...

เป็นที่ทราบกันดีว่า ความเครียดที่น้อยเกินอาจทำให้คนเราเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะ ความเครียดที่มากเกินอาจทำให้คนเราป่วยทั้งทางกายและทางใจ

เว็บไซต์ "ฮาร์ท แอนด์ สโตรค ฟาวเดเชิน (Heart & Stroke Foundation / มูลนิธิโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง)" สหรัฐฯ แนะนำ 7 วิธีคลายเครียดแบบง่ายๆ สบายๆ... ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง และเสริมเคล็ดไม่ลับเข้าไป เพื่อให้คำแนะนำนี้นำไปใช้ได้จริง

...

ภาพจากวิกิพีเดีย > [ Wikipedia ]

...

(1). หาตัวกระตุ้น

  • ควรสังเกตว่า สถานการณ์ใดทำให้เราเครียดได้ง่าย เพื่อหาทาง "หลีกเลี่ยงดีกว่าต้านทาน"... ทีนี้ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรฝึกเทคนิคผ่อนคลาย ซึ่งเทคนิคที่นิยมกันมากๆ ได้แก่ การฝึกลมหายใจช้าๆ และการเกร็ง-ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

...

  • การฝึกหายใจให้ช้าลง ไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที ฝึกอย่างนี้ทุกวัน วันละ 10 นาที มีส่วนช่วยลดความเครียด และลดความดันเลือดได้ในคนหลายๆ คน
  • เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราเครียด... ให้รีบหายใจช้าลง จับเวลาดูว่า ตอนนี้หายใจกี่ครั้งต่อนาที แล้วหายใจให้ช้าลง ไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที ทำต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อยคราวละ 5 นาที เพื่ออะไรๆ จะได้เย็นลง

...

  • การฝึกเกร็ง-คลายกล้ามเนื้อนั้น... ให้ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อทีละส่วน แล้วผ่อนคลายทีละส่วน (เลิกเกร็ง) สังเกตความแตกต่างระหว่างเวลาเกร็งกับไม่เกร็ง โดยเน้นที่ใบหน้า ลำคอ ไหล่ทีละข้าง และแขนทีละข้าง คนบางคนอาจจะฝึกได้ดีขึ้นถ้าฟังเพลงบรรเลงหรือเสียงสวดมนต์ไปด้วย
  • เมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราเครียด... ให้รีบตรวจสอบทันทีว่า ตอนนี้เรากำลังเกร็งกล้ามเนื้อส่วนใด ให้คลายกล้ามเนื้อส่วนนั้นทันที และไล่ไปทีละส่วน เน้นที่ใบหน้า ลำคอ ไหล่ทีละข้าง และแขนทีละข้าง

...

(2). ระบายออกไป

  • การระบายความในใจให้คนที่รู้ใจ หรือคนที่ไว้ใจได้ฟัง มีส่วนช่วยให้ความเครียดลดลง เปรียบคล้ายการ "ยกภูเขาออกจากอก"

...

  • จุดสำคัญมากๆ คือ อย่าระบายคราวละหลายๆ เรื่องจนดูคล้ายบ่นทั้งวัน เช่น บางคนบ่นเรื่องปวดก็จะบ่นว่า ปวดตรงโน้น ปวดตรงนี้ เริ่มจากหัวจรดเท้า บ่นอยู่เป็นชั่วโมงๆ ฯลฯ
  • ถ้าบ่นแบบนี้รับรองคนรอบข้างจะ "หายแซ็บ (คำเมืองเหนือ = หายไปหมด)" ยกเว้นรวยหรือมีมรดกมาก อาจจะมีคนรับฟัง เพื่อเตรียมรับมรดก

...

  • ควรระบายความในใจออกไปคราวละเรื่อง และอย่าระบายนานเกิน 20-40 นาที เพื่อไม่ให้คนรับฟังทนไม่ไหว
  • และที่สำคัญคือ ระบายแล้ว อย่าลืมขอบคุณ ขอบใจ และหาทางตอบแทนคนรับฟัง เช่น หาของขวัญที่คนรับฟังชอบให้ ฯลฯ วันหลังจะได้มีคนรับฟังต่อ เพราะถ้าบ่นๆๆๆๆ ลูกเดียว ไม่แสดงความขอบคุณขอบใจ หรือไม่ให้ของขวัญ วันหลังอาจจะไม่มีคนรับฟังอีก

...

ภาพป้อมปราสาทภูฏานหรือ "ซอง" > [ Wikipedia ]

...

(3). ออกแรง-ออกกำลัง

  • การออกแรง-ออกกำลังมีส่วนช่วยละลายความเครียดได้ พระรูปหนึ่งกล่าวว่า "ถ้าเหงื่อออกมาก-น้ำตาจะออกน้อย ถ้าเหงื่ออออกน้อย-น้ำตาจะออกมาก" คำกล่าวนี้ยังคงใช้การได้ดีเสมอ

...

  •  การออกแรง-ออกกำลังที่ควรทำให้ได้ทุกวัน คือ การเดินและเดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส นอกจากนั้นถ้าเสริมการออกแรงแบบตะวันออก เช่น ไทเกก-ไทชิ โยคะ รำกระบองชีวจิต รำกระบองคุณป้าบุญมี ฯลฯ ได้... แบบนี้จะดีมากๆ เลย

...

(4). ให้เวลากับตัวเองบ้าง

  • อย่าไปใส่ใจคนรอบข้างมากจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง... คนเราควรมีเวลาให้ตัวเอง เก็บไว้ทำอะไรที่เราชอบ เช่น เล่นกับน้องหมา เล่นกับน้องแมว ฟังเพลง ทำสวน สวดมนต์ ฯลฯ อย่างน้อยวันละ 30 นาที

...

  • การมีเวลาให้กับตัวเองจะทำให้ตัวเราเครียดน้อยลง มีความสุขมากขึ้น ทำให้เราใส่ใจคนรอบข้างได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น (มากกว่าไปใส่ใจคนอื่นตอนเราเครียดสุดๆ)

...

ภาพป้อมปราสาทภูฏานหรือ "ซอง" > [ Wikipedia ]

...

(5). หัวเราะหรือยิ้ม

  • การฝึกหัวเราะให้เป็นมีส่วนช่วยคลายเครียดได้... ถ้าหัวเราะไม่เป็นจริงๆ การฝึกนึกถึงคนที่เรารัก หรือสัตว์ที่เรารัก แล้ว "แช่ยิ้ม" ไว้สักวันละ 10 นาทีก็ช่วยได้มาก

...

  • คนที่เป็นเสือยิ้มยากจริงๆ... ถ้าฝึกร้องเพลงแบบคาราโอเกะคนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องร้องดังๆ หรือฝึกสวดมนต์ได้ แบบนี้ก็ยังดีกว่าตีหน้าบึ้งทั้งวัน

...

(6). กินให้ดี

  • การกินอาหารที่ดีกับสุขภาพพอประมาณ ไม่กินจนอิ่มเกิน มีส่วนช่วยป้องกันอาการโมโหหิวได้ โดยเฉพาะถ้ามีอายุ 40 ปีขึ้นไป... ควรพิจารณาปรับเปลี่ยนมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ หน่อย กินวันละ 4 มื้อได้แก่ เช้า สาย เที่ยง และเย็น แทน 3 มื้อ ลดข้าวลงสัก 1 ใน 3 เพิ่มผักเพิ่มถั่วเข้าไปแทน

...

  • ผักและถั่วช่วยชะลอการย่อยอาหาร และการดูดซึมอาหาร ทำให้อิ่มได้นานขึ้น โมโหหิวน้อยลง
  • พวกเราที่ทำงานหรือเรียนหนังสือ... อย่าลืมกินอาหารมื้อเช้าและมื้อเที่ยง เนื่องจากเป็นมื้อที่มีส่วนช่วยป้องกันอาการโมโหหิวได้มากกว่ามื้ออื่นๆ

...

ภาพป้อมปราสาทภูฏานหรือ "ซอง" > [ Wikipedia ]

...

(7). อย่าลืมลาพักผ่อน

  • ตอนผู้เขียนเรียนหนังสือ... อาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า ท่านไม่เคยลาพักร้อนเลย 8 ปี ฟังดูเหมือนดี ทว่า... นี่ไม่ใช่แบบอย่างที่ "พอดี" ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรที่ท่านเป็นคนมีธาตุน้ำมากไป (ได้แก่ ธาตุ "น้ำโห" หรือขี้โมโห)

...

  • อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า ความคิดดีๆ มักจะเกิดตอนคนเรามี '3B' ได้แก่ 'Bath, Bed & Bus (bath = อาบน้ำ; bed = นอน; bus = ไปที่ที่ไม่เคยไป)
  • นั่นคือ คนเรามักจะมีความคิดดีๆ หรือความคิดสร้างสรรค์ตอนทำอะไรสบายๆ เช่น เวลาอาบน้ำ เวลานอน (บางคนได้ไอเดียดีๆ ตอนฝัน หรือตื่นขึ้นมาใหม่ๆ จึงควรเตรียมกระดาษ ปากกาหรือดินสอไว้ใกล้ตัวเสมอ) ฯลฯ

 ...

  • ช่วงเวลาพักผ่อนประจำปีเป็นช่วงเวลาของ 'bus' หรือการมีโอกาสไปเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไป หรือพักผ่อนต่อเนื่อง ทำให้เราสดชื่น และมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
  • คนเราทำงานมาทั้งปี จึงควรหาเวลาลาพักผ่อนบ้าง จะได้ไม่สะสมความเครียดข้ามปีข้ามชาติมากเกินไป

...

ภาพจากวิกิพีเดีย > [ Wikipedia ]

...

ปัญหาที่ทำให้บ้านแตกบ่อยๆ ในเมืองไทยนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากการก่อหนี้มากเกินกำลัง เพราะฉะนั้นถ้าพวกเราช่วยกันระมัดระวังไม่ก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นจริงๆ เริ่มจากการไม่ไปค้ำประกันหนี้คนอื่น ไม่ใช้สินค้าหรือบริการเงินผ่อนมากเกิน ไม่กู้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แบบนี้จะช่วยป้องกันความเครียดได้มาก

พยายามลดรายจ่ายประจำให้เหลือน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นจริงๆ อย่าค้ำ(ประกันคนอื่น) อย่ากู้ อย่าผ่อน... แล้วชีวิตจะเบาลงแยะ

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

 

ที่มา                                                            

...

 

 

  • Thank Heart & Stroke Foundation > Reduce your stress > [ Click ] > March 2008.

 

 

...

  • ข้อมูลในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค  
  • ท่านผู้อ่านที่มีโรคประจำตัว หรือมีความเสี่ยงต่อโรคสูง... ควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้ 

...

  • ขอขอบพระคุณ > อ.นพ.ศิริชัย ภัทรนุธาพร สสจ.ลำปาง + อ.นพ.โอฬาร ยิ่งเสรี ผอ.รพ.ห้างฉัตร + อ.อรพินท์ บุญเสริม + อ.อนุพงษ์ แก้วมา > สนับสนุนเทคนิค iT.   
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง > 18 พฤศจิกายน 2551.  

...

  • สงวนลิขสิทธิ์บทความในบล็อก "บ้านสุขภาพ" และ "บ้านสาระ" > ยินดีให้นำไปใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ หรือเผยแพร่ความรู้ได้ ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า. 

...