ไปไหน ? ทำไม จึงเงียบหาย ?  นี่เป็นคำถามที่ผมลองถามให้ตัวเองตอบ และเดาเอาว่าคงมีคนแอบถามผมอยู่ในใจบ้าง ไม่มากก็น้อย  จึงจะขอเขียนคำตอบแบบรวบรัด ให้เหมาะกับเวลาที่จำกัด และสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นปัญหาของตัวผมในขณะนี้  คำตอบจะช่วยให้ผมได้บันทึกทบทวนตัวเอง ขณะเดียวกันท่านที่สนใจใคร่รู้จะได้ไม่ต้องสงสัยต่อไปอีก

    จากบันทึกที่แล้ว (3 ธค. 51) ถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปครึ่งเดือนแล้วที่ผมไม่ได้บันทึกเรื่องราวอันเป็นเกร็ดความรู้ ความคิด และประสบการณ์ลงใน Blog .. ไม่ได้ลืมครับแต่มันมีเหตุให้ต้องเป็นเช่นนั้นทั้งที่ไม่อยากเป็น

     ประการแรกคือปัญหาเรื่องสุขภาพ  ผมเป็นหวัดแบบมาราธอนแบบมีอาการค่อนข้างรุนแรงเกี่ยวกับการอักเสบในช่องปาก ในคอและเชื่อมโยงไปถึงหู ลากยาวมาตั้งแต่ 1 ธค. 51 ที่ผมเดินทางไปพบท่านครูบาฯที่สวนป่ามหาชีวาลัยอีสาน เพื่อช่วยเหลืออะไรเล็กๆน้อยๆ และเดินทางกลับในวันเดียวกัน เรียกว่านอนบนรถทัวร์ 2 คืน ไป-กลับ และมาถึงบ้านราวตี 2 และเช้ามาก็มีสอนรวม 6 คาบในวันนั้น ไปจบเอาราว 1 ทุ่มครึ่ง .. กลับบ้านก็มีภารกิจงานส่วนตัวที่ต้องลุยอีก กว่าจะได้นอนก็เลยเที่ยงคืน และก็มีเหตุให้ต้องพักผ่อนนอนน้อยตลอดมา จนถึงวันนี้  อาการหวัดที่หนักไปทางเจ็บปวดในลำคอ โพรงจมูกและช่องหูที่มันยังไม่ยอมจากไปง่ายๆก็น่าจะเป็นเพราะการพักผ่อนน้อยด้วยเป็นแน่แท้

    พูดถึงยา  ผมพยายามหลีกเลี่ยงนำสารเคมีแปลกปลอมที่มากับคำว่ายาแผนปัจจุบัน เข้าสู่ร่างกายโดยไม่จำเป็น  แต่พออาการหนักก็สุดที่จะหลีกเลี่ยง  รอบนี้รับเจ้า Amoxy 500 mg. ติดต่อกัน 5 วัน ก็ไม่ได้ผล เลยต่อด้วย Amoxi-Clav 1000 mg. เม็ดละ 30 กว่าบาทอีก 5-6 วัน ก็แค่เกือบหาย .. อาการทั้งหลายก็ช่างเป็นญาติสนิท อยู่ใกล้ชิดมาจนวินาทีนี้   ตอนนี้ก็แค่ช่วยให้ทุเลาเป็นช่วงๆด้วยการรักษาความสะอาดช่องปากมากขึ้นกว่าเดิม ใช้ยาดม ยาทา ยาพ่น ไปตามอาการครับ

    นอกจากพักผ่อนน้อยแล้วผมยังไม่ได้ออกกำลังกายชนิดได้เหงื่อมานานแล้วด้วย  นั่นก็คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายน้อยลง

    พูดถึงงาน และกิจกรรมก็คงเป็นไปตามปกติคือมีสอนสัปดาห์ละ 9 คาบ วันอังคาร 6 และพฤหัสฯอีก 3 แต่ที่ดูจะติดพันอีรุงตุงนังก็เรื่อง งานส่วนตัวที่ไม่ทำไม่ได้ ครับ เหตุเพราะมีปัญหาหนักมากในชีวิตที่เกิดจากการก่อโดยบุคลลอื่น แต่มันมีผลกระทบต่อตัวเรามากและหนักหน่วง  แต่จะว่าไปที่บอกว่า ก่อโดยบุคลลอื่น นั้น แท้จริงก็ ก่อโดยตัวเราเอง นี่แหละ เพราะที่ดูเหมือนเขากระทำกับเรานั้น  ความจริงมันอยู่ที่เราเข้าไปแบกรับเอง ด้วยเมตตา กรุณาที่เกินพอดี อย่างที่ผมเรียกมันว่า ทุกข์ของผมเกิดจากการใช้พรหมวิหารสี่แบบกินยาไม่ครบชุด นั่นเอง คือมีเมตตากรุณาจนเกินประมาณ จนไม่มีที่ว่างให้อุเบกขาเข้ามาแสดงบทบาท ผลร้ายจึงเกิดตามเหตุดังกล่าวมาแล้ว

    ไม่เป็นไรครับ ทุกอย่างคือการเรียนรู้ ปัญหามีไว้ให้แก้ ผูกได้ก็ต้องแก้ให้ได้ จะหนักหน่วงหรือสาหัสแค่ไหนมันก็ "เช่นนั้นเอง" ครับ

    เรื่องที่ผมอยากเขียถึงแต่ไม่ได้เขียนได้แก่

  • เกร็ดความรู้ความคิดจากห้องเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับครู
  • เกร็ดความรู้จากการไปติดต่อกรมบังคับคดี 3 ครั้ง
  • เกร็ดความรู้จากการไปสวนป่ามหาชีวาลัยเมื่อ 1 ธค. 51
  • เกร็ดความรู้จากการไปบรรยายที่ บ.ไดเร็กชั่น แปลน จำกัด
  • การเตรียมการไปบรรยายและจัดกิจกรรมเรื่อง การเรียนรู้แบบ "ฉลาดรู้" 21 ธค. 51 ที่ชัยนาท
  • บันทึกเรื่องราวสุดประทับใจจากงาน ระพีเสวนา " การเรียนรู้เพื่อความเป็นไท " เมื่อ15 ธค. 51 ( เรื่องนี้อย่างน้อยจะขอเล่าด้วยภาพที่มีสาระชวนคิดแฝงมาในภาพมากมาย )
  • ฯลฯ

     เมื่อคืนเข้านอนตอนตีหนึ่งเห็นจะได้ พอตีสี่กว่าๆตื่นมาพ่นยาเข้าลำคอ แล้วก็ไม่ง่วงเพราะคิดถึงสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ .. นำภาพจากงาน ระพีเสวนา " การเรียนรู้เพื่อความเป็นไท " เมื่อ15 ธค. 51 มา Load ลงเครื่อง เตรียมปรุงแต่งเป็นบันทึกชื่อ  เล่าเรื่องด้วยภาพ งาน ระพีเสวนา " การเรียนรู้เพื่อความเป็นไท " แต่พอเริ่มเขียนกลับกลายเป็นเรื่อง ไปไหน ? ทำไม จึงเงียบหาย ? .. ดูสิ เป็นไปได้ .. ไม่เป็นไรครับ ขอขยับการเล่าเรื่อง ระพีเสวนา ไปเป็นบันทึกหน้าก็แล้วกัน

      มาถึงบรรทัดนี้ก็ใกล้ตีห้าครึ่งเต็มที อย่ากระนั้นเลย ของีบต่ออีกสักหน่อยดีกว่า (ถ้าทำได้สำเร็จ) เพราะเช้านี้มีสอน 3 คาบ .. อรุณสวัสดิ์ (good night) ครับ .. อิ อิ อิ