ทุกวันนี้ ...ปาย คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มากหน้าหลายตา

แทบไม่น่าเชื่อว่า   เพียงแค่เดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว ผมกลับมีโอกาสได้มา ปาย ถึงสองครั้งสองครา  

โดยครั้งแรกมาในช่วงต้นเดือน  คือวันที่ 
4 – 7  ธันวาคม  2551 และครั้งล่าสุดก็คือวันที่  26 – 30  ธันวาคม  2551


ปาย, เป็นเมืองในฝันของใครหลายคน  และนั่นก็หมายถึงเมืองในฝันของผมด้วยเช่นกัน



ผมเฝ้าฝันมานานหลายปีว่าสักวันหนึ่งจะต้องมาสัมผัสบรรยากาศของเมืองปายแห่งแม่ฮ่องสอนให้จงได้  แต่เมื่อวันเวลาคล้อยเคลื่อนไป  ผมกลับยิ่งรู้สึกราวกับว่า  ความเฝ้าฝันที่จะมายังปายนั้นดูจะยิ่งเลื่อนลอย  และไกลห่างออกไปทุกขณะ  
 

จนกระทั่งวันหนึ่ง  ผมถูกลากเข้ามาใช้ชีวิตในโลกแห่งการเรียนรู้ที่มีชื่อเรียกเก๋ๆ  ว่า โกทูโน  นี่แหละ 
เรื่องของ
ปาย  จึงผุดขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

ครั้งแรกผมมาเยือนเมือง ปาย  ด้วยมิตรภาพแห่งความเป็นจิตอาสา 

และครั้งล่าสุดนั้น  ผมมาในหน้าที่ที่ต้องดูแลน้องๆ นิสิต  ภายใต้การอำนวยความสะดวกของคุณหมอสุพัฒน์ และคุณเอกจตุพร

 

หลายต่อหลายครั้ง  ผมพยายามนึกที่จะนิยามความรู้สึกของตนเองที่มีต่อเมืองปาย  ซึ่งนั่นก็หมายถึงการนิยามความหมายของเมืองปายในมุมมองของตัวเอง  และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย

 

บางครั้ง, ผมก็รู้สึกราวกับว่า ..ปาย  เป็นหญิงสาวที่สดใสและร่าเริง  ซึ่งผมก็เป็นชายหนุ่มที่ตกหลุมรักเธอเพียงแรกพบ

ขณะที่บางครั้ง 
ปาย ...  ก็เป็นประหนึ่งทุ่งฝันที่หอมกรุ่นด้วยความฝันอันอ่อนหวาน

บางคราวก็เป็นเสมือนบทเพลงแห่งภูเขาที่นุ่มนวล, ชวนเคลิ้มฝัน เป็นที่สุด

เช่นเดียวกับบางคราว
ปาย.. ก็ไม่ต่างอะไรจากสายน้ำที่เย็นยะเยือก และพร้อมเสมอกับการแช่แข็งให้หัวใจของเราให้กลายเป็นน้ำแข็งอันไร้ซึ่งความรู้สึก

 

แต่ไม่ว่าจะพยายามนิยามด้วยกระบวนความใดก็ตาม  ท้ายที่สุดแล้ว   ผมก็ยิ่งรู้สึกราวกับว่า  ปาย ... ยังคงไม่แจ่มชัดอยู่ดี  และในความไม่แจ่มชัดนั้น  ก็ประหนึ่งถูกทำให้ไม่แจ่มชัด  โดยที่ปาย ..ยังคงเฝ้าเย้าหยอกให้ผมหวนคะนึงกลับไปเยือนอีกครั้ง ..และอีกครั้ง

 

 

มีหลายครั้งหลายคราวที่ผมพานพบกับเรื่องราวของเมืองปายผ่านวิถีต่างๆ ..
โดยเฉพาะในอดีตอันยาวนานนั้น  ปายเป็นเสมือนเมือง
ลับแล  ที่ใครๆ  ต่างไม่คุ้นเคยและรู้จัก  ยิ่งเป็นฤดูฝนแล้วยิ่งร้ายใหญ่  ใครๆ  ต่างเมินต่อการเดินทางมาเมืองปายเป็นที่สุด  เพราะไหนจะต้องฝ่าวิกฤตคลื่นโคลนบนท้องถนน  ไหนจะต้องฝ่าข้ามหุบเขาหลายร้อยพันโค้ง  เลยพลอยถอดใจหันเหหัวใจไปอย่างไม่ใยดี

 

แต่ในวิถีเช่นนั้น  ใครจะรู้ล่ะว่าในความวิบากแห่งเส้นทางนั้น  ได้กลายเป็นมนต์เสน่ห์ของนักเดินทางที่มาในคราบของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  ซึ่งเมื่อมาเยือนแล้ว  ต่างก็สัมผัสได้อย่างไม่กังขาว่า ..  ปาย คือ  เมืองอันเรียบง่ายในอ้อมกอดของขุนเขาและทะเลหมอก  หอมกรุ่นด้วยกลิ่นอายอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติ  หลากหลายวัฒนธรรมทางชาติพันธุ์ ...  อุ่นงามด้วยน้ำใจ 

 

และจากนั้นนาน  นักเดินทางทั้งหลายนั้น  ก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำสาร  ด้วยการบอกเล่าความเป็น ปาย  ข้ามหุบเขาและทะเลหมอกมาสู่ผองเราชาวไทยอย่างน่าทึ่ง  ซึ่งจากนั้น  ปาย ก็กลายเป็นจุดนัดฝันของคนจำนวนมหาศาลในชั่วพริบตา  ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ก็ล้วนแล้วแต่แบกพาหัวใจมายังที่นี่กันอย่างไม่รู้เบื่อ 

 

ทุกวันนี้ ...
ปาย คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มากหน้าหลายตา   และยากยิ่งที่จะบอกได้ว่า  ฉากชีวิตใด หรือมุมใดของปายคือความเรียบงามอย่างคำเล่าขานของอดีตที่ผ่านล่วงมา

 

ทุกวันนี้ ...

ผมไม่รู้เลยว่า   ลำธารเล็กๆ  ที่ไหลเลาะแทรกตัวผ่านเขาลูกแล้วลูกเล่านั้น  ยังคงมีน้ำหลากไหลเหมือนอดีตกี่มากน้อย

 

ทุกวันนี้
ผมไม่รู้เลยว่า   ทุ่งนาพื้นราบอันแสนงามนั้น ยังปรากฏอยู่ ณ ที่ใดบ้างของเมืองปาย
และชนเผ่าต่างๆ  นั้น  ยังคงแต่งกายงามด้วยชุดพื้นถิ่นกันเป็นประจำอยู่หรือเปล่า  

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  ก็เป็นธรรมดามิใช่เหรอ  เพราะไม่มีสิ่งใดกระมังที่ยั่งยืนและคงทน

จริงอยู่

ปาย ..ในวันนี้  อาจแตกต่างลิบลับจาก ปาย ...ในอดีต

 

แต่ถึงกระนั้น  ผมก็ยังหลงรักปาย

 

และ ปาย  ก็ยังคงเป็นหญิงสาวที่สดใสและร่าเริง 
ซึ่งผมก็พร้อมเสมอกับการตกหลุมรักเธออย่างไม่รู้จบ
!

 

แต่ถ้าขออะไรได้
ผมก็ขอให้โลกหมุนช้าลงกว่านี้สักหน่อย  เพราะผมไม่อยากให้หญิงสาวที่ผมหลงรัก  เปลี่ยนแปลงทั้งกายและใจไปมากกว่านี้ -