กราบสวัสดีงามๆ ญาติพี่น้องและท่านผู้อ่านที่ผ่านมาทุกท่านครับ
จากที่หายไปนานจนหลายๆ คนบ่นจนมาวันนี้คงบ่มอีกเรื่องมาบ่นครับ มีอยู่หลายเรื่องที่จะปล่อยออกทางบล็อกแต่ปล่อยออกไม่ทันครับ ตอนนี้กำลังรอเทคโนโลยีเบรนทูเท็กท์ (Brain to text) อยู่ครับ คือถ่ายความคิดในสมองลงเป็นตัวอักษรโดยไม่ต้องพิมพ์ อิๆๆๆ (ง่อยแน่ๆ ครับ)
หนึ่งช่วงสั้นๆ ที่กลับมาสัมผัสการศึกษาบ้านเราอีกครั้งครับ สิ่งที่ผมเห็นแปลกตาไปมากคือ สำนักติวหรือสำนักขุนสมองด้วยสูตรพิเศษต่างๆ เกิด ขึ้นมากมายในเมืองไทย จนเหลือเชื่อว่าต่อไปในอนาคตอาจจะต้องยุบมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนทิ้งเสีย บ้างเพราะสถาบันติวเกิดขึ้นเกลื่อนประเทศเหลือเกิน ติวกันตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ตอนแรกผมคิดว่าเค้าคงติวกันเพียงแต่ให้เข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่นี่คือเรียนมหาวิทยาลัยแล้วก็ต้องเข้าสถาบันติวกันอีก ผมเลยไม่แน่ใจว่าเราสร้างคนถูกทางแล้วหรือไม่ นักศึกษาหรือนักเรียนหรือนักท่องจำ เราจะมีโอกาสสร้างนักฝัน นักจินตนาการ นักวิทยาศาสตร์กันอย่างไร หรือการติวที่เกลื่อนแบบนี้เป็นการจัดการทางการศึกษาที่ถูกต้องแล้ว? (น่าจะถึงเวลาที่ต้องทบทวน) ที่ผมบ่นแบบนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะผมไม่เห็นว่าต่างประเทศจะมีสถาบันติวกันหนักขนาดนี้ ผมเห็นที่ต่างประเทศมีก็จะมีเพียงแค่ สถาบันสอนภาษา ดนตรี เต้นรำ อะไรทำนองนี้ ซึ่งการศึกษาที่แท้จริงคืออยู่ในโลกความจริง โลกแห่งการเรียนรู้ รัฐจะจัดให้สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งที่มีพร้อมในทางด้านการวิจัยการเรียน การสอน สร้างบรรยากาศให้น่าเรียน น่าค้นหา ค้นคว้าวิจัย แล้วหากในสถาบันการศึกษาไทยต้องสร้างเด็กหรือเพิ่มภาระให้เด็กต้องไปติ วเสริมเพิ่มแล้วคุณค่าขององค์กรการเรียนการสอนแบบประจำจะมีคุณค่าอย่างไรใน ตัวเอง หากถามว่าผิดไหมที่มีสถาบันติวเกลื่อนเมือง ตอบว่าไม่ผิดหรอกครับ ผมกำลังดูเรื่องค่าใช้จ่ายของการผลิตคนสักคนมันสูงมากๆ เลย แล้วผลิตออกมาแล้วคนส่วนใหญ่ก็ต้องไปเป็นลูกจ้างกันต่อไป
ผมไม่เคยพบสถาบันติววิชาคณิตศาสตร์ในเยอรมัน หรือหลายประเทศในยุโรป แต่ผมเจอเมืองไทยเกลื่อน หากมองกลางๆ การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยหรือมัธยมประถมฯ อาจจะไม่เพียงพอหรือ? หรือว่าหากไม่ไปติวเสริมเราไปสู้คนอื่นไม่ได้ ตกลงเราสร้างคนให้เกิดขึ้นมาเพื่อแข่งขันแย่งชิงโอกาสทางการศึกษากันหรือ แล้วโอกาสในอนาคตคนเราจะแข่งกันจนตายแน่ๆ นี่คืออีกจุดที่คนไทยมักจะทำงานร่วมกันไม่ได้ เพราะในกลุ่มก็มีแข่งกัน แต่หากแข่งกันเชิงสร้างสรรค์ก็จะเกิดผลดีเช่นกัน แต่หากส่วนใหญ่จะแข่งกันเพื่อเอาชนะแล้วเปิดใจแคบปัญหาอื่นก็ตามมาต่อ จะเป็นไปได้ไหมที่จะหากระบวนการเรียนรู้แนวทางใหม่ ให้เด็กเรียนได้ในห้องและนอกห้อง ให้สมดุล ประยุกต์ใช้ให้เกิดการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
อนุบาล … เรียนเพื่อให้ฝึกพูด กล้าคิด แสดงออก เขียนพื้นฐานทางอักษร
ประถม… ปูพื้นฐานการเรียน การฟัง พูด อ่าน เขียน จินตนาการ ให้สมดุล พร้อมที่จะต่อยอดในระดับที่สูงขึ้น ตลอดจนการปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรมพื้นฐาน มีตรรกศาสตร์ในระบบคิดมีเหตุมีผล
มัธยม…เริ่มมีการมองแนวทางในการประยุกต์ใช้ความรู้พื้นฐาน ปลูกจินตนาการต่อจากประถมฯ และเสริมพื้นฐานอาชีพให้พร้อมที่จะต่อยอดในสายงานต่างๆที่นักเรียนใฝ่ฝัน เน้นการทำงานเป็นทีม รักทีมงาน เข้าใจ เห็นอกเห็นใจกันเป็นสำคัญ
มหาวิทยาลัย…
ป.ตรี …เรียนรู้ในสิ่งที่มีเชื่อมโยงรอบตัว สร้างสัมพันธ์ระหว่างหนังสือและโลกแห่งความจริงในตัวเอง ชุมชน และสังคมโดยรวมให้เกิด เรียนรู้ให้เข้าใจ ว่ามีอะไรอยู่บ้าง ตลอดจนการปูพื้นฐานให้ เรียนเป็น คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ในกระบวนการต่างๆ
ป.โท…เน้นเรื่องการนำความรู้ที่มีไปต่อยอดประยุกต์ใช้ให้เป็น ให้เหมาะกับงานกับบริบทปัจจัย คิดใหม่และเชื่อมโยงบทเรียนในระดับต่างๆ ได้ มองเห็นภาพรวมและภาพย่อย ตลอดจนการแยกย่อยและบูรณาการร่วมกันได้
ป.เอก…เน้นการบูรณาการทางความคิด ทฤษฏี ปฏิบัติผูกโยงเครือข่ายและเข้าใจธรรมชาติ เข้าถึงใจของสิ่งที่จะทำ เรียนรู้ นำไปใช้ คิดสร้างใหม่บนฐานรากของการแก้ปัญหานั้นๆ หรือคิดใหม่เพื่อวางแผนแนวทางในอนาคต ผูกโยงการวิจัยในทุกๆ ระดับได้ และเข้าถึงกลุ่มคนในทุกๆ ระดับได้ และลงสู่ปริญญาสามัญได้ตลอดเวลา
ที่ยกมาอาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่เราอาจจะลองมาทบทวนดูว่า ในระบบการเรียนการสอนของเราทุกวันนี้ เป็นแบบไหน เราเน้นการศึกษาเชิงไหน เชิงพัฒนา เชิงธุรกิจ หรือเชื่อบูรณาการ หรืออื่นๆผสมกัน
การเรียนรู้แบบครูสอนศิษย์ แบบพี่สอนน้อง ยังมีอยู่ไหม แบบให้ฟรีๆ ให้ด้วยใจ ไม่คิดในเชิงธุรกิจ…… คิดแล้วสงสารลูกชาวนา ลูกกรรมกร เกษตรกรจริงๆ ครับ แค่โอกาสจะเข้าโรงเรียนปกติก็ยากอยุ่แล้วนะครับ จะให้ติวเพิ่มแข่งขันกันอย่างไร เรื่องนี้ใครจะทบทวน หากไม่ใช่เรา….
การศึกษา….ที่แท้จริงๆ แล้วมิใช่วัดที่ว่าจบปริญญาใดๆ เลย แต่เป็นการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และไม่ไปขัดต่อหลักทางธรรมชาติ การศึกษาจึงเป็นการเข้าใจเพื่อการอยู่ร่วมอย่างมีความสุข อยู่ร่วมแล้วอาจจะไม่เพียงพอแต่เป็นการคิดเพื่อวางแผนการการเกื้อกูลพึ่งพา อย่างยั่งยืน ดังนั้นการศึกษาในระดับภูมิปัญญาชาวบ้านก็เป็นการศึกษาที่แท้จริง เพราะศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาคำตอบเพื่อตอบโจทย์ที่ต้องการแก้ไขจริงๆ ผลที่ได้คือการเรียนรู้ คำตอบเหล่านี้จึงสำคัญสำหรับการศึกษา
การสร้างกลไกเงื่อนไขต่างๆ มาบริหารจัดการระบบการเรียนรู้ทางธรรมชาติจึงจำเป็นต้องพิจารณากันให้ดีให้ เหมาะและสอดคล้องกับวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นเช่นกัน ทุกอย่างใช้เวลาในการพัฒนาทั้งสิ้น …………
แล้วการศึกษาไทยเราละ จะเดินแบบไหน ตามแบบใคร อเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป หรือเดินตามการศึกษาแผนไทย นวดแผนไทยยังมีเลย แล้วใครจะกล้าร่างการศึกษาแผนไทยกันบ้าง ตอนนี้แม้การสะกดภาษาไทย ก็กลายพันธุ์ไปแล้ว จากที่เคยอ่านสะกดตามอักขระวิธีตอนนี้กลายพันธุ์ไปตามภาษาอะไรก็ไม่รู้……. จึงทำให้เกิดการศึกษาในแนวทางใหม่
สมองคนเราฉลาดเสมอหากฝึกให้เป็นระบบ…เอาขยะใส่สมอง สมองก็อืด เฉกเช่นเดียวกันกับคอมพิวเตอร์
จะเอาซีพียูที่มีขยะใส่เข้าไปก็อืดแน่ๆ อยู่ที่ว่าเราจะสอนใส่ตรรก เหตุผลลงไปอย่างไร แต่หากใส่ความขัดแย้งลงไป สมองก็มึนครับ
นี่คือเด็กในเมืองและเด็กต่างจังหวัดไม่ได้ต่างกันเลยในพื้นฐาน แต่ต่างกันที่หลักและระเบียบทางการเรียนรู้ ว่าผู้ให้และสร้างบรรยากาศวางแผนแนวทางในการเรียนรู้ให้เค้ามีฐานพอที่จะ คิดจินตนาการอย่างไร……
อื่นๆ โปรดร่วมพิจารณา แย้งและเสริมได้ตามอักขระวิธีครับ
ด้วยมิตรภาพนะครับ
เม้ง
สวัสดีครับ คุณเม้ง ผู้อารีย์ :)
สบายดีนะครับ ...
ก้อ .. ปริญญาในประเทศไทยสำคัญกว่าคุณค่าความเป็นคน นี่ครับ
จึงมีคนเลือกทุกอย่างให้ได้มา .. กวดวิชา คัดลอก คดโกง ทุจริตการสอบ
บันทึกนี้คุณเม้งได้เอากระบี่ที่อยู่ในมือเสียบเข้ากลางอกกระทรวงศึกษาฯ เท่านั้นเองครับ อิ อิ ไม่ตายครับ แค่ "กลางหัวใจ"
ขอบคุณครับ ชอบวิธีคิดอย่างจริงจัง :)
สวัสดีครับ อาจารย์Wasawat Deemarn
สบายดีครับผม งานเยอะและยุ่งหน่อยครับ บทความนี้ไม่ได้คิดจะทำร้ายหัวใจใครครับ แต่บ่นเพื่อบอกว่าเราคงต้องหันมาทบทวนกันแล้วละครับ หากต่อไปใครๆ ก็ส่งลูกไปเข้าสถาบันติว แล้วองค์กรให้การศึกษาหลักจะมาเซ็นใบปริญญา รบ.ประกาศนียบัตรอย่างเดียวหรือ? หากย้อนไปในระบบการเรียนการสอนสมัยก่อน ไม่มีสถาบันติว แต่ทำไมสร้างคนเป็นครูได้ดี สร้างครูที่มีคุณภาพได้เพียบเลยครับ หรือว่าอย่างไร จริงๆ โลกเปลี่ยนไปบ้าง กระบวนการเรียนรู้ การสอน การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ก็น่าจะต้องปรับให้เข้ากับผู้เรียนเช่นกันนะครับ เพียงแต่จะปรับอย่างไร นี่คืองานวิจัย ปรับตัวปรับใจ ปรับใครปรับเรา
เมื่อวานผมเข้าไปร่วมประชุมโครงการแนะนำและความร่วมมือทางการศึกษาและวิจัยในประเทศเยอรมันที่ มอ.หาดใหญ่ ครับ เห็นแล้วทำให้ซาบซึ้งในหัวใจของประเทศยักษ์ใหญ่ที่ให้การศึกษาฟรีมองเห็นการพัฒนาการศึกษาวิจัยและวิทยาการในประเทศที่กำลังพัฒนา เค้าเน้นจะให้ทุนนักเรียนไทยโดยที่นักศึกษาจะต้องกลับมาพัฒนาบ้านเกิด นี่คือผู้ให้ที่แท้จริง แม้ว่าเราไปบ้านเค้าก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมเค้าแต่ไม่ได้เสียหายใดๆ แต่การช่วยเหลือแบบนี้จริงใจครับ พอหันกลับมาในบ้านเราแล้ว คิดต่อกันเองนะครับ
หากเราจริงใจในการแก้ไขปัญหาการศึกษาในบ้านเราผมจะบอกว่าเราไปอีกไกลครับ ผมไปเวียดนามมาหนึ่งอาทิตย์ ไปมาแล้วสามครั้งทุกๆ สามปี พัฒนาไปเยอะครับ คำตอบหนึ่งที่น่าสนใจมาก เค้าบอกว่าประเทศเค้ายากจน การที่จะสู้กับความยากจนได้มีอยู่ทางเดียวคือ การศึกษาหาความรู้
คนเวียดนามถึงเป็นทั้งคนขยันและอึดในตัว หลายๆ อย่างครับ
จริงอย่างเม้งว่า ทำไมต้องติว เขาบอกว่าถ้าไม่เรียนพิเศษก็สอบไม่ได้ แล้วครูไปไหน ก็ไปติว ติวกับสอนต่างกันยังไงนะ กลุ้มแทนนะคะ
การศึกษาไทย นิยมอำนาจ ขาดปัญญา ครับ
eduzones expo 2009
สุดยอดมหกรรมการศึกษาแห่งปี
เส้นทางสู่มหาวิทยาลัย เลือกคณะอย่างไรไม่ให้พลาด
เรียนโท ต่อเอก กับสาขาแห่งอนาคต หางานง่าย รายได้สูง
เรียนต่อนอก ไม่ยากอย่างที่คิด ทุกคนมีสิทธิ์เรียน
500 ทุนดีดีฟรีทั่วโลก พร้อมเทคนิคทำอย่างไรให้ได้ทุน
ไม่ตกงานแน่ พบ 9,999 ตำแหน่งงานรอคุณอยู่ที่นี่
พบเส้นทางสู่อุดมศึกษาที่หลากหลาย
วิทยากรชื่อดัง คณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาอาชีพ
นักศึกษารุ่นพี่ทุกคณะมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศกว่า 300 สถาบัน
พร้อมร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ กับพี่ๆศิลปินดารา
และของรางวัลในงานอีกมากมาย
3-5 เมษายน 2552
ชั้น 4 -5 เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กทม.
งานนี้ฟรีแต่ต้องจองนะที่ www.eduzones.com
จองผ่านทางมือถือ พร้อมรับ SMS ข่าวทุน รับสมัคร
นิทรรศการ ประกวด ฯลฯ ฟรีที่ 0-2502-0449
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
http://expo.eduzones.com/2009/
สวัสดีครับคุณเม้ง
ไม่ต้องห่วงเรื่องบทความนี้จะไปทิ่มแทงหัวใจ หรือทำร้ายจิตใจใครหรอกครับ เพราะพวกที่เน้น tutoring memorizing อาจจะไม่มีหัวใจให้ทิ่ม หรือเสแสร้งแกล้งลืมไปแล้วว่าเรื่องของ "ความรู้สึก ความฝัน จินตนาการ" อยู่ด้วย นอกเหนือจาก logic และท่องจำ
เดี๋ยวนี้อนุบาลก็มีเรียนพิเศษ สอบเข้า ป.1 บางที่ ก็ต้องกวดวิชา สมัยก่อนนี้ผมก็เรียนนะ ตอนสอบ entrance สาเหตุหลักเริ่มก็คือเด็กเตรียมฯดูเหมือนจะเรียนกันหมดทุกคน (เป็น sad story but true) แต่อย่างน้อย ที่เราเรียนก็เป็นหลักสูตรของปีหนึ่งมหาวิทยาลัยทั้งนั้น (เพราะเนื้อหา ม.ศ. 5 มันอ่านกันหมดแล้ว) เอามา bluff กันบ้าง เอาไปจัดเตรียมทำข้อสอบ Pre-entrance กันบ้าง
แต่ดูเหมือนสมัยนี้ อาจจะมีอีกสาเหตุหนึ่งเข้ามาคือ "เรียนเพราะกลัว" อย่างที่คุณเม้งว่า เพราะกลัวจะสู้่เขาไม่ได้ แล้วจะหมดอนาคต (ดูๆแล้ว อนาคตเรานี่หมดง่ายดายเสียนี่กระไร) ตอนผมอ่านข่าวบางข่าว ได้ยิน tutor บางท่าน ทำรายได้เป็นสิบล้าน อืม... หากินอะไรก็ไม่เท่ากับการหากินบนการดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดหรอกนะ
แต่สังคมที่ถูก educated มาแบบนี้ จะเติบโตงอกงาม (หรือไม่งาม) มาเป็นสังคมแบบไหน? นี่เป็นสิ่งที่ควรสะดุดคิดหรือไม่?
สาเหตุหลักที่ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม เพราะว่า "ครูที่สอนที่โรงเรียน สอนไม่ดีพอ" สำหรับผมนะ ครูที่โรงเรียน ผมรู้สึกว่า เค้าสอนเหมือนเค้าแค่อ่านหนังสือมาสอนครับ เค้าไม่ได้มีความรู้จริงๆ(รึเปล่า?)เหมื่อนตอนนี้ ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นม.4 วิชาชีวะครูเค้าสอนเรื่อง ระบบนิเวศ เค้าสอนเหมือนอ่านหนังสือให้ฟัง ไม่อธิบายว่าทำไมเป็นอย่างนั้น แล้ว เมื่อไม่นานมานี้ ผมอ่านหนังสือ ชีวะนี่หละๆเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน(ซึ่งในม.4จะเรียนในเทอม2) แล้วเกิดสงสัยเกี่ยวกับเม็ดเลือดขาว ผมก็ไปถามเค้า ว่า ตัว Eosinophill เนี่ย มันเป็นphagocyteด้วยรึเปล่า? เค้าก็บอก อะเนี่ยเดี๋ยวตอนเที่ยงมาหาครูืที่ห้องละกันนะ(ตอนนั้นหมดคาบพอดี) ตอนเที่ยงผมก็ไป เค้าตอบมาว่า "เม็ดเลือดขาวทุกชนิดสามารถPhagocytosisได้หมด" ซึ่งใครๆก็รู้ครับ ผิด100000% ผมก็ไม่ได้แย้งไรเค้า.. เดินๆออกมาทำหน้างงๆ(ยอมรับว่าตอนนั้นลังเลในสิ่งที่ตัวเองจำได้มาก- -) หรือครูเค้าไม่เคยเรียนชีวะมา???
แล้วก็อีกเหตุผลนึงคือ เค้าสอนไม่รู้เรื่อง หรือสอนในของเขตเนื้อหาที่แคบเกินไป และที่สำคัญ ครูบางคน"สอนผิดวิธี" สอนให้เด็กท่องจำ คล้ายๆ ครูฟิสิกส์บางคน วางสูตรบอกว่าแทนยังไง ไม่พูดเลยว่า สมการนี้ได้มายังไง?เหมือนตอนผมเรียนม.3 เค้าสอนเรื่องกำลังไฟฟ้า เลยโดยที่เค้าไม่สอนกฏของโอห์ม เค้าเข้ามาแล้วบอกว่า
P = IV = I^2R = V^2/R แล้วก็ยกโจทย์แล้วก็แทนค่าในสูตรให้ดูโดยที่ไม่บอกว่า "กำลังไฟฟ้า"คืออะไร? ซึ่งในหนังสือแบบเรียนมันก็ไม่มีเขียนด้วย แล้วผมจำได้เลย เค้าออกข้อสอบ ว่ากำลังไฟฟ้าคืออะไร?
เหมือน เรื่อง พันธุศาสตร์ เค้าสอนแค่วิธีทำ Punnett square แต่ตอนสอบ ออกTest crossกะ Back cross
คือผมจะสื่อว่า "ถ้าผมไม่ได้เรียนพิเศษข้างนอกโรงเรียน ผมไม่มีทางทำข้อสอบทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนได้ครับ"
ปล. ผมเรียนที่โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง..ในกรุงเทพเนี่ยหละครับ..
ปล2. ผมอาจเขียนวกวนหรือไม่รู้เรื่อง ต้องขออภัยครับ- -
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ครับคุณเม้ง
ผมอ่านแล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวย ดีใจที่ได้เอาอะไรดี ๆ ใส่ไว้ในสมองบ้างครับเพราะช่วงนี้รกรุงรังเหลือเกิน
ผมชอบบทความนี้มาก เืมื่อก่อนผมก็เป็น เรียนเพราะอยากได้ปริญญา เลยต้องมองคุณค่าของการศึกษาเป็นการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งปริญญาหนึ่งใบ มาถึงวันนี้ถึงได้รู้ว่า ที่ผ่านมาเราไม่เคยเรียนเพราะอยากรู้ เพื่อนำไปใ้ช้ประโยชน์เลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเราเองที่คิดไม่ได้ หรือเป็นที่ระบบการศึกษาที่ทำให้เป็นแบบนี้ น่าเป็นห่วงจริง ๆ ครับ นักการศึกษาืุทุกท่านอาจต้องหันมาพิจารณาที่ระบบ นักเรียนนักศึกษาทุกคนอาจต้องหันมาพิจารณาตัวเอง ว่าทุกวันนี้เราเรียนเพื่ออะไร
Phoenix สวัสดีครับท่านอาจารย์ ขอบคุณมาก ๆ นะครับสำหรับข้อคิดดีๆ และช่วยมองประเด็นทางการศึกษาของเราครับ
ช่วงนี้ก็พยายามทำหลายๆ อย่างครับ เพื่อจะลดปัญหาบางอย่างทางด้านคณิตศาสตร์ครับ
7.
ไม่แสดงตน [IP: 61.7.141.135]
สวัสดีครับ ขอบคุณมากๆ เลยครับ ที่สะท้อนสิ่งดีๆ และความจริงออกมาให้รับทราบกันนะครับ ซึ่งเป็นแบบนั้นไม่น้อยเลยเช่นกันครับ เพราะเราต้องไปมองให้ลึกว่า ครูมาจากไหน แล้วใครมาเป็นครู ครูส่งผลมากๆ เลยครับ ต่อความชอบไม่ชอบของเด็กในการเรียนระดับพื้นฐานครับ ผมได้ลองสำรวจการชอบหรือไม่ชอบ หรือความรู้สึกต่อคณิตศาสตร์ในระดับ ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย และระดับอุดมศึกษา ว่ามีพัฒนาการความรู้สึกอย่างไร น่าสนใจมากๆ เลยครับ
มีหลายๆ อย่างครับ ที่บ้านเรามองแบบฉาบฉวย ศึกษาบางทีไม่ได้รู้ว่าเป้าหมายศึกษาเพื่ออะไรครับ
เกเร
สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ตอนสมัยเด็กๆ เราเรียนกันโดยไ่ม่รู้ว่าจะเอาความรู้ที่เรากำลังเรียนไปสนับสนุนสิ่งที่เราใฝ่ฝันอยากจะเป็นได้อย่างไรครับ เราเชื่อมโยงไม่ได้ครับ ทำให้การเรียนก็เรียนไปอย่างนั้นละครับ เค้าให้เรียนก็เรียนไป บอกว่าเรียนได้ แต่เอาไปใช้ทำอะไรบ้าง ก็ตอบได้แค่ว่าเรียนไปเพื่อเป็นพื้นฐานของความรู้ในระดับสูงขึ้นก่อนจะนำไปใช้ได้ แต่เราไ่ม่ค่อยได้เชื่อมให้เห็นรูปธรรมครับ ทำให้แรงจูงใจบางครั้งมันขาดตอน ใครมานะอึดหน่อยก็ไปได้ไกลหน่อยครับ ใครเบื่อเซ็งง่ายก็ถอยเร็วหน่อย
ช่วงนี้ผมรับหนึ่งวิชาเป็นการสร้างแรงจูงใจสู่การเรียนคณิตศาสตร์ เราต้องมาเคลียร์ความรู้สึกอคติในใจออกเสียก่อนครับ
ผมจัดรายการคณิตศาสตร์บูรณาการไว้หนึ่งรายการครับ ติดตามได้ที่
http://www.schuai.net/MathClinic/
มีความสุขในการใช้ชีวิตครับ