแข็งขัน  ขณะที่เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ จำนวนหนึ่ง  ก็กำลังสนุกสนานเริงร่ากับการเล่นของเล่นที่พี่ๆ นิสิตจัดทำไว้ให้ในสนามเด็กเล่น  อันได้แก่ชิงช้าและม้ากระโดก

  

  


ค่ายครั้งนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิโกมลคีมทอง  ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือ การสร้างลานกีฬาอเนกประสงค์ขนาด 12x21 เมตร  การทาสีอาคารเรียน  การสร้างสนามเด็กเล่น  การปลูกผักปลอดสารพิษ  ติดป้ายสุภาษิตสำนวน ต้นไม้พูดได้  เป็นต้น

  

  

 

ก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย  ผมไม่ได้ร่วมเดินทางมาเยี่ยมค่ายนี้กับคณะทีมงาน  ดังนั้นจึงไม่เห็นรายละเอียดอันแท้จริงว่าชาวค่ายทำอะไรกันบ้าง,  และมีบรรยากาศเป็นเช่นใด,  มีกิจกรรมการเรียนรู้อื่นๆ มากแค่ไหน, 
         ที่ทำได้ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ  การเดินสำรวจผลงานย้อนหลังไปพร้อมๆ กับการพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน -  เป็นการประเมินผลไปในตัว
 

จากปากคำทั่วๆ ไปของชาวบ้านทำให้รู้ว่า  นิสิตที่มาออกค่ายนั้นได้เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของชาวบ้านเป็นที่เรียบร้อย  โดยเฉพาะการกลายเป็น ลูกฮัก  ของชาวบ้านที่สุดแสนจะสร้างสีสันให้ชาวบ้านเป็นที่สุด 
         เห็นได้จากพ่อฮักแม่ฮักแต่ละคนพยายามบอกเล่าถึงความรู้สึกและแย่งกันสาธยายสรรพคุณความเก่งกาจสามารถของลูกฮักตัวเองอย่างออกรสออกชาติ 
         ทำเอาผมฟังแทบไม่ทัน  และอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่า หากนิสิตมาได้ยินเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง  มีหวังกลายลูกโป่งลอยลมบนไปสูงลิบเป็นแน่
 

และยิ่งมาเห็นว่าชาวบ้านแห่แหนมาร่วมพิธีปิดในชาวนี้อย่างหนาตานั้น ก็ยิ่งตอกย้ำได้ว่า  ชุมชนให้ความร่วมมือกับงานค่ายครั้งนี้อย่างดียิ่ง และเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความผูกพันของชาวบ้านกับนิสิตอย่างเหนือคำบรรยาย

         บางรายถึงขั้นหอบหิ้วของฝากมาให้ลูกฮักกันคนละหลายๆ ชิ้น  จนผมเกิดความรู้สึกเกรงใจแทนนิสิตอยู่อย่างลึกๆ
         แน่นอนครับ  เป็นความรู้สึกเกรงใจ หาใช่อิจฉาอิจฉาตาร้อน (ยืนยันครับ-ยืนยัน)

   

 

จะว่าไปแล้ว  ก็เป็นธรรมดากระมังครับ  ไม่ว่าค่ายไหนๆ  บรรยากาศความรักความผูกพันระหว่างนิสิตกับชาวบ้านในแบบฉบับ ลูกฮัก-พ่อฮักและแม่ฮัก นั้นช่างเป็นเรื่องน่าศึกษาและชื่นชมเป็นยิ่งนัก 
     
ในยามอยู่ค่ายก็ออกมาดูแลนิสิตอย่างเต็มที่ 
     
มีของกินอะไรก็หอบหิ้วมาฝาก 
     
ในยามลาจาก  ก็หอบของฝากมาให้อีกชุดใหญ่  
      
รวมถึงการร่ำลากันด้วยน้ำตาอย่างอาลัยอาวรณ์

ผมเคยสังเกตว่ายิ่งครัวเรือนใดที่ลูกๆ ไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด  ความรักและความผูกพันกับลูกฮักที่เป็นนิสิต  จะยิ่งดูผูกพันลึกซึ้ง-สนิทแน่น  ยิ่งครัวเรือนใดไม่มีลูกเต้า  ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า  ลูกฮักก็เป็นเสมือนลูกแท้ๆ  ที่พ่อฮักแม่ฮักประคบประหงมราวกับเป็นลูกแท้ๆ  เพราะนิสิตชาวค่ายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าแทนที่ความว้าเหว่ที่เกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของชาวบ้านมาเนิ่นนาน 

ความผูกพันระหว่างพ่อฮักแม่ฮักกับนิสิตชาวบ้านนั้น  เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าไม่รู้จบเสมอ  พบเห็นการติดต่อสื่อสารกันอยู่เนืองๆ  บางครั้งมีการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างมหาวิทยาลัยกับหมู่บ้าน  มีงานบุญงานทานก็จะมีการสื่อสารชวนเชิญให้ลูกๆ กลับไปร่วมงานอย่างไม่ขาดหาย  บางครั้งนิสิตก็แอบย่องเงียบไปเยี่ยมแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัวเลยก็มี 

จนแทบไม่น่าเชื่อว่า  ในห้วงเวลาอันสั้นๆ หรือน้อยนิดนั้น  กลับได้สร้างสัมพันธภาพระหว่างหัวใจอย่างน่าทึ่ง  สมแล้วที่กระบวนการของ ลูกฮัก  ได้ถูกหยิบมาเป็นองค์ประกอบอันสำคัญของการ ไปค่าย 
      
เพราะนั่นคือเครื่องมือที่ยิ่งกว่าเครื่องมือ (อันทรงพลัง) ที่ช่วยให้นิสิตได้ค้นพบเรื่องราวของชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง-งดงาม

 

ภายหลังการส่งมอบค่ายอย่างเป็นทางการยุติลง   ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับแกนนำค่ายในหลายๆ เรื่อง  ผมถามถึงวัฒนธรรมค่ายของชมรมอาสาพัฒนาที่ผูกยึดมาเนิ่นนานอย่างอดไม่ได้  เป็นต้นว่า  ยังคงมีการประชุมในแต่ละค่ำคืนยาวนานเหมือนเดิมหรือไม่-
         ซึ่งน้องนิสิตก็ยังยืนยันว่า  สถานการณ์ทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง  ในแต่ละวันยังคงประชุมกันเลยเที่ยงคืนแทบทั้งสิ้น  ยิ่งในคืนสุดท้าย  ก็ยังคงนั่งเปิดใจกันถึงเช้า (อย่างไม่เปลี่ยนแปลง) ...

เรื่องดังกล่าว  ผมเพียงแต่สอบถามแบบกรายๆ เท่านั้น  ไม่ก้าวล้ำไปวิพากษ์ หรือถอดบทเรียนอันใดจากกระบวนการดักงล่าว  เพียงแต่ฝากให้คิดว่า  ...วัฒนธรรมค่ายเช่นนั้น  ก่อเกิดการเรียนรู้ใดบ้าง  และก่อให้เกิดสิ่งดีๆ อันใดบ้างกับคนค่าย  รวมถึงเคยถามชาวบ้านบ้างไหมว่า...ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตกับการประชุมอันยาวนานนี้หรือไม่ ...

แต่ที่ได้คุยกันยาวนานที่สุดก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการ ปลูกผักปลอดสารพิษ  นั่นแหละ  เพราะผมสงสัยเหลือเกินว่า 
      
ทำไมต้องปลูกผักในหน้าแล้ง  
      
ยิ่งเป็นช่วงปิดเทอม ก็ยิ่งอดสงสัยไม่ได้ว่าใครจะมาดูแลรดน้ำพรวนดินให้ 
      
และผักเหล่านี้  จะฝ่าแล้งไปถึงฝนได้หรือเปล่า...

หุ่นไล่กา..และแปลงผักปลอดสารพิษ


ครับ-นิสิตบอกเล่าอย่างกว้างว่า  แปลงผักสวนครัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ  รุ่นพี่ของชาวอาสาฯ ที่จบด้านเกษตรเป็นวิทยากรพาเด็กนักเรียนปลูก  โดยนำเมล็ดพันธุ์มาจากครัวเรือนต่างๆ  ประกอบกับหมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนใหญ่ก็ปลูกผักปลอดสารพิษกันอยู่แล้ว  เด็กนักเรียนจึงดูกระตือรือร้นและมีทักษะอันดี ช่วยให้กระบวนการที่ว่านี้ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี 

เอาไปเอามา  ดูเหมือนนิสิตกำลังจะบอกกับผมว่า  การปลูกผักสวนครัวในรั้วโรงเรียนนี้  คล้ายกับตั้งเป้าว่าจะเป็นการนำร่องไปสู่การปลูกผักเป็นอาหารกลางวันของนักเรียนเลยทีเดียวแหละ ...
      ซึ่งผมก็ไม่ถึงกับแย้งอะไรมาก  เพียงแต่ย้ำให้คิดว่า  สิ่งนี้จะยั่งยืนหรือไม่  ขึ้นอยู่กับว่า  เขาเห็นความสำคัญแค่ไหน  ไม่ใช่ปลูกให้เสร็จๆ ไปตามวิถีค่าย  สุดท้ายก็ตายแห้งไปกับแดดร้อนของเดือนเมษายน

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้  ผมทิ้งให้คิดว่า...
       - ทำไมไม่ทำเป็นแปลงสมุนไพรในโรงเรียน...นำพืชสมุนไพรในชุมชนมาปลูกไว้ เป็นห้องเรียนอีกห้องของเด็กๆ ...ผูกโยงไปสู่ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นการสะกิดย้ำถึงเรื่องทรัพยากรอันทรงคุณค่าของชุมชน  ทั้งในมิติของคนและพืชผล ป่าไม้

      -  ทำไมปลูกผักในหน้าแล้ง ...ปิดเทอมใครจะพาดูแลรดน้ำ...และถ้ามี  จะเป็นภาระชุมชนเพิ่มขึ้นหรือไม่  เพราะใครๆ ก็คงยุ่งกับการทำงานประจำเลี้ยงปากท้องด้วยกันทั้งนั้น

ซึ่งนิสิตก็ดูเหมือนจะนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ...จนผมชิงออกตัวแบบสบายๆ และเป็นกันเอง  โดยบอกกล่าวในทำนองว่า ...
      - ไม่มีอะไรหรอก  อย่าคิดมาก  ทำกันได้ดีแล้ว  ผมเพียงแต่หยิกหยอกเท่านั้นแหละ 
       
เชื่อเถอะอะไรๆ จะไม่เลวร้ายเหมือนที่ผมยกมาเปรยอ้างเสียทั้งหมด 
       
อย่างน้อยแปลงผักนี้  ก็จะนำพาให้นักเรียนกลับเข้ามาโรงเรียนในช่วงปิดเทอม  มารดน้ำใส่ปุ๋ยกันราวกับโรงเรียนไม่ปิดเทอม...
        เป็นเครือมือของการชักพาให้นักเรียนเข้ามาดูแลโรงเรียนของตัวเอง  

        เช้ารดน้ำผัก เย็นมาเล่นกีฬาที่สนามอเนกประสงค์  พร้อมๆ กับการแว้บๆ มารดน้ำผัก...
        ผักที่โตก็เก็บผลแบ่งปันกลับบ้าน  เป็นการสอนการจัดการเรื่องการงานและการแบ่งสันปันส่วนผลผลิตให้กับเด็กๆ ไปในตัว 
        ถ้าพวกเขาทำอย่างต่อเนื่อง ผักเหล่านี้ก็จะยืนอายุถึงเปิดเทอม
        ซึ่งนั่นก็เป็นหน้าฝนพอดี  ผักในแปลงผักทั้งหมด  ก็จะถูกขยายผลต่อยอดไปสู่การเป็นผักอาหารกลางวันไปโดยปริยาย ...

นั่นคือเรื่องราวที่ผมทิ้งไว้ให้นิสิตได้คิดและถามถึงกระบวนการของตนเองให้ชัดขึ้น...
เรื่องบางเรื่อง  ต้องทำให้มากกว่าทำให้เสร็จๆ ...
เรื่องบางเรื่อง  อาจต้องชวนคิดให้มากกว่าการปลูกเพื่อกิน  แต่ปลูกเพื่อเป็นกุศโลบายของการนำพานักเรียนกลับเข้ามาดูแลโรงเรียนในช่วงปิดเทอมด้วยหรือเปล่า และเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่
      เกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย, วิถีไทย-กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น, 
      หรือไม่

บางที, ไม่เฉพาะสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเท่านั้นกระมังที่เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นตัวแทนของนิสิตกับชุมชน หลายต่อหลายอย่าง  ก็อาจมีสถานะเช่นนั้นได้เหมือนกัน 
        ไม่เว้นแม้แต่
แปลงผัก  ที่ผมพูดถึงไปหยกๆ


        แต่ทั้งปวงนั้น ก็ยืนยันนะครับว่า
        ไม่ซีเรียส..แค่แกล้งถาม..แกล้งให้เขาคิดเล่นๆ เท่านั้นเอง