ในฐานะที่เป็น “นักวิชาการ” ซึ่งทำงานเป็นผู้ประสานงานใน “โครงการสรรหาและยกย่องครูภูมิปัญญาไทย” มาระยะหนึ่ง จึงมีโอกาสทำงานคลุกคลีกับ “ครูภูมิปัญญาไทยและเครือข่าย” ได้ร่วมเรียนรู้และประทับใจกับครูภูมิปัญญาไทย ผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ทรงภูมิปัญญา พ่อใหญ่ แม่อุ้ย และเครือข่ายภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งมีอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ
หลายครั้งได้ยินเสียงบ่นจากพื้นที่ว่า...นักวิชาการนำผลงานของภูมิปัญญาท้องถิ่นไปเป็นผลงานของตนเอง .... ในขณะที่เสียงจากนักวิชาการก็ว่า... เสียดายมีเนื้อหาดี ๆ ไม่เผยแพร่ ชาวบ้านเขียนไม่เป็น ต้องไปช่วยเขียนให้

มองเรื่องเดียวกัน แต่จากคนละมุมมอง จนเกิดปัญหาคาใจกันมากนักต่อนักแล้ว ผู้รู้ ครูภูมิปัญญาไทยในท้องถิ่นก็มองนักวิชาการด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ นักวิชาการก็มองว่าผู้รู้ ครูภูมิปัญญาไทยหวงวิชา ไม่ถ่ายทอด ไม่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
ล้วนเป็นความรู้สึกที่ชวนให้เกิดความอึดอัด ไม่สบายใจ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะลองตั้งคำถามขึ้นมาแล้วหาเหตุผลว่า...
เส้นแบ่งในการที่จะบอกว่า...อะไร อย่างไร แค่ไหนที่ถือว่าเป็นผลงานของใคร อยู่ตรงไหน? และจะทำอย่างไรให้การทำงานร่วมกันของนักวิชาการและท้องถิ่นเป็นไปอย่างเกื้อกูลกันและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและโลกของเรา

“นักวิชาการ” ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นข้าราชการของหน่วยงานรัฐ บางส่วนเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้รับมอบหมายให้ประสานงานและทำงานร่วมกับชุมชนตามโครงการซึ่งโครงการส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม อนุรักษ์ เผยแพร่ และเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดสืบต่อภูมิปัญญาไทย
แน่นอนว่าการทำงานตามโครงการต้องใช้งบประมาณของรัฐ และข้าราชการย่อมทราบดีว่า การใช้งบประมาณของรัฐนั้น มีขั้นตอน รายละเอียด และต้องมีการตั้งงบประมาณเพื่อขออนุมัติเงินงบประมาณ เพื่อดำเนินงานโครงการตามแผนที่เสนอของบไปนั้น...
เล่าเสียยืดยาว ก็เพื่อที่จะทำให้เข้าใจว่า การทำงานของข้าราชการ ต้องทำตามโครงการที่วางแผนและเสนอของบประมาณไว้ และที่สำคัญต้องรายงานผลงานเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายครึ่งปี รายปี โดยมีตัวชี้วัดของผลงานตามโครงการที่ได้เสนอ (คล้ายการทำสัญญาไว้ว่า โครงการนี้จะได้ผลลัพธ์อะไรบ้าง) ทั้งในส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
การรายงานผลการดำเนินโครงการต่าง ๆ ด้วยลายลักษณ์อักษร ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้วยการมี “ตัวชิ้นงาน” ซึ่งโดยมากก็จะต้องมีการรายงานเป็นเอกสารสรุปโครงการ เอกสารเนื้อหาเกี่ยวกับที่ได้ทำโครงการไป ....

ปัญหาจึงเริ่มเกิดขึ้น (ความจริงก็มีมานานแล้วแต่รุนแรงขึ้น) เพราะต้องมีการรวบรวมเนื้อหา สาระของงานที่ทำ ถ้าให้ดีต้องมีการพิมพ์เป็นหนังสือเพื่อเผยแพร่เนื้อหาสาระของงานที่ทำนั้น ... ซึ่งแน่นอนว่า ผู้เรียบเรียง ผู้เขียนก็คือ นักวิชาการที่ไปทำงานร่วมคลุกคลีกับครูภูมิปัญญาไทยและเครือข่ายทั้งหลาย
ตรงนี้เองที่เป็นจุดสำคัญ ที่นักวิชาการจะต้องสำเหนียกและระวังให้มาก การนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต รวมทั้งเอกสารที่ครูภูมิปัญญาไทยรวบรวมเขียนส่งมาให้ มาเขียน เรียบเรียง ร้อยเรียงใหม่ หลังผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์เนื้อหาข้อมูลแล้วนั้น ต้องคำนึงให้มากถึงหลักการสากลในการเขียนงานด้านวิชาการทั่วไปที่ว่า
1. จะต้องระบุแหล่งที่มาของข้อมูล มีระบบอ้างอิงในสิ่งที่นำมาเขียนและเรียบเรียงเพื่อเป็นการแสดงการยอมรับและให้เกียรติแก่เจ้าของข้อมูล
2.แยกแยะไว้ให้ชัดเจนว่าส่วนใดเป็นความคิดเห็นและข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนใดที่ข้อมูลที่ได้จากพื้นที่
3.ที่สำคัญ ควรมีการส่งเอกสารที่สรุปเรียบเรียงแล้ว ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและได้อ้างถึงในผลงานนั้นได้อ่านและให้ข้อคิดเห็นเสียก่อนที่จะมีการตีพิมพ์
4. พยายามสนับสนุน ส่งเสริมและช่วยให้ครูภูมิปัญญาไทยและเครือข่ายได้เรียบเรียงเขียนผลงานของตนเองได้อย่างเป็นระบบ จึงจะเกิดประโยชน์เต็มที่
5. พึงระลึกและตระหนักอยู่เสมอว่า นักวิชาการ คือ “ข้าราชการ” เป็นข้าของแผ่นดินที่จะต้องทำหน้าที่รับใช้ “เจ้านาย” ซึ่งก็คือประชาชน ชาวบ้านทั่วประเทศ ต้องทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ให้สมกับที่ได้รับโอกาสและความไว้วางใจ
ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว นักวิชาการอาจกลายเป็น “จำเลยของสังคม” ที่มีภาพพจน์ว่า ทำงานฉาบฉวย เช้าชามเย็นชาม เอาใจนาย ตามใจนักการเมือง (ที่เวียนกันเข้ามามีอำนาจ) และเป็นนักฉกฉวยงานของชาวบ้านมาเป็นผลงานของตน .... สร้างตราบาปให้แก่ “นักวิชาการ” ทั้งหมด
เราคงไม่อยากเป็น “นักวิชาการที่เป็นจำเลยของสังคม” ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ฉกฉวยผลงานของท้องถิ่นมาเป็นของตัวเองกัน...ใช่ไหมคะ ?
ขออนุญาตนำกลอนที่กัลยาณมิตรให้ข้อคิดมาเพิ่มเติมไว้ค่ะ
นักวิชาการหรือผลงานปราชญ์ชาวบ้าน... อยู่ที่ท่านมีส่วนใดในเรื่องนั้น
วิชาการต่อยอดปราชญ์บอกยืนยัน... ช่วยสร้างสรรค์ภูมิปัญญาวิชาการ
แต่ส่วนใหญ่สวมใส่ไม่กล่าวถึง... ทำทะลึ่งชิงไปใจเหิมหาญ
ประสบการณ์ผ่านมากล้ายืนยัน... นโยบายที่สร้างสรรค์ฉันถูกลืม
กองทุนหมู่บ้านรัฐสวัสดิการฉันผู้ก่อ... น่าหัวร่อพอทำไปฉันไม่ปลื้ม
ไม่ย้อนถามไม่เคยชวนหวนขอยืม... เขาด่ำดื่มเข้าสวมรอยแสนน้อยใจ
*********************************
เพิ่มเตมข้อคิดเห็นจาก ท่านอ.บัญชา ... ขอบพระคุณค่ะ...
สวัสดีครับ
1) กรณีในบันทึกนี้ทำให้นึกถึงคำว่า Plagiarism ครับ คือ เป็นการขโมยผลงานของคนอื่นมาเป็นของตน (ไมว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามที)
เรื่องให้ credit อย่างถูกต้องนี่สำคัญทีเดียว เป็นการให้เกียรติผู้สร้างความรู้และผลงานนั้นๆ อีกทั้งยังช่วยให้เขามีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่องด้วย
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่นำมาเผยแพร่ หากนำเสนอได้อย่างมีศิลปะ คือ มีสาระ น่าสนใจ และให้ credit อย่างเหมาะสม ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ผลงานด้วยเช่นกัน
2) ตอนนี้ในวงการวิทยาศาสตร์ มีประเด็นเรื่อง Self-Plagiarism คือ ใช้ข้อมูลของตนเองนั่นแหละ แต่ดัดแปลง เพิ่มเติม ตัดต่อ นิดๆ หน่อยๆ แล้วนำไปตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการหลายที่ ทำให้ดูเหมือนกับว่า มีผลงานตีพิมพ์จำนวนมาก....
เชื่อไหมครับ บางคนถึงขนาดได้เป็น 'นักวิทย์/นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ดีเด่น' ไปเลย!!!
3) มีอีกแง่มุมหนึ่งที่อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่คาบเกี่ยวกัน คือ สื่อสารมวลชนบ้านเราก็นำเอาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น นักวิชาการ หรือผู้ที่ทำงานด้านนั้น ไปนำเสนอเอง
แบบนี้ก็มีปัญหา คือ ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือไม่ครบ ทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดได้
ในกรณีเช่นนี้ อาจมีสาเหตุมาจาก
- พื้นที่/เวลา ของสื่อหนึ่งๆ มีจำกัด : ทำให้ไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ เช่น หนังสือพิมพ์มีพื้นที่จำนวนหนึ่ง โทรทัศน์ก็มีเวลาจำกัดช่วงหนึ่ง ฯลฯ
- ความเป็นมืออาชีพของผู้นำเสนอ : จุดนี้สำคัญ เพราะหากแยกแยะได้อย่าง ข้อ 2 และระบุที่มาอย่างชัดเจนอย่างข้อ 1 ก็ถือได้ว่าทำงานอย่างมืออาชีพ แต่ถ้านำเอาข้อมูลจากแหล่งอื่น หรือความคิดเห็นของตนปนๆ ลงไป (ซึ้งเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง)
- พื้นฐานความรู้/ความเข้าใจของผู้นำเสนอ : คือถ้าไม่มีพื้นฐานดีเพียงพอ ก็อาจจะตีความข้อมูลที่ได้รับไปคนละทิศละทางไปเลย....
สวัสดีค่ะคุณนักวิชาการคนหนึ่ง
ยินดีต้อนรับค่ะ ไม่อยากถามว่าอยู่หน่วยงานไหน...5555....
หัวอกเดียวกัน ใช่ไหมคะ
อย่าน้อยใจเลยค่ะ แปรเปลี่ยนพลังความน้อยใจ ไม่เข้าใจ ไปเป็น พลังสร้างสรรค์ ดี ๆ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อกันทุกฝ่ายดีกว่าค่ะ
สู้ ๆ ค่ะ คนไม่มีรากเชื่อว่า ความซื่อสัตย์ จริงใจ จะส่งผล และเป็น เครื่องพิสูจน์ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
(^___^)
สวัสดีครับอาจารย์ ได้มาเรียนรู้ครับ บังเอิญไม่ได้เป็นนักวิชาการ (เป็นผู้ปฏิบัติงานประเภท รับคำสั่ง ทำทันที ทำดีที่สุด(อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่)) แต่ชอบวลีนี้ของอาจารย์ ครับ
"พึงระลึกและตระหนักอยู่เสมอว่า นักวิชาการ คือ “ข้าราชการ” เป็นข้าของแผ่นดินที่จะต้องทำหน้าที่รับใช้ “เจ้านาย” ซึ่งก็คือประชาชน ชาวบ้านทั่วประเทศ ต้องทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ให้สมกับที่ได้รับโอกาสและความไว้วางใจ"
สวัสดีค่ะคุณ. ♥< lovefull >♥
ดีใจและยินดีต้อนรับกลับสู่อ้อมกอดของ G2K ค่ะ
งานยุ่ง อย่ายุ่งใจ นะคะ เพราะถ้า "ใจยุ่ง" งานจะยุ่งมากขึ้นเป็นหลายเท่าค่ะ
(^___^)
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ หนุ่ม กร~natadee
ขอบคุณค่ะ ที่เข้ามาให้กำลังใจ
วลีที่ว่า...."พึงระลึกและตระหนักอยู่เสมอว่า นักวิชาการ คือ “ข้าราชการ” เป็นข้าของแผ่นดินที่จะต้องทำหน้าที่รับใช้ “เจ้านาย” ซึ่งก็คือประชาชน ชาวบ้านทั่วประเทศ ต้องทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ให้สมกับที่ได้รับโอกาสและความไว้วางใจ"
เป็นวลีที่คนไม่มีรากได้รับการปลูกฝังตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ารับราชการ และคิดว่าข้าราชการทุกคนก็ตระหนักอยู่ในใจ...
เพียงแต่บางครั้ง เวลาและสถานการณ์ต่าง ๆ อาจทำให้เกิดการหลงลืมไปบ้างค่ะ
ขอบคุณนะคะ
(^___^)
สวัสดีครับ
กำลังคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้อยู่พอดี...
ถ้านักวิชาการ นักวิจัย ที่คลุกคลีกับชาวบ้าน ได้พูดคุยกัน
ติดต่อกันเป็นระยะ ก็คงจะเข้าใจกันได้มากกว่านี้
เคยได้ยินเสียงแอบบ่นๆ จากชาวบ้าน ว่าพอต้องการผลงานก็มาหา
พอทำงานเสร็จก็หายไป แบบนี้ก็มีอยู่บ่อยๆ
นักวิชาการก็คิดเอาว่า อุตส่าห์เผยแพร่ผลงานให้แล้ว
แต่ชาวบ้านก็ไม่ทราบ เพราะไม่มีใครไปบอก
ชาวบ้านก็เข้าใจว่า นักวิชาการได้ผลประโยนชน์ตรงนั้น
ฯลฯ
กลอน วนแขว-แววขน
http://gotoknow.org/blog/pbk/173015
ฝรั่งไขไทยสติวิปลาต บุราณชาติขลาดเขลาเบาสมอง
มีตำราดารดาษปราชญ์เนืองนอง เก็บงำผองภูมิรู้อดสูใจ
เพราะเจียมตัวหัวเก่าไม่เข้าท่า หวงวิชาสารพัน แบ่งปันไฉน
ซ่อนสามารถศาสตร์และศิลป์จวบสิ้นใจ จึงเด็กไทยไร้ความคิดพิจารณา
เพราะติว่าอย่าโม้คุยโวหาร ให้กราบกรานคลานเข่าเข้าไปหา
ห้ามแหกคอกนอกรั้วดั่งวัวลา ชมนาคาเจียมอิทธิฤทธิ์ตน
มีมีดคมจมฝักไม่ชักออก สนิมพอกพูนหนาพาขัดสน
อันศาสตราเวลาใช้ไม่ได้กล มีเพื่อผลใดเล่าเศร้าฤทัย
โอ้นกยูงจูงหางอำพรางขน จะมีคนยลเห็นเด่นไฉน
อันแมงป่องต้องด้นชูก้นไป จึงจักไม่วายดิ้นสิ้นชีวัน
ดรุณเยาว์เหล่าสหายคล้ายพยัคฆ์ ใช่เรือจักยักยื้อถือหางหัน*
คนมีดีทวีคูณมิสูญพันธุ์ ต้องช่วยกันหมั่นอ้างอวดทางดี
สังคมไทยมีความเชื่อในเรื่อง ความอ่อนน้อมถ่อมตน สุภาษิตและสำนวนโบราณจึงสอนเอาไว้ว่าให้เป็นคน คมในฝัก (ไม่ให้อวดตนในที่สาธารณะ) เช่น
อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ
ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก
สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก
จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย
(จากเพลงยาวถวายโอวาท ของสุนทรภู่)
หรือสอนเป็นโคลง (โคลงโลกนิติ) โดยเปรียบเทียบว่าให้ทำตัวเยี่ยงพญานาคผู้มีฤทธิ์เดชมาก แต่ก็เลื้อยไปอย่างแช่มช้าไม่อวดอ้างอิทธิฤทธิ์ ผิดกับแมลงป่องผู้มีพิษน้อยแต่ชอบชูหางอวดพิษอันนิดน้อยนั้น ดังเช่นในโคลงโลกนิติบทที่ว่า
นาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย
เลื้อยบ่ทำเดโช แช่มช้า
พิษน้อยหย่งโยโส แมลงป่อง
ชูแต่หางเอง อ้า อวดอ้างฤทธี
นอกจากนี้ยังมีสำนวนที่ว่า (ลูก)นอกคอก (ใช้ด่าว่า เด็กที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ โดยเปรียบเทียบเด็กกับ วัว กับ ควาย ที่จะต้องอยู่ในคอก หรือโอวาทของบิดามารดา)
ทว่าในข้อดี ย่อมมีข้อเสีย เมื่อเด็กไทยถูก กล่อมเกลาทางสังคม (socialization) เช่นนี้ เมื่อโตขึ้นก็จะกลายเป็นคนที่ขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่กล้าแสดงออก ส่งผลให้ภูมิปัญญาต่างๆ ต้องสูญหาย อันเกิดจากการ อมภูมิ หรือคมในฝัก รวมทั้งการหวง(แหน) ในภูมิปัญญา(ประจำตระกูล) นั้นๆ ท้ายที่สุด ภูมิปัญญาไทย ก็ตายอยู่ในปาก (เพราะโดนอมเอาไว้)
ผู้ใหญ่สมัยโบราณ มองว่าเด็กๆ เหมือน เรือ ที่จะต้องคอย ถือหางเสือ เพื่อควบคุมทิศทาง
แต่กวินอยากจะสอนเสียใหม่ว่าให้เด็กๆ มีความคิดเป็นของตัวเองด้วย นั่นคือให้เด็ก ทำตัวเปรียบเสมือน เสือ (ที่มีหาง) ใครก็ไม่กล้ามาถือหาง เพราะจะโดนเสือขบ หรือ กัดเอา นั่นคือเสือนั้น ยกหาง ตัวเองได้ โดยไม่ต้องการ ผู้ที่จะมาคอย ถือหาง เจ๋งมั้ยความคิดนี้
เป็นเรื่องที่สำคัญมาก มันสะท้อนถึงคุณธรรมจริยธรรม ที่ได้รับการศึกษาอบรมมา ไม่ว่าจากบ้าน จากโรงเรียน จากสถาบันการศึกษา จากหน่วยงาน เราเผิกเฉยมานานแล้ว จนกลายเป็นความเคยชินของนักวิชาการ(เสมือน) ที่เอาดีเข้าตัว หูตามัวมองไม่เห็นหายนะของตัวเอง หรอกคนอื่นนั้นหรอกได้แค่บางคน แต่หรอกตัวเองไม่ได้ ไม่มีอะไรสายไป หากกลับมาแก้ไข ผู้ที่มีภูมิปัญญามีประสบการณ์คือผู้ลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนมีความรู้ความเข้าใจในทุกอนูของสิ่งที่เชี่ยวชาญ และสามารถทอดให้ผู้ไม่รู้ รับรู้และเข้าใจได้ง่ายระดับหนึ่ง แก้ไขปัญหาได้อย่างทันกาล ชาวบ้านเป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ๆ ตัวเองอยู่มาตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะนักคิดนักปฏิบัตินักดัดแปลงแก้ไข กล้าคิดกล้าทำ เพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว ลองผิดลองถูกมาเป็นเวลายาวนาน จนตกผลึกเป็นเป็นองค์ความรู้ใหม่สำหรับตัวเอง ย่อมเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยการลงมือทำเองจนภูมิแน่น ประจำอยู่ในท้องถิ่นในท้องทุ่ง ประดุจดรวงข้าวที่โน้มรวงลงอย่างถ่อมตัว เพราะที่รวงข้าวเต็มไปด้วยเมล็ดข้าวที่มีเนื้อเต็มเมล็ด ซึ่งต่างกับนักวิชาการ(เสมือน)ที่ชูคอโอ้อวด ว่าตูข้านักวิชาการ(ข้ารชการ กินเงินเดือดจากภาษีราษฎร์) ต้องสร้างภาพลวงตาขึ้นมากลบความขาดของปัญญาและประสบการณ์ ซึ่งต้องทำความจริงให้ปรากฏ ไม่เห็นจะแปลกที่เรียนรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้าน น่าจะภูมิใจที่มีโอกาสได้เรียนรู้โดยตรง ที่ไม่มีการสอนในสถาปันใดๆ หากมีสติย่อมคิดได้ว่าควรทำอย่างไร แต่ถ้าอัตคัดสติ ควรสกิดให้รู้ตัว รู้มารยาทที่ดี การยกย่องครู คือการยกย่องตัวเอง ไม่สายเกินแก้ จงยกย่องผู้รู้ ผู้ให้ คุณจะเป็นคนที่มีศักศรีจากการปรับตัว ยอมรับความจริงและยกย่องให้เกียรติเจ้าของภูมิความรู้ภูมิปัญญาอื่นค่ะ ไม่ยากหากตั้งใจจะปฏิบัติ
สวัสดีค่ะ พี่สุนันทาก็เคยถูก "คนอื่น" นำผลงานของพี่ไปรวบรวมเป็นของคนอื่นค่ะ และก็เห็นด้วยค่ะ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากมายก็มักถูกคนอื่นที่นำมาเป็นของตนเอง
สวัสดีครับนกแห่งอรุณรุ่ง
ประเด็นเรื่องการอ้างอิงผลงานนี้ ... อ่อนไหวมากครับ
พี่เองแม้จะทำหน้าที่สอน แต่ก็ต้องทำงานวิจัยด้วย และมักจะได้ร่วมงานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่านับถือ
การให้เกียรติการอ้างอิงเป็นการให้เครดิตแก่ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ดี ๆ ครับ
และยืนยันว่าไม่อยากเป็น "จำเลยของสังคม " และจะไม่ยอมเสียเวลากับอคติของกลุ่มคนไม่กี่คน
มีบางส่วนเช่นกันที่ไม่ได้ทำงานจริง แต่ใช้ช่องว่างของรัฐ บวกความไม่ประสีประสาของนักวิชาการ หาประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้องครับ
อย่าเสียเวลากับอคติที่ไม่มีคุณค่าเหล่านี้เลยครับ
สู้ ๆ นะครับ
นักวิชาการ คือ “ข้าราชการ” เป็นข้าของแผ่นดินที่จะต้องทำหน้าที่รับใช้ “เจ้านาย” ซึ่งก็คือประชาชน ชาวบ้านทั่วประเทศ ต้องทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ให้สมกับที่ได้รับโอกาสและความไว้วางใจ
...
พี่หญิงจ๋า กำลังใจ ให้เปี่ยมล้น
ยอมเป็น คนเบื้องหลัง มิปุจฉา
ไม่อยาก เป็นจำเลย โลกมายา
ขอเป็นว่า จำเลยรัก ประจักษ์ใจ
....
เป็นกำลังใจให้พี่หญิงค่ะ ...
สวัสดีค่ะพี่คนไม่มีราก
วันนี้พี่เขียนบันทึกยาวมากน่ะเลย
ก้านกอจะเม้นแต่ไม่เข้าใจ
งั้นกอไปดีกว่า
โชคดีมีความสุขน่ะค่ะ
+ สวัสดีค่ะพี่คนไม่มีราก.....
+ อ่านแล้วดีจังเลยค่ะ....เพราะมานึกขำ ๆ ...เวลาครูทำผลงาน คศ.3 อิ อิ...มักชอบลอกมาตัดแปะ ๆ แต่ไม่ยอมอ้างอิง...พอส่งผลลงาน...ก็ไม่ผ่านเพราะผู้ตรวจจับได้....
+ อิ อิ...ครูก็โวยวาย...ต่าง ๆ นา ๆ ....เฮ้อ....หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข....ความจริงก็คือความจริง...
+ มาส่งข่าวค่ะ....พรุ่งนี้อ๋อยต้องไปช่วยราชการที่ อ.สะเดา จ.สงขลาแล้ว...รวดเร็วมาก...ตัวอ๋อยเองก็ตั้งหลัก...ตั้งสติ...ไม่ทัน...โทรศัพท์ก็หายซ้ำอีก....
+ ใจมันหวิว ๆ บอกไม่ถูก...เมื่อเราต้องไปจากที่ ๆ เราเคยอยู่มาถึง 5 ปี....มีเรื่องราวมากมาย....พูดแล้วจะร้อง....จะยังไงกับชีวิตหละนี่....
+ ไม่มีแรงจะเก็บของเลยค่ะ....รู้ทั้งรู้นะค่ะ...ว่ายังไงก้ต้องมีเรื่องราวแบบนี้..เพราะสิ่งที่อ๋อยเจอมันไม่ธรรมดา...แต่ไม่คาดคิดว่าจะรวดเร็วเช่นนี้....แล้วเด็ก ๆ ที่นี่จะทำอย่างไร....คิดสารพัดเลยค่ะ....ใจสั่น...มือสั่น....ใจหวิว ๆ ....จริง ๆ มันเป็นเรื่องดีที่ได้ไปช่วยราชการ เพราะนั่นหมายถึงชีวิต...แต่ภาระทางใจนี่สิ...ทำให้ใจหาย...
+ ขออภัยนะค่ะที่บ่นยาว...ก็เวลามีอะไรในใจก็มักจะต้องบอกให้ท่านพี่ฟังทุกที่นี่นา....ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน....
+ ขำ ๆ นั่งมองหน้ากันไปมากับพ่อสัม....ยังไม่ได้เริ่มเก็บของเลยค่ะ....ขอตั้งสติก่อน.....
สวัสดีค่ะ
* เราทำอะไรอย่างไย่อมรู้อยู่แก่ใจ
* ใครไม่รู้ก็ช่างปะไร...สนใจมากก็เป็นทุกข์
* เห็นด้วยกับคำกล่าวของอาจารย์
Lin Hui
* ส่งภาพมาเป็นกำลังใจ
* สุขกายสุขใจนะคะ
"ทำอย่างไรให้การทำงานร่วมกันของนักวิชาการและท้องถิ่นเป็นไปอย่างเกื้อกูลกันและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและโลกของเรา" การทำผลงานวิชาการไม่ควรทำเพียงในรูปแบบเอกสาร แต่ควรนำหลักตรรกะวิพากษ์มาประยุกต์ใช้ด้วยค่ะ...