ผมพาตัวเองก้าวขึ้นไปซุกตัวนอนบนรถตู้ในช่วงเวลาตี ๕ ของวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒
ตอนนั้นแผ่นฟ้ายังคงมืดมิด…ลมเย็นๆ โชยพัดมาจากที่ไหนสักแห่ง ทันทีที่รถตู้เคลื่อนตัวออกไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผมก็หลับอย่างนิ่งสนิท มารู้สึกตัวอีกครั้งก็เข้าตัวอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีพอดี
วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต ให้เดินทางไปเป็นประธานการมอบค่ายของชมรมอาสาพัฒนาที่จัดขึ้นในนามโครงการ “ค่ายอาสาแบ่งปัน มุ่งสู่ฝันเด็กไทย” ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๙ มีนาคม ๒๕๕๒ ณ โรงเรียนบ้านหนองบังแดง ตำบลนาเจริญ อำเภอเดชอุดม จังหวัดมหาสารคาม
ผมและทีมงานเพียงไม่กี่ชีวิต เดินทางถึงจุดหมายในเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ นาฬิกา โดยขณะนั้นนิสิตและชาวบ้านกำลังทำบุญตักบาตรร่วมกันอย่างแข็งขัน ขณะที่เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ จำนวนหนึ่ง ก็กำลังสนุกสนานเริงร่ากับการเล่นของเล่นที่พี่ๆ นิสิตจัดทำไว้ให้ในสนามเด็กเล่น อันได้แก่ชิงช้าและม้ากระโดก

ค่ายครั้งนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิโกมลคีมทอง ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือ การสร้างลานกีฬาอเนกประสงค์ขนาด 12x21 เมตร การทาสีอาคารเรียน การสร้างสนามเด็กเล่น การปลูกผักปลอดสารพิษ ติดป้ายสุภาษิตสำนวน “ต้นไม้พูดได้” เป็นต้น



ก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย ผมไม่ได้ร่วมเดินทางมาเยี่ยมค่ายนี้กับคณะทีมงาน ดังนั้นจึงไม่เห็นรายละเอียดอันแท้จริงว่าชาวค่ายทำอะไรกันบ้าง, และมีบรรยากาศเป็นเช่นใด, มีกิจกรรมการเรียนรู้อื่นๆ มากแค่ไหน,
ที่ทำได้ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ การเดินสำรวจผลงานย้อนหลังไปพร้อมๆ กับการพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน - เป็นการประเมินผลไปในตัว
จากปากคำทั่วๆ ไปของชาวบ้านทำให้รู้ว่า นิสิตที่มาออกค่ายนั้นได้เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของชาวบ้านเป็นที่เรียบร้อย โดยเฉพาะการกลายเป็น “ลูกฮัก” ของชาวบ้านที่สุดแสนจะสร้างสีสันให้ชาวบ้านเป็นที่สุด
เห็นได้จากพ่อฮักแม่ฮักแต่ละคนพยายามบอกเล่าถึงความรู้สึกและแย่งกันสาธยายสรรพคุณความเก่งกาจสามารถของลูกฮักตัวเองอย่างออกรสออกชาติ
ทำเอาผมฟังแทบไม่ทัน และอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่า หากนิสิตมาได้ยินเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง มีหวังกลายลูกโป่งลอยลมบนไปสูงลิบเป็นแน่
และยิ่งมาเห็นว่าชาวบ้านแห่แหนมาร่วมพิธีปิดในชาวนี้อย่างหนาตานั้น ก็ยิ่งตอกย้ำได้ว่า ชุมชนให้ความร่วมมือกับงานค่ายครั้งนี้อย่างดียิ่ง และเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความผูกพันของชาวบ้านกับนิสิตอย่างเหนือคำบรรยาย
บางรายถึงขั้นหอบหิ้วของฝากมาให้ลูกฮักกันคนละหลายๆ ชิ้น จนผมเกิดความรู้สึกเกรงใจแทนนิสิตอยู่อย่างลึกๆ
แน่นอนครับ เป็นความรู้สึกเกรงใจ หาใช่อิจฉาอิจฉาตาร้อน (ยืนยันครับ-ยืนยัน)

จะว่าไปแล้ว ก็เป็นธรรมดากระมังครับ ไม่ว่าค่ายไหนๆ บรรยากาศความรักความผูกพันระหว่างนิสิตกับชาวบ้านในแบบฉบับ “ลูกฮัก-พ่อฮักและแม่ฮัก” นั้นช่างเป็นเรื่องน่าศึกษาและชื่นชมเป็นยิ่งนัก
ในยามอยู่ค่ายก็ออกมาดูแลนิสิตอย่างเต็มที่
มีของกินอะไรก็หอบหิ้วมาฝาก
ในยามลาจาก ก็หอบของฝากมาให้อีกชุดใหญ่
รวมถึงการร่ำลากันด้วยน้ำตาอย่างอาลัยอาวรณ์
ผมเคยสังเกตว่ายิ่งครัวเรือนใดที่ลูกๆ ไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด ความรักและความผูกพันกับลูกฮักที่เป็นนิสิต จะยิ่งดูผูกพันลึกซึ้ง-สนิทแน่น ยิ่งครัวเรือนใดไม่มีลูกเต้า ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ลูกฮักก็เป็นเสมือนลูกแท้ๆ ที่พ่อฮักแม่ฮักประคบประหงมราวกับเป็นลูกแท้ๆ เพราะนิสิตชาวค่ายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าแทนที่ความว้าเหว่ที่เกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของชาวบ้านมาเนิ่นนาน
ความผูกพันระหว่างพ่อฮักแม่ฮักกับนิสิตชาวบ้านนั้น เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าไม่รู้จบเสมอ พบเห็นการติดต่อสื่อสารกันอยู่เนืองๆ บางครั้งมีการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างมหาวิทยาลัยกับหมู่บ้าน มีงานบุญงานทานก็จะมีการสื่อสารชวนเชิญให้ลูกๆ กลับไปร่วมงานอย่างไม่ขาดหาย บางครั้งนิสิตก็แอบย่องเงียบไปเยี่ยมแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัวเลยก็มี
จนแทบไม่น่าเชื่อว่า ในห้วงเวลาอันสั้นๆ หรือน้อยนิดนั้น กลับได้สร้างสัมพันธภาพระหว่างหัวใจอย่างน่าทึ่ง สมแล้วที่กระบวนการของ “ลูกฮัก” ได้ถูกหยิบมาเป็นองค์ประกอบอันสำคัญของการ “ไปค่าย”
เพราะนั่นคือเครื่องมือที่ยิ่งกว่าเครื่องมือ (อันทรงพลัง) ที่ช่วยให้นิสิตได้ค้นพบเรื่องราวของชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง-งดงาม

ภายหลังการส่งมอบค่ายอย่างเป็นทางการยุติลง ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับแกนนำค่ายในหลายๆ เรื่อง ผมถามถึงวัฒนธรรมค่ายของชมรมอาสาพัฒนาที่ผูกยึดมาเนิ่นนานอย่างอดไม่ได้ เป็นต้นว่า ยังคงมีการประชุมในแต่ละค่ำคืนยาวนานเหมือนเดิมหรือไม่-
ซึ่งน้องนิสิตก็ยังยืนยันว่า สถานการณ์ทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ในแต่ละวันยังคงประชุมกันเลยเที่ยงคืนแทบทั้งสิ้น ยิ่งในคืนสุดท้าย ก็ยังคงนั่งเปิดใจกันถึงเช้า (อย่างไม่เปลี่ยนแปลง) ...
เรื่องดังกล่าว ผมเพียงแต่สอบถามแบบกรายๆ เท่านั้น ไม่ก้าวล้ำไปวิพากษ์ หรือถอดบทเรียนอันใดจากกระบวนการดักงล่าว เพียงแต่ฝากให้คิดว่า ...วัฒนธรรมค่ายเช่นนั้น ก่อเกิดการเรียนรู้ใดบ้าง และก่อให้เกิดสิ่งดีๆ อันใดบ้างกับคนค่าย รวมถึงเคยถามชาวบ้านบ้างไหมว่า...ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตกับการประชุมอันยาวนานนี้หรือไม่ ...
แต่ที่ได้คุยกันยาวนานที่สุดก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการ “ปลูกผักปลอดสารพิษ” นั่นแหละ เพราะผมสงสัยเหลือเกินว่า
ทำไมต้องปลูกผักในหน้าแล้ง
ยิ่งเป็นช่วงปิดเทอม ก็ยิ่งอดสงสัยไม่ได้ว่าใครจะมาดูแลรดน้ำพรวนดินให้
และผักเหล่านี้ จะฝ่าแล้งไปถึงฝนได้หรือเปล่า...

หุ่นไล่กา..และแปลงผักปลอดสารพิษ
ครับ-นิสิตบอกเล่าอย่างกว้างว่า แปลงผักสวนครัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ รุ่นพี่ของชาวอาสาฯ ที่จบด้านเกษตรเป็นวิทยากรพาเด็กนักเรียนปลูก โดยนำเมล็ดพันธุ์มาจากครัวเรือนต่างๆ ประกอบกับหมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนใหญ่ก็ปลูกผักปลอดสารพิษกันอยู่แล้ว เด็กนักเรียนจึงดูกระตือรือร้นและมีทักษะอันดี ช่วยให้กระบวนการที่ว่านี้ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เอาไปเอามา ดูเหมือนนิสิตกำลังจะบอกกับผมว่า การปลูกผักสวนครัวในรั้วโรงเรียนนี้ คล้ายกับตั้งเป้าว่าจะเป็นการนำร่องไปสู่การปลูกผักเป็นอาหารกลางวันของนักเรียนเลยทีเดียวแหละ ...
ซึ่งผมก็ไม่ถึงกับแย้งอะไรมาก เพียงแต่ย้ำให้คิดว่า สิ่งนี้จะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เขาเห็นความสำคัญแค่ไหน ไม่ใช่ปลูกให้เสร็จๆ ไปตามวิถีค่าย สุดท้ายก็ตายแห้งไปกับแดดร้อนของเดือนเมษายน
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ ผมทิ้งให้คิดว่า...
- ทำไมไม่ทำเป็นแปลงสมุนไพรในโรงเรียน...นำพืชสมุนไพรในชุมชนมาปลูกไว้ เป็นห้องเรียนอีกห้องของเด็กๆ ...ผูกโยงไปสู่ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นการสะกิดย้ำถึงเรื่องทรัพยากรอันทรงคุณค่าของชุมชน ทั้งในมิติของคนและพืชผล ป่าไม้
- ทำไมปลูกผักในหน้าแล้ง ...ปิดเทอมใครจะพาดูแลรดน้ำ...และถ้ามี จะเป็นภาระชุมชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะใครๆ ก็คงยุ่งกับการทำงานประจำเลี้ยงปากท้องด้วยกันทั้งนั้น
ซึ่งนิสิตก็ดูเหมือนจะนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ...จนผมชิงออกตัวแบบสบายๆ และเป็นกันเอง โดยบอกกล่าวในทำนองว่า ...
- ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมาก ทำกันได้ดีแล้ว ผมเพียงแต่หยิกหยอกเท่านั้นแหละ
เชื่อเถอะอะไรๆ จะไม่เลวร้ายเหมือนที่ผมยกมาเปรยอ้างเสียทั้งหมด
อย่างน้อยแปลงผักนี้ ก็จะนำพาให้นักเรียนกลับเข้ามาโรงเรียนในช่วงปิดเทอม มารดน้ำใส่ปุ๋ยกันราวกับโรงเรียนไม่ปิดเทอม...
เป็นเครือมือของการชักพาให้นักเรียนเข้ามาดูแลโรงเรียนของตัวเอง
เช้ารดน้ำผัก เย็นมาเล่นกีฬาที่สนามอเนกประสงค์ พร้อมๆ กับการแว้บๆ มารดน้ำผัก...
ผักที่โตก็เก็บผลแบ่งปันกลับบ้าน เป็นการสอนการจัดการเรื่องการงานและการแบ่งสันปันส่วนผลผลิตให้กับเด็กๆ ไปในตัว
ถ้าพวกเขาทำอย่างต่อเนื่อง ผักเหล่านี้ก็จะยืนอายุถึงเปิดเทอม
ซึ่งนั่นก็เป็นหน้าฝนพอดี ผักในแปลงผักทั้งหมด ก็จะถูกขยายผลต่อยอดไปสู่การเป็นผักอาหารกลางวันไปโดยปริยาย ...




นั่นคือเรื่องราวที่ผมทิ้งไว้ให้นิสิตได้คิดและถามถึงกระบวนการของตนเองให้ชัดขึ้น...
เรื่องบางเรื่อง ต้องทำให้มากกว่าทำให้เสร็จๆ ...
เรื่องบางเรื่อง อาจต้องชวนคิดให้มากกว่าการปลูกเพื่อกิน แต่ปลูกเพื่อเป็นกุศโลบายของการนำพานักเรียนกลับเข้ามาดูแลโรงเรียนในช่วงปิดเทอมด้วยหรือเปล่า และเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่
เกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย, วิถีไทย-กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น,
หรือไม่
บางที, ไม่เฉพาะสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเท่านั้นกระมังที่เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นตัวแทนของนิสิตกับชุมชน หลายต่อหลายอย่าง ก็อาจมีสถานะเช่นนั้นได้เหมือนกัน
ไม่เว้นแม้แต่ “แปลงผัก” ที่ผมพูดถึงไปหยกๆ
แต่ทั้งปวงนั้น ก็ยืนยันนะครับว่า
ไม่ซีเรียส..แค่แกล้งถาม..แกล้งให้เขาคิดเล่นๆ เท่านั้นเอง
มาชมกิจกรรมดีดี...เด็กๆน่ารักนะคะ..เห็นรอยยิ้มของพวกเขาเราก็อดภาคภูมิใจด้วยไม่ได้...ขอให้มีความสุขกับการทำงานค่ะ
กิจกรรม ให้คิดสร้างสรรค์ สุดยอดครับ
สวัสดีค่ะ น้องแผ่นดิน
ขอบคุณนะคะที่แวะไปเยี่ยมเยียนพี่ที่blog "สองวัน...กับศัลยกรรม : วันที่1 CVP กับ Hepatectomy"
".............
พี่ติ๋ว.
...................."
บันทึกนี้เป็นอีกหนึ่งรูปธรรมที่ปรากฏผลงานเพื่อสังคมของน้องค่ะ
สวัสดีค่ะ
ได้ความรู้สึกดีร่วมด้วยเยอะมากค่ะ ภูมิใจกับนิสิตของ มมส ที่ได้ทำเพื่อสังคม ได้โอกาสการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง และมีพี่ชายที่รักช่วยเสริมเติมระบบการคิดให้ด้วยค่ะ
สวัสดีคะ มาเรียนรู้วิธีบันทึกของอาจารย์อีกครั้งค่ะ สะสม ๆๆ อิอิ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ..add
ค่ายครั้งนี้เป็นค่ายที่ชมรมอาสาพัฒนาดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปี จะมีค่ายอย่างน้อยก็สองค่ายใหญ่ๆ นั่นคือค่ายภาคฤดูฝน (ต้นหนาว) ในเดือนตุลาคม และอีกค่ายก็เป็นค่ายภาคฤดูร้อน ในเดือนมีนาคม
ก่อนหน้านี้ ค่ายเดือนตุลาคม นิยมสร้างสนามกีฬา ส่วนเดือนเมษายนก็นิยมสร้างอาคาร หรือโรงอาหาร แต่ระยะเกือบๆ จะสิบปีย้อนหลังมานี้ งบประมาณสูงมาก วัสดุถีบตัวสูงขึ้นจนน่าใจหาย จึงจำต้องยึดการสร้างลานกีฬาแทนการสร้างอาคารไปโดยปริยาย, ครับ
บรรยากาศคึกคัก อบอุ่นดีครับ
ดีครับ หุ่นไล่การในแปลงผัก ได้มีงานทำช่วงปิดเทอม
;)
สวัสดีครับ ท่าน อ. JJ
ค่ายครั้งนี้ ก็ยังย้ำเน้นให้นิสิตเรียนรู้ชุมชนไปพร้อมๆ กับการงานค่ายในโรงเรียน
เดี๋ยวคงได้ประเมินอีกรอบว่า มิติการเรียนรู้ชุมชนนั้น บรรลุเป้าไปกี่มากน้อย กันแน่
ขอบคุณครับ
สมัยที่เป็นนักเรียนพยาบาลก็ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทตั้งแต่ปี 2
ประทับใจกับวิถีแห่งค่ายและอาสาออกค่ายทุกครั้งที่ปิดเทอม
สรุปแล้วได้อะไรมากกว่าที่คิด นับถึงวันนี้ต้องขอบคุณค่ายอาสาพัฒนาชนบทเพราะสอนให้เราได้เรียนรู้ชีวิต ค้นหาตัวเองในอีกหนึ่งแง่มุม ตลอดจนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกันและเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ฝึกความเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี
ผลจากตรงนั้น หล่อหลอมมาเป็นเราในวันนี้ ยังได้ใช้ประโยชน์ในการทำงานกับคนไข้
ทีมนำทางคลินิกกุมารเวชกรรมของเรามีกิจกรรมค่ายสร้างเสริมพลังชีวิตผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งและผู้ดูแลจัดไปแล้ว 3 ครั้ง แวะไปชมได้นะคะที่ blog พี่เกศ
เกศนี บุณยวัฒนางกุล หรือถ้าเป็นเรื่องเล่า... เขียนไว้ใน website romklao.info ชื่อคอลัมน์ เรื่องเล่าจากงานบริการสุขภาพ....
เข้าไปชมเป็นกำลังใจนักเขียนหน้าใหม่ด้วยนะคะเผื่ออาจารย์
แผ่นดินจะมีข้อชี้เเนะ
ดีครับ กระผมนายอดิสรณ์ อักษรพาลี ประธานชมรมอาสาพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล สงขลา ได้จัดโครงการ ค่ายสานฝันสู่น้อง 2552ณ โรงเรียนบ้านโคกแห้ว ตำบลโรง อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลาโดยโครงการนี้ทางชมรมอาสาฯต้องการสร้างลานกีฬาอเนกประสงค์ให้แก่โรงเรียนจึงขอความอนุเคราะห์ดังนี้
1.แบบแปลนลานกีฬาอเนกประสงค์
2.ชื่อผู้สนับสนุนที่สามารถอนุเคราะห์เรื่องนี้ได้
ทางชมรมอาสาพัฒนาชมบทขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ให้ความช่วยเหลือ และถ้ามีโอกาสทางชมรมอาสาพัฒนาชมบทอยากสานสัมพันธ์กับชมรมขอท่านด้วย
นับถือเป็นอย่างสูง
นายอดิสรณ์ อักษรพาลี
ประธานชมรมอาสาพัฒนาชนบท
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา
หมายเหตุ
เบอร์โทรติดต่อ 08-75424314
E-MAIL [email protected]
[email protected]