เช้าวันต่อมาผมกับครูบาจะลงไปทานอาหารเช้า ผมได้ข้อมูลมาว่าเมื่อคืนเขาจะให้เราทานอาหารที่ชั้น ๑๑ เราลองขึ้นไปดูกันดีกว่า แล้วก็ไม่ผิดหวังครับวิวสวยมากๆ ใครไม่ได้ขึ้นมาเสียดายแย่..แต่ที่รู้มีผมกับครูบาสองคนเท่านั้นที่ขึ้นไปตอนจังหวะแสงพอดี ตอนแรกเราถ่ายรูปผ่านกระจก แต่ตอนหลังผมเจอทางขึ้นลงออกไปข้างนอกก็เลยได้ถ่ายภาพอีกหลายภาพ ผมถ่ายภาพพาโนรามา แต่มีปัญหาที่แสงมองภาพในจอไม่ค่อยชัดก็เลยไม่ได้ภาพดังใจสักเท่าไหร่ แต่ก็พอมีโชว์มั่งแหละน่า...อิอิ แม่น้ำที่เห็นเป็นแม่น้ำสายหลักของที่นี่

ทานข้าวกันเสร็จแล้วไกด์พาเราไปจตุรัสอิหม่ามหรืออิหม่ามสแควร์ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของชาห์ อับบาสที่ ๑ ที่สร้างอิสฟาฮานให้เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับย่อโลกครึ่หนึ่งมาไว้ที่นี่ นี่ว่าตามที่ไกด์เล่าแล้วฟังออกมั่งไม่ออกมั่งแล้วอ่านจากหนังสือ "อิหร่านในรอยจำ" มั่ง เจอคุณไกด์(ฟาม)ในหนังสือเล่มนั้น ก็เลยได้ถ่ายภาพเธอเอาไว้และให้เธอลงชื่อที่รูปของเธอในหนังสือด้วย แต่เธอน่าจะเซ็นชื่อตรงผ้าสีชมพูจะได้เห็นลายเซ็นของเธอ นี่ถ่ายมาก็มองไม่เห็นอะไร อย่าดูเลย อิอิ

เขาเล่าว่าชาห์ อับบาสที่ ๑ สร้างพระราชวังอาลิกาปู ขึ้นมาก่อนมีระเบียงสำหรับกษัตริย์ทอดพระเนตรงานพระราชพิธีและการแข่งขันกีฬา และมีทางลับลอดไปยังสุเหร่าราชวงศ์ลงไปใต้ดินได้ด้วย เนื่องจากเราไม่มีเวลามากนัก เราจึงไม่ได้ไปสุเหร่าหลวง(ซึ่งผมเสียดายมาก) เราได้ไปแต่สุเหร่าอิหม่ามซึ่งเป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงดูไม่เบื่อ ไกด์เล่าว่าที่สุเหร่าอิหม่ามจากยอดถึงพื้นมีความสูง ๕๐ เมตร จากจุดที่ทำเครื่องหมายไว้เมื่อส่งเสียงไม่ว่าจะปรบมือหรือส่งเสียงพูดจะมีเสียงสะท้อนเจ็ดครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็จะได้ยินว่าคนที่พูดอยู่ที่ตำแหน่งดังกล่าวพูดว่าอะไร นี่เป็นความสามารถในการคำนวณที่ยอดเยี่ยม นี่คือภูมิปัญญาของคนในอดีตที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องขยายเสียงแบบตะวันตก
จริงๆแล้วเราเดินที่สุเหร่าอิหม่ามก่อน แล้วจึงขึ้นไปที่พระราชวังกาลิกาปู ซึ่งพวกเราบางคนไม่ขึ้นไปเพราะไม่รู้ถึงความสำคัญของพระราชวัง แต่สำหรับคนสนใจงานศิลปะอย่างผมไม่ขึ้นไม่ได้ แต่เมื่อขึ้นไปแล้วนอกจากจะเห็นความงามของศิลปะสมัยโบราณแล้ว ผมกำลังเห็นการบูรณะครั้งใหญ่มีการกระเทาะเอาส่วนที่ชำรุดออกหรือเอาภาพที่ฝ่ายอนุรักษ์เห็นว่าไม่เหมาะสมออกหรือเป็นเพราะอะไรไม่ทราบได้ ก็เพราะไม่ทราบเหตุผลจึงไม่กล้าวิจารณ์ แต่ที่แน่ๆกว่าจะขึ้นไปถึงข้างบน หอบครับหอบ....มาหยุดหอบหายใจกับผมสักหน่อยไหม..อิอิ .ทางชันเหลือเกินทำเป็นบันไดวนครับ แต่กระเบื้องที่บันไดก็งดงามมากอดถ่ายรูปไม่ได้และสังเกตเห็นที่ขอบบันไดมีไม้ฝังตามขอบไว้ด้วย

หลังจากออกจากพระราชวังแล้วก็ถึงเวลาช้อบปิ้งปรากฏว่าพวกเรากลุ่มใหญ่ไปเดินช้อบปิ้งอยู่ก่อนแล้ว ผมก็ตามไปช้อบกับเขาบ้างได้ผ้าโพกหัวแบบสาวมุสลิมเขาใช้กันหรือจะใช้เป็นผ้าพันคอก็ได้มาเจ็ดผืนในราคาเท่ากับคนอื่นซื้อ ๖ ผืน....อิอิ กับไปซ ื้อผ้าปักจักรแต่ทำเลียนแบบพรมอิสฟาฮานลายที่มีชื่อเสียง ว่ากันว่าพรมที่ดีที่สุดอยู่อิสฟาฮานนี่เอง เขาว่าพรมจะแพงหรือไม่แพงเขาดูที่ลวดลาย ดูที่ปมของพรมที่มัดอยู่ที่ขอบพรมยิ่งมากเท่าไหร่แสดงว่าพรมผืนนั้นใช้ความละเอียดมากเท่านั้น กับลวดลายความสวยงามของพรม
เมืองอิสฟาฮานได้ขื่อว่าเป็นเมืองศิลปะ ความงดงามของสุเหร่าก็ดี ของพระราชวังล้วนแล้วแต่วิจิตรบรรจง แม้แต่กระเบื้องที่มาประดับแต่ละชิ้นเขียนลายด้วยมือ ไม่ใช่ภาพพิมพ์ยิ่งดูยิ่งตื่นตา เพราะเป็นเมืองแห่งความงามทางศิลปะนี่เอง เราจะเห็นเด็กๆในชุดนักเรียนมานั่งวาดภาพกัน ในร้านค้าเราก็จะเห็นผู้หญิงนั่งเขียนลวดลายลงบนภาชนะทองแดงที่ขึ้นรูปต่างๆไว้ ตอนแรกผมเข้าใจว่าจานที่เขียนลวดลายทำจากกระเบื้องนึกชมว่าฝีมือดีมาก รู้ทีหลังว่าทำจากทองแดงแล้วลงสีเคลือบจากนั้นจึงลงลวดลายต่างๆ อยากได้แต่ไม่อยากขนของพะรุงพะรัง
เสร็จแล้วเราไปทานข้าวร้านใกล้ๆแถวนั้น เก้าอี้เขาคลาสสิคดีเป็นไม้แกะสลัก พนักพิงเป็นไม้ชิ้นเดียวไม่เต็ม ข้าวเก้าอี้เป็นเชือกปอ..อาหารที่นี่ก็เหมือนกับทุกมื้อที่ผ่านมา ไม่ไก่ก็ปลา เชื่อแล้วครับว่าอาหารน่าเบื่อมาก......เพราะเดาหน้าตาอาหารได้ทุกมื้อชนิดไม่มีลุ้น..ฮา
ทานอาหารเสร็จก็นั่งรถฝ่าทะเลทรายไปเมืองกุม จอดแวะข้างทางเพื่อเข้าห้องน้ำสามครั้ง แต่ห้องน้ำไม่พอกับพวกเราเลยเป็นสาเหตุให้พวกเราหลายคนต้องไปปลดปล่อยกันที่ทะเลทราย..ฮา..

การเดินทางช้ามากเพราะอย่าลืมว่านั่งเครื่องใช้เวลา ๑ ชั่วโมงจากเตหะรานถึงอิสฟาฮาน นั่งรถจากอิสฟาฮานกลับเตหะราน จะให้ถึงเมืองกุมตามเวลานัดหมาย บ่ายสามโมงครึ่งไม่ทันแน่นอน แต่คุณเลอพงศ์ บอกว่าประสานงานกับมหาวิทยาลัยไว้แล้วว่าช่วงสามโมงครึ่งถึงหกโมงครึ่ง ระหว่างทางก็มีวิวสวยๆให้ถ่ายแต่ต้องถ่ายจากบนรถก็มีเงากระจกสะท้อนบ้าง ก็ยังดีที่มีภาพให้ถ่ายได้บ้าง
เราเดินทางมาถึงเมืองกุม เมื่อเวลา ๑๘ นาฬิกาเศษ แวะมาที่มหาวิทยาลัยอิหม่ามโคมัยนี่เพื่อพบกับนักศึกษาไทยที่มาเรียนทางด้านศาสนาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่เราผิดเวลาไปมาก เมื่อมาถึงมีนักศึกษาชาวไทยและอาจารย์ชาวไทยรอรับพวกเราอยู่ เรารู้สึกดีใจและรู้สึกสัมผัสถึงความยินดีที่คนไทยด้วยกันได้มาพบกันที่ต่างแดน พวกเรารู้สึกหิว แต่ดีที่การต้อนรับมีขนมปังรองท้อง เรารู้สึกว่ารถที่เรานั่งมาขับช้ามากระยะทาง ๖๐ กม.วิ่งหนึ่งชั่วโมง ดูจากระยะทางและเวลาที่ผ่านมา
การต้อนรับเริ่มจากการสวดสรรเสริญพระเจ้าเป็นทำนองคล้ายๆเสียงตามสายที่ชาวมุสลิมทำละหมาด จากนั้นมีการกล่าวแสดงความยินดีและต้อนรับ โดยมีรองอธิการบดีมาให้การต้อนรับ ท่านบอกว่าเมืองกุมที่นี่เป็นเมืองแห่งศาสนา มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่านซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ศาสนาอิสลาม มหาวิทยาลัยแห่งนี้ใช้เป็นที่ค้นคว้าปัญหาและวิจัยปัญหาของมุสลิมทั่วโลก มี ๓๐๐ กว่าองค์กรที่ทำวิจัยเกี่ยวกับศาสนาและสังคมวิทยาในเมืองกุม และที่นี่ยังเรียนเรื่องศาสนาเปรียบเทียบจึงมีการสอนทั้งพุทธ คริสต์และอิสลาม มีนศ. ๕๐,๐๐๐ กว่าคน มหาวิทยาลัยแห่งนี้รับนศ.ต่างชาติแต่เพียงอย่างเดียว
เมืองกุมนอกจากเป็นเมืองศาสนายังเป็นบ่อเกิดแห่งการปฏิวัติโดยท่านอิหม่ามโคมัยนี่ จึงเป็นเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลงโลก ที่นี่มีห้องสมุดที่ใหญ่มากแต่ไม่มีเวลาพาไปเยี่ยมชม..ที่นี่มีการเรียนและวิเคราะห์ถึงนิกายอื่นนอกจากชีอะก์เพื่อค้นคว้าข้อเท็จจริงน่าสนใจมหาวิทยาลัยแห่งนี้มากครับ

เราพูดกันด้วยความเป็นธรรม ถ้าศาสนาสอนเราแบบนี้ให้มีการ
วิเคราะห์ถึงคำสอนของแต่ละศาสนา เอาส่วนดีของแต่ละศาสนามาเรียนรู้กันแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้และปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาที่ตนนับถือ สังคมน่าจะสงบสุข แต่จะทำอย่างไรที่จะให้ศาสนิกในแต่ละศาสนารู้จักแก้ปัญหาด้วยความไม่รุนแรงและไม่อ้างศาสนามากระทำความรุนแรง อิสลามในเนื้อแท้มิได้สอนให้ใช้ความรุนแรง พุทธก็มิได้สอนให้ใช้ความรุนแรง แต่คนพุทธมักเอาชนะกันด้วยความรุนแรงเพราะไม่สนใจคำสอนทางศาสนา ไม่ได้นับถือพุทธอย่างแท้จริง แม้ผู้ก่อความรุนแรงในภาคใต้ ผมก็ว่ามิได้นับถือศาสนาอิสลามด้วยหัวใจ..ผมเชื่ออย่างนั้น เพราะใจของคนอิสลามที่ผมไปเห็นที่อิหร่านผมเห็นถึงความสงบ ความเป็นมิตร...
สวัสดีค่ะท่านอัยการ
ระโหยโรงแรงแห่งอิหร่าน แต่ละตอนทำให้ผู้อ่านมีความรู้ เหมือนได้ไปชมมากับตาตนเองเลยค่ะ
แถวตะวันออกกลางเป็นพื้นที่ที่ผมอยากมีโอกาสไปเที่ยวมากครับ เป็นดินแดนที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่หลากหลายที่น่าศึกษาครับ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ไปอาศัยอ่านบันทึกท่านอัยการไปก่อนครับ
เรียนท่านอัย..
สวัสดีครับคุณจินตนา
ผมพยายามจะเขียนให้ความรู้ไปด้วย สนุกไปด้วย และบอกไปด้วยว่าผมได้เห็นอะไรที่เป็นประโยชน์มาบ้าง
ขอบคณที่ติดตามอ่านครับยังมีอีกอย่างน้อยสองตอนครับ
สวัสดีครับคุณศรีกมล
ไปเที่ยวอิหร่านกับผมสนุกไหมครับ อิอิ
การอบรมอัยการจังหวัดผมจะแนะนำให้ไปอิหร่านให้ไปเรียนรู้อารยะธรรมของอิหร่าน ให้ไปเรียนรู้ว่าประเทศของเขาใช้คุณธรรมจริยธรรมมาควบคุมการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร
เรียนท่านอัย..
ข้าน้อยได้เกาะท้ายเรื่องเล่าไปเที่ยวในครั้งนี้ สนุกยิ่งนัก
นอกจากจะได้เที่ยวแล้วดูเหมือนจะได้ออกกำลังกายด้วย ฮิฮิ ได้ยินว่าหอบเลย
ศาสนาพุทธสอนให้เป็นคนดีแต่ไม่ได้บอกให้ตั้งใจเป็นคนดี
กว่าจะเข้าวัดอ่านธรรมะก็แก่ไม่รู้ว่าทำบาปไปสักเท่าไรแล้ว เฮอ..
ถ้าทุกคนนำธรรมะมาใช้ในงาน ชีวิตประจำวัน ความรุนแรงก็คงไม่เกิดแน่นอน
สรุป ควรสอนและใส่ธรรมะตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงแต่ท่องมนต์เท่านั้น
พูดมากไปหรือเปล่า ท้ายสุด ขอบคุณมากกก
ชอบค่ะชอบเที่ยว สนุกดี จะตามท่านไปทุกที่เลยค่ะ ประหยัดดี 55555555555
สวัสดีครับ อ.ธวัชชัย
อิหร่านน่าสนใจมากๆ ผมเสียดายที่ไม่ได้ไปเมืองชีราส และเมืองอิสฟาฮานก็ได้เที่ยวนิดเดียว ยังไม่ได้ไปจุดที่อยากจะไปอีกหลายแห่ง แต่ภาพอิหร่านที่เห็นแตกต่างจากภาพที่อเมริกันเขียนให้น่ากลัว เหมือนกับภาพคอมมิวนิสต์สมัยเราเป็นเด็กที่อเมริกันสร้างให้เป็นยักษ์เป็นมารนั่นแหละครับ อิอิ
สวัสดีครับคุณมาลัย
ถ้าชอบเที่ยวนะครับยังสามารถย้อนหลังไปอ่านบันทึกผมตอนไปหลวงน้ำทา สิบสองปันนา และอีกหลายๆตอนครับ ลองถอยไปดูบันทึกก่อนๆนะครับ
"ศาสนาพุทธสอนให้เป็นคนดีแต่ไม่ได้บอกให้ตั้งใจเป็นคนดี" เอ..ผมไม่แน่ใจว่าบอกหรือเปล่า นิมนต์หลวงพี่ติ๊ก ,พระอาจารย์ชัยวุฒิ ฯลฯ ท่านผู้รู้ช่วยตอบแทนผมด้วยเถอะครับ
ดีใจที่ทำให้คุณมาลัยมีความสุขจากการอ่านครับ
สวัสดีครับ
การยอมรับในความแตกต่างเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่หากทำได้ที่ไหน ที่นั่นก็จะมีแต่ความสงบสุขครับ
ที่สำคัญคงต้องเริ่มในจิตใจของแต่ละคนให้ได้ก่อน
ผมเห็นว่าจิตใจตนเอง เป็นเขตแดนสุดท้ายที่จะคงสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่
คนจะอยู่ในสังคมใด ศาสนาใด สิ่งแวดล้อมอย่างไรก็ได้ แต่ในใจตนนั้น มีเสรีภาพมากที่สุด
อิหร่านเป็นตลาดข้าวที่สำคัญของไทยมาตลอดครับ ปัจจุบันการแข่งขันสูงขึ้น ไทยคงต้องเหนื่อยหน่อย
ได้ความรู้ ได้ดูภาพที่สวย ๆขอบคุณมากคะ
ผมเคยมีเพื่อนเป็นลูกสาวของหมอที่ย้ายจากอิหร่านมาอเมริกาสมัยช่วง 70s ครับ เขาเล่าถึงอิหร่านไว้น่าสนใจมากครับ เลยได้รู้ว่าที่จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวมากมายเหมือนที่สื่อฝั่งตะวันตกพยายามนำเสนอเลยครับ
เรื่องนี้ก็คงเหมือนประเทศจีนเหมือนกัน คนอเมริกันเยอะมากที่ปัจจุบันยังรู้สึกว่าประเทศจีนเป็นพื้นที่น่ากลัวมากๆ ครับ
ผมว่า..ทุกศาสนา(แท้)สอนให้คนทำดี..ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งนั้น...แต่คนที่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย...ไม่ว่าที่ไหน...เป็นคนที่ไม่ไยดี..กับคำสอนของศาสนาใดๆ...แม้แต่ศาสนาในทะเบียนบ้านของเขา
ขอให้ลุงอัยการ ลุงเอก พ่อครูบา และชาวโกทูโนว์ทุกคนมีสุขภาพดีนะครับ
สวัสดีครับน้องเพ็ญศรี
เที่ยวอิหร่านสนุกไหมครับ อิอิ
สวัสดีครับท่านพลเดช
ทุกอย่างอยู่ที่ใจจริงๆ เปิดใจรับฟังกันอย่างจริงจัง เราคงแก้ปัญหาในสังคมได้ง่ายกว่าในปัจจุบัน
ตลาดข้าวอิหร่านน่าเป็นห่วงดังที่ท่านว่าจริง สำคัญอยู่ที่ว่าใครจะผูกสัมพันธ์กับอิหร่านได้ดีกว่ากัน เพราะเวลาที่ข้าวเรามีปัญหาอิหร่านก็ช่วยเราทุกที อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ที่มีมายาวนาน และที่เมืองกุมก็เป็นบ้านเกิดของต้นตระกูลบุนนาคในไทยด้วยใช่ไหมครับ
สวัสดีครับคุณประกาย
อยากเอาภาพสวยๆมาให้เยอะแยะเลยครับ แต่กลัวเปลืองเนื้อที่ G2K ครับ แค่นี้ก็เกรงใจแย่แล้ว
สวัสดีครับ อ.ธวัชชัย
อิหร่านเป็นเมืองที่น่าสนใจมากจริงๆ นี่ขนาดไม่ได้ไปเมืองชีราส และได้ดูอิสฟาฮานเพียงแค่นิดเดียว ยังเห็นอะไรมากมาย อยากไปดูเขาปลูกพืชว่าเขาทำอย่างไร ไกด็เขาเล่าว่าอิหร่านปลูกพืชทางตอนเหนือของเตหะราน และที่เราเห็นในเมืองก็คือน้ำหิมะที่ละลายแล้วไหลมาตามคูที่เขาทำไว้โดยเอาก้อนหินสกัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเล็กเป็นพื้นคู ผมอยากรู้ว่าจริงอย่างที่ไกด์ว่าหรือเปล่าก็เลยลองล้างมือด้วยน้ำที่ว่านั้น แฮ่ะๆ มันเย็นจับใจดีจริงๆ
สวัสดีครับ อ.พิสูจน์
เห็นด้วยกับ อ.พิสูจน์ทุกประการเลยครับ ทำไมคนถึงไม่ใส่ใจกับแก่นแท้ของศาสนาที่ตนนับถือกันนะ...เราจะอยู่กันอย่างมีความสุขมากขึ้นถ้าทุกคนปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาแต่ละศาสนาครับ
ขอคุณ อ.พิสูจน์ที่อวยพรให้พวกเราสุขภาพดีครับ ตั้งแต่กลับมาไม่มีอาการไชข้ครับ แต่มีไอนิดหน่อยเพราะอากาศเปลี่ยนครับ