หากเรามองทุกคนเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ที่กำลังรุมทึ้งหัวเราะกร๊ากก ๆ ใส่เราอยู่ เราก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นมั๊งคะว่า จริง ๆ แล้วเขาคงไม่ได้เกลียดเราหรอก

                

 

 

 

 

 

               ตอนไปเรียนสงขลาใหม่ ๆ เห่อแหลมสมิหลามาก...ไปมันทุกวัน  ด้วยความซ่าส์ ลืมไปว่า เรามันคนตัวเล็ก แต่บังอาจวิ่งกรี๊ด ๆๆเข้าหาคลื่นใหญ่ ๆ แบบพวกพี่ ๆ เขา

แหลมสมิหลา

 

              ปรากฎว่าทุกคนต้านคลื่นได้ปกติดี  อย่างมากก็เซ ถอยกรูดหัวเราะหัวฮาแล้วพากันค่อย ๆ ว่ายกลับฝั่งมีแต่เราคนเดียวที่ถูกซัดม้วนต้วนหายจ้อยเข้าไปในเกลียวคลื่น

 

              ปากที่หัวเราะกร๊ากๆๆ กรี๊ดๆๆ ด้วยความตื่นเต้น  กะจะสะใจเมื่อครู่กลับเป็นช่องทางให้ได้ลิ้มรสน้ำทะเลแน่น ๆ อุดมด้วยเกลือแร่นานาชนิด   เสียแต่ว่าลิ้นกั้นหลอดลมคงจะน้อยใจอยู่บ้างเพราะไม่สบโอกาสให้ได้ทำงานบ้างเลย

 

              ขณะกำลังทำลังกาหลัง 13 รอบติด แบบหลับตาปี๋อยู่ในเกลียวคลื่น  จนนับรอบแบบนักกระโดดน้ำโอลิมปิกแทบไม่ทันอยู่นั้น  ความต้องการอากาศก็มาถึงขีดสุด

กระโดดน้ำ

 

              ปฎิกริยาอัตโนมัติของร่างกายที่อยู่เหนือการควบคุมของจิตใจ  จึงสั่งให้จมูกสูดหายใจเข้าอย่างแรง  เพียงหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าช่วงนั้นใบหน้าเราคงจะโผล่พ้นน้ำแล้ว (มั๊ง)

 

              นี่คงเป็นความรู้สึกเคว้งคว้าง วังเวงและแสบสันต์สุดแล้วของชีวิต  เพราะเมื่อโผล่หัวพ้นน้ำมาได้ ก็ตกใจตาเหลือก  เนื่องจากตัวเองถูกคลื่นลากลงทะเล ห่างฝั่งมาเป็นกิโล ๆ  เห็นเพื่อน ๆ พี่ หัวเราะกร๊าก ๆ กันอยู่ริบ ๆ

 

              ว่ายกลับมาแขนขาเกร็งเพราะภาพฉลามยักษ์ว่ายตามเขมือบหญิงสาวหุ่นเซ็กซี่จากเรื่อง Jaws ผุดขึ้นในสมองทันที  (แม้ภาพจริงอาจเป็นได้แค่ หอยเม่นบนพื้นทรายเหลือบมองลูกปลาพะยูนที่กำลังกระดุ๊บ ๆ เข้าฝั่งอยู่ก็ตามที)

ปลาพะยูน

 

              ยังมิสาแก่ใจเมื่อคลานถึงฝั่งได้แบบหมดสภาพ  กลับถูกพี่ ๆ เพื่อน ๆ ล้อมวงกันชะโงกหน้าหัวเราะ  เพื่อนบางคนแกล้งเอามือมาจิ้มพุงเล่น  พี่ ๆ หลายคนรุมแกล้งขยี้หัว  บางคนวิ่งไปตามพวกที่เหลือให้มาดูปลาพะยูนเกยตื้นที่กำลังสำลักน้ำ  กันใกล้ ๆ อีกแหน่ะ (เอาเข้าไป)

 

             ตัวเราเองขำก็ขำ แสบคอ แสบปากแสบตาแถมน้องทราย ณ คุณแม่ขอร้อง ยังแทรกซึมเข้าในทุกอณูที่ไม่ได้รับอนุญาตอีกต่างหาก

 

             ตกใจก็ตกใจ ร้องไห้ไปด้วยหัวเราะไปด้วย (แง ๆ... ฮ่า ๆ...แง ๆ...ฮ่า ๆ... )

 

              ที่ร้องไห้เพราะตกใจที่หัวเราะเพราะเห็นพี่ ๆ เพื่อน ๆ มันตั้งหน้าตั้งตาขำกันอย่างเมามันส์เอาจริงเอาจังและต่อเนื่องเนิ่นนาน  ก็เลยคิดว่า สารรูปเราคงน่าขำขนาดนั้นจริงๆ ด้วยมั๊ง  ว่าแล้วก็เลยเอากะเขาด้วยซะเลย อิอิ

ปู

 

              ครั้นถึงวัยทำงานด้วยหน้าที่ที่ต้องพาองค์กรพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ด้วยการริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆแล้วได้รับแรงต้าน แอบหัวเราะ แอบถากถาง  แอบซุบซิบ  รวมพลคนไม่เข้าใจแล้วปล่อยให้เราหัวฟูอยู่คนเดียวก็มักจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทุกทีเลยค่ะ

 

              หากเรามองทุกคนเป็นเพื่อนเป็นพี่ เป็นน้อง ที่กำลังรุมทึ้งหัวเราะกร๊ากก ๆ ใส่เราอยู่  เราก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นมั๊งคะว่า จริง ๆแล้วเขาคงไม่ได้เกลียดเราหรอก 

 

              เขาเพียงหัวเราะกับสิ่งใหม่ ๆที่เกิดขึ้นเพราะเราต่างหาก   ซึ่งอาจเพราะยังไม่เข้าใจ เพราะอาจไม่เคยเจอกับตัวเอง  อาจยังมองไม่เห็นข้อดีที่จะต้องเข้าไปร่วม เข้าไปช่วย และลืมนึกไปสนิท ว่าเรา อ้างว้างขนาดไหนที่ต้องต่อสู้กับเรื่องนี้เพียงลำพัง

           

 อ้างว้าง

              เขาอาจแค่ยังไม่เข้าใจในสิ่งใหม่ ๆ ที่เราเพิ่งจะนำมาช็อคเขา หรือด้วยความที่เรายังเรียงลำดับความคิดในการนำเสนอไม่เสร็จ  เขาจึงยัง งง ๆ ก็อาจเป็นได้ 

 

              ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเองนี่แหล่ะค่ะ ที่จะพาตัวเองรอดได้ 

 

 

             หากเมื่อใดที่คิดจะเปลี่ยนแปลงใคร จงเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้เสียก่อน

              แล้วถ้าเราเก่งกว่านั้น ก็คงจะพอพาคนอื่นให้รอด จากความประมาท  ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจได้ด้วยล่ะค่ะ

 

              คิดได้ดังนั้นจึงสนุกสนานร่าเริง และท้าทายกับเรื่องใหม่ ๆ ทุกครั้งเลยค่ะ

 

              ครูปูมัก คิดถึงตอนอยู่ในเกลียวคลื่นทุกที ที่เริ่มทำอะไรใหม่ ๆ แบบลองผิดลองถูกค่ะ   

 

              เพราะความรู้สึก  มัน มันส์กว่าเพลง "คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว"  ของเจ๊คิ้มแกแยะเลยค่ะ 

กั่กๆๆๆ

สู้ ๆ