วันนี้ (10 พ.ย.51)มีภารกิจที่ต้องดำเนินการหลัก ๆ อยู่ 2 งาน
งานแรกคือประเพณีลอยกระทงของมหาวิทยาลัย ซึ่งปีนี้ถือว่าพิเศษอยู่ไม่น้อย เนื่องจากหน่วยงานในมหาวิทยาลัยลงมาร่วมกับนิสิตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และที่สำคัญก็คือ เทศบาลตำบลขามเรียง ได้พร้อมใจเคลื่อนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมนี้อย่างสนิทแน่น
ส่วนภารกิจอีกประการนั้นก็คือ การนำพานิสิตผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันสัญจรไปทอดกฐินสามัคคี ณ วัดป่าวังเกาะเกิ้ง
ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม ซึ่งภารกิจนี้เป็นพันธะทางใจที่ผมและน้องนิสิตหลายคนหมายมั่นปั้นมือว่า “ทุกข์ยากแค่ไหน เราก็จะไปให้จงได้”

ผมเคยได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกฐินที่ว่านี้ไปบ้างแล้ว และครั้งนั้นเคยเกริ่นบอกมิ่งมิตรทั้งหลายว่า เมื่อใกล้เวลาคงได้เชื้อเชิญให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมสมทบทุนกันอีกรอบ แต่จนแล้วจนรอดเรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไปนาน เพราะผมมีอันต้องสัญจรไปยังที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้
งานกฐิน หรือ “บุญกฐิน” ที่ว่านี้ จัดขึ้นในแบบวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า “กฐินโบราณ” มีขนบแห่งการ “กวนข้าวทิพย์” เฉกเช่นทั่วไป เว้นเสียแต่กระบวนการถอดถวายผ้าจีวรต่าง ๆ นั้นแตกต่างไปจากที่พบเห็นอย่างสิ้นเชิง เพราะผ้าจีวรที่ว่านั้น ถูกรังสรรค์ด้วยสองมือของแต่ละคน และปรุงแต่งด้วยศรัทธาในหัวใจแต่ละดวง โดยปราศจากเครื่องจักรใด ๆ มาขับเคลื่อน
ย้อนกลับไปในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นช่วงที่วัดกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำท่วม ผมและทีมงานได้เดินทางฝ่าท้องน้ำที่แสนลึกและไหลเชี่ยวเข้าไปยังวัดป่าวังเกาะเกิ้ง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อถวายปัจจัยและเครื่องยังชีพตามกำลังที่มีอยู่
การไปเยือนในครั้งนั้น - กล่าวได้ว่า เราเป็นกลุ่มแรกที่เดินทางเข้าไปให้การช่วยเหลืออย่างเป็นทางการเลยก็ว่าได้
ครั้งนั้น ผมมีโอกาสได้พบปะกับพระอาจารย์กมล อตตทโม (ประธานสงฆ์วัดป่าวังเกาะเกิ้ง) ซึ่งท่านได้บอกเล่าถึงสภาพการณ์ทั่วไปของวัด รวมถึงการเกริ่นถึงภารกิจเร่งด่วนเกี่ยวกับการสร้างศาลาอเนกประสงค์ เพื่อรองรับประเพณีกฐินโบราณของวัดที่กำลังจะมีขึ้นในต้นเดือนพฤศจิกายน
จากการประมาณการเบื้องต้นทำให้พอคาดเดาได้ว่า เฉพาะการมุงหลังคาและเทพื้นศาลาหลังนี้น่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท และสำคัญที่สุดก็คือ ถ้าศาลาหลังนี้สร้างไม่แล้วเสร็จ วัดทั้งวัดก็อาจต้องแจวเรือข้ามแม่น้ำชีมายังโรงเรียนที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่ง เพื่อใช้สถานที่ของโรงเรียนดังกล่าวเป็นจุดตั้งกฐินแทน ฟังดูจึงอดที่จะสะท้อนใจไม่ได้ เพราะตั้งแต่เล็กจนโตปานนี้ก็ไม่เคยเห็นการทอดกฐินนอกวัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว -


(สภาพทั่วไปของศาลาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับกฐินโบราณ)
ภายหลังการพูดคุยได้หยุดติลง ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง จึงขันอาสาแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะเป็นแรงเคลื่อนในภารกิจนี้เอง จะได้มากหรือน้อยก็จะพยายามอย่างเต็มที่ และนั่นคือการตัดสินใจ บนพื้นฐานความรู้สึกนึกคิดในทำนองว่า “เอาใจนำพา เอาศรัทธานำทาง.”
ผมไม่กล้าขานรับเสียทั้งหมด เพราะไม่อยากให้ทางวัดฝากหวังไว้กับคนธรรมดา ๆ เช่นผมนัก แต่ลึกเร้นของตัวเองนั้น ก็รับปากอย่างมั่นเหมาะว่า งานนี้ผมและทีมงานจะทุ่มเทกายใจอย่างเต็มที่ โดยไม่เกี่ยงงอนว่าจะพบเจอกับอุปสรรคใด ๆ
ถัดจากนั้น, ก่อนการเดินทางไปราชการทั้งในและต่างประเทศอันยาวเหยียดของชีวิต ผมก็จำต้องฝากให้น้อง ๆ “กลุ่มไหล” ได้รับช่วงภารกิจแห่งใจนี้แทน ซึ่งงบประมาณส่วนหนึ่งเราก็ได้ร่วมกันลงแรงขอรับบริจาคมาตามกาละต่าง ๆ มาบ้างแล้ว แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าเป็นช่วงปิดเรียน การขับเคลื่อนของเราจึงดูเงียบ ๆ เหงา ๆ อยู่บ้าง จนในที่สุดวันที่ 29 – 30 ตุลาคม 2551 น้อง ๆ ทีมไหลก็ลงพื้นที่ช่วยพระสงฆ์ลงแรงมุงหลังคากันยกใหญ่ ขณะที่ผมทำดีที่สุดก็เพียงโทรศัพท์มาทักทาย, ให้กำลังใจและติดตามงานกับน้อง ๆ ว่าเป็นไปอย่างไรกันบ้าง ?
การเดินทางไปยังวัดครั้งนั้น เรามีเงินไปถวายสมทบเป็นค่าสังกะสีและกรวดดินหินปูน จำนวน 10,000 บาท ส่วนค่าอาหารของนิสิตนั้น ผมมอบค่าอาหารอันน้อยนิดให้น้อง ๆ พร้อมกล่าวติดตลกให้แต่ละคนกินตามมีตามเกิด และย้ำให้ทุกคนทำให้ดีที่สุด ซึ่งนั่นก็หมายถึง “ให้มีความสุขกับงานที่ทำ เพราะคงไม่มีใครโชคดีเหมือนกับพวกเราแล้ว...”
ผมไม่รู้หรอกว่า วิธีการของผมนั้นดูแห้งผากและหนักหน่วงเกินไปสำหรับน้องนิสิตหรือไม่ ? แต่เท่าที่เคยสัมผัสคลุกคลีกันนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า พวกเขามีใจรักต่องานในทำนองนี้ และพร้อมเสมอกับการทำงาน “เพื่อส่วนรวมและสังคมที่ดีกว่าเสมอ” และการที่ผมไม่ได้อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขาในภาวะเช่นนั้น ก็มิได้หมายความว่า จิตวิญญาณของผมไม่ได้อยู่กับพวกเขา !
จนในที่สุด...
วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2551 ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวผู้ซึ่งเป็นต้นตำรับการกอดอุ่นซึ่งอยู่ไกลถึงเชียงใหม่ (ของพี่อึ่งอ๊อบ..) โทรมาถามข่าวคราวว่าภารกิจแห่งใจที่ว่านั้นไปถึงไหนแล้ว เงินทองพอหรือยัง ? ...
ผมไม่รู้จะตอบไปด้วยน้ำเสียงใด เพราะส่วนหนึ่งคือค่อนข้างจะเกรงใจเอามาก ๆ และรู้สึกผิดที่เงียบหายไปจากระบบเสียนาน ด้วยเหตุนั้นจึงตอบแบบซื่อ ๆ ไปว่า “มีส่วนหนึ่งแล้ว... และตัดสินใจกันแล้วว่า จะร่วมทอดกฐินเท่าที่มีอยู่ในมือของตัวเองเป็นที่ตั้ง”
แต่ท้ายที่สุดแล้ว สุดพี่สาวท่านนี้ ก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะโอนเงินมาสมทบอย่างไม่เปลี่ยนแปลง –


เช้าวันนี้ ...
ผมและทีมงานช่วยกันหยิบโน่นหยิบนี่ตั้งเป็น “ต้นเงิน” ขึ้นมาแบบง่าย ๆ โดยอาศัยเงินที่พี่อึ่ง
อ๊อบโอนมาให้ในจำนวน 5,000 บาทเป็นตัวตั้ง
เงินจำนวนดังกล่าวก็เป็นเงินตามเจตนารมณ์ของครอบครัว “พวงปทุม” ซึ่งมีหัวเรือใหญ่อย่างพี่สมศรี พวงประทุม เป็นผู้ส่งมอบลัดฟ้ามาร่วมทำบุญกับเรา จากนั้นเราก็ช่วยกันขยับ “บอกบุญ” กันอีกรอบ ช่วยกันต่อยอดกันคนละนิดคนละหน่อย เริ่มจากมหาวิทยาลัยไปจนถึงท่าน้ำในตัววัด ก็ปรากฏว่าในเช้านี้เรารวบรวมเงินได้ในจำนวนทั้งสิ้น 9,196.75 บาท และเมื่อรวมสุทธิย้อนหลังไปจนถึงวันแรกที่มอบถวายนั้น ก็รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 24,196.75 บาท
นี่คือภารกิจแห่งใจที่ทำแล้วสัมผัสได้ถึงความสุขแห่งใจอันเงียบสงบ เรามีโอกาสได้นั่งทานข้าวเที่ยงในศาลาหลังเล็ก ๆ ที่เรามีส่วนกับการขับเคลื่อน และสัมผัสกับบรรยากาศงานบุญอันเรียบง่าย ไม่อึกทึกครึกโครม และทุกอย่างก็ดูอบอุ่นคุ้นเคยอย่างที่ไม่เคยคาดการณ์มาก่อน
ศาลาหลังดังกล่าวมุงด้วยสังกะสีสีแดง ทั้งหลังเปิดโล่งไม่มีผนังปิดกั้น และตั้งอยู่ริมน้ำที่ท่วมมาจากแม่น้ำชี สายลมทั้งจากหมู่ไม้และคลื่นน้ำแผ่วพัดมาเยือนเป็นระยะ ๆ ช่วยให้บริบทแห่งงานกฐินเย็นฉ่ำและชื่นเย็นเกินกว่าจะอธิบายได้
ภายหลังการกินข้าวเที่ยงแล้วเสร็จ นิสิตส่วนหนึ่งขยับเข้าเย็บผ้าจีวรร่วมกับชาวบ้าน โดยมีพระสงฆ์และชาวบ้านให้ความเมตตา “บอกกล่าวเล่าสอน” เป็นระยะ ๆ ทั้งวิธีการเย็บและโยงไปถึงคตินิยมในบางเรื่องที่เกี่ยวโยงกับประเพณีดั้งเดิมนี้


ผ้าดิบสีขาวถูกเย็บด้วยเข็มหลายสิบเล่ม ผ่านมือหลายมือและดวงใจหลายดวง ท่ามกลางแววตาอันเปี่ยมปิติ ญาติโยมที่หลากไหลมาจากจังหวัดต่าง ๆ ขยับเข้าสู่การงานแห่งศรัทธาร่วมกันอย่างสนิทแน่นราวกับแต่ละคนคุ้นเคยกันมาเสียเนิ่นนาน ...
การเย็บผ้าจีวรด้วยมือโดยปราศจากเครื่องจักรแห่งยุคสมัย อาจดูเป็นความเชยช้าบ้าง แต่ในทางจิตใจแล้วถือเป็นความสุขใจอันยิ่งยวด เพราะกระบวนการเหล่านี้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่ละคนต้องช่วยกันนั่งเย็บคนละมุมคนละด้าน คนที่ไม่ได้เย็บก็นั่งเตรียมเข็มเตรียมด้ายให้พร้อมสรรพเพื่อส่งต่อให้กับคนเย็บได้ทันท่วงทีอย่างไม่ติดขัด หากใครเหนื่อยก็ขยับออกมาพัก และอีกคนก็ขยับเข้ารับหน้าที่อันมีเกียรตินั้นอย่างไม่เกี่ยงงอน ขณะที่บางคนก็ลำเลียงน้ำท่ามาให้ดื่มอย่างเป็นกันเอง
ในขณะที่ผมเฝ้ามองการเย็บผ้าจีวรของนิสิตกับชาวบ้านนั้น ผมกลับหวนคิดถึงเรื่องราวของหญิงชาวบ้านที่พากเพียรทอผ้าอย่างมุ่งมั่น เพียงเพื่อนำผ้าผืนนั้นส่งมอบให้กับลูกชายและลูกสาวได้ใช้ติดตัว และความรู้สึกนั้น ก็คงไม่ต่างไปจากความพากเพียรและมุ่งมั่นของผู้คนที่กำลังก้มหน้าก้มตาร้อยเรียงเข็มและด้ายผูกยึดจีวรผืนใหม่ เพื่อทอดถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ตนกราบไหว้ศรัทธา

นิสิตจีนสองคนถือโอกาสเรียนรู้ภูมิปัญญากับชาวบ้าน
สำหรับผ้าผืนที่เย็บเสร็จแล้วก็ถูกทยอยนำไปแช่น้ำในกะละมังใบโตเพื่อรอเข้าสู่การย้อมสีจากเปลือกไม้ เฉกเช่นกับอีกมุมหนึ่งใกล้ ๆ กับศาลาก็ถูกจัดเตรียมไว้เป็นสถานที่ย้อมผ้าอย่างเป็นสัดส่วน มีเชือกผูกโยงราวกับจะบ่งบอกว่าเป็นพื้นที่พิเศษของพิธีกรรมอะไรสักอย่างก็ไม่ปาน โดยบริเวณดังกล่าวมีกระทะใบใหญ่ต้มน้ำเดือดปุด ๆ อยู่ตลอดเวลา ภายในกระทะนั้นเต็มไปด้วยเปลือกต้นประดู่นอนแน่นิ่งอยู่ก้นกระทะ
เปลือกประดู่จำนวนหลายชิ้นที่ถูกต้มด้วยน้ำเดือดและมีเกลือเป็นส่วนผสมนั้น กลายมาเป็น “น้ำฝาด” (น้ำที่ออกรสฝาด) ออกโทนสีอิฐลอยเป็นคลื่นน้ำอยู่ในกระทะอย่างเข้มข้น บ่งบอกให้รู้ว่าพร้อมเสมอสำหรับการเคี่ยวสีของผ้าดิบจากสีขาวสะอาดเป็นสีแห่งพุทธธรรมตามแบบวิถีพุทธ
และเมื่อทุกอย่างพร้อม เราต่างก็ได้เห็นกระบวนการของการนำเอาผ้าดิบที่เย็บเป็นจีวรเสร็จสรรพเข้าสู่กระบวนการย้อมสีจากเปลือกไม้อันเป็นภูมิปัญญาที่ล้ำค่า โดยเริ่มจากการกรองเอาน้ำฝาดออกมาจากกระทะแล้วเทลงในกะละมังที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วก็นำผ้าจีวรสีขาวนั้นหย่อนลงในกะละมังแล้วใช้มือขยี้คล้าย ๆ กับการซักผ้า เพื่อช่วยให้น้ำฝาดได้ซึมเข้าสู่เส้นใยของผ้าอย่างถ้วนทั่ว เสร็จแล้วก็นำไปผึ่งแดดผึ่งลม หรือไม่ก็นำไปหมักกับโคลนเพื่อให้ผ้าจีวรมีสีที่เข้มข้นและคงทน จากนั้นจึงนำเข้าสู่กระบวนการของการทอดถวายตามวิถีวัฒนธรรมที่เคยเป็นมา

การได้สัมผัสกับกระบวนการเช่นนี้ ถือเป็นความโชคดีของชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในมิติของการสืบสานประเพณีทอดกฐินโบราณที่ยึดมั่นด้วยการนำภูมิปัญญามาหลอมรวมกับศรัทธาของหัวใจ เพราะกระบวนการดังกล่าว แทบไม่ปรากฏให้พบเห็นแล้วในปัจจุบัน หรือมีก็คงหาดูได้ยากยิ่งอยู่มิใช่น้อย
การเย็บจีวรด้วยมือและย้อมสีจีวรจากสีของเปลือกไม้เช่นนี้ คือภาพสะท้อนภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่นับวันก็เลือนหายไปเกือบสิ้น โดยวิถีแห่งความสะดวกของยุคสมัยได้ก้าวกระโดดเข้ามาทำหน้าที่แทนสิ่งเหล่านี้แล้วอย่างสง่าผ่าเผย และคนส่วนใหญ่ก็พึงใจกับภาวะเช่นนี้เป็นที่สุด ซึ่งนั่นก็ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นวิธีการที่ผิด หากแต่มีความชอบธรรมอย่างมากกับการเป็นเช่นนั้น (และยังจะเป็นเช่นนั้นไปอีกนาน)
เช่นเดียวกับการมาร่วมบุญกฐินโบราณในครั้งนี้ ก็ยังสื่อให้ผมเข้าใจอย่างหนักแน่นว่า กฐินอันแท้จริงนั้น ก็มิจำเป็นต้องมีทุนทรัพย์มากมายมหาศาลเสียทีเดียวจึงจะเป็นเจ้าภาพ “ปักกฐิน” ได้ หากวิถีเช่นนี้ เป็นวิถีแห่งความสมถะเรียบงาม ยากดีมีจนแค่ไหนก็มาร่วมกันได้ ขอเพียงมี “ใจนำพา มีศรัทธานำทาง” ทุกคนก็ร่วมเป็นเจ้าภาพกฐินโบราณนี้ร่วมกันได้อย่างไม่ยากเย็น

การกรองน้ำฝาดเพื่อเตรียมสู่การย้อมผ้าจีวร


โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังไม่เคยได้ศึกษามาก่อนว่า ลายตะเข็บที่เย็บปรากฏในจีวรนั้นมีเรื่องราวเช่นใดบ้าง ครั้นได้ฟังพระท่านบอกเล่าแล้วยิ่งมีความรู้สึกซาบซึ้งเป็นที่สุด ซึ่งภาพรวมนั้นก็ตะเข็บการเย็บเชื่มผ้าแต่และส่วนนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นเสมือนคันนาที่กั้นผืนนานในแต่ละแปลง มีแปลงเล็กแปลงใหญ่ มีลำธารหล่อเลี้ยงการเพาะปลูกข้าวอย่างเป็นรูปธรรม และสิ่งเหล่านั้นก็สื่อถึงความยิ่งใหญ่แห่งการเป็น “ชาวนา” .. และเป็นความยิ่งใหญ่ของทรัพย์อันประเสริฐอีกอย่างนั่นก็คือ “ข้าว” ที่ชาวนาปลูกนั่นเอง

ยังคงมีเรื่องเล่าอีกมากมายเกี่ยวกับกฐินโบราณ และตำนานพุทธประวัติที่เกี่ยวโยงกับตะเข็บที่เกิดจากการเย็บจีวร ซึ่งผมเองก็จำต้องถอยกลับไปศึกษาอย่างยกใหญ่อีกครั้ง และนั่นก็คงให้คำตอบอะไรได้มากมายสำหรับการเรียนรู้ของตนเอง ทั้งวิถีวัฒนธรรมโบราณของการทอดกฐิน รวมถึงกระบวนการดั้งเดิมของการเย็บและย้อมจีวรจากเปลือกไม้ที่แฝงเร้นแง่คิดในด้านภูมิปัญญา ความพอเพียง การอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น
และเมื่อมีโอกาส คงได้กลับมาเล่าอย่างเป็นการเป็นงาน และลึกลงในทางเนื้อหามากกว่านี้ก็เป็นได้
หรือหากมิ่งมิตรท่านใดพอจะเติมเต็มให้ละเอียดลึกมากกว่านี้ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ...
เป็นกิจกรรมที่ดีมากค่ะ เอาใจช่วยคนสารคามเหมือนกันจ๊ะ
มาร่วม อนุโมทนาบุญค่ะ
สวัสดีค่ะ
* เข้ามาทอดกฐินโบราณค่ะ
* เคยร่วมบุญนี้ที่ อ. ยางตลาด หลายสิบปีแล้ว
* กฐินโบราณ “เอาใจนำพา เอาศรัทธานำทาง.”
* กฐินสมัย " เอาปัจจัยนำพา พอมีศรัธานำทาง "
* กิจกรรมเช่นนี้น้องๆ นักศึกษาควรเรียนรู้ไว้เพื่อสานต่อ
* ขอชื่นชมอาจารย์ที่สรรหากิจกรรมดีๆ ให้แก่นักศึกษา
* สุขกายสุขใจนะคะ
มาร่วมชื่นชมน้องชายค่ะ
ประเพณีโบราณทุกวันนี้ หาดูได้ยากขึ้น การอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้ดู จะทำให้ประเพณียังอยู่ค่ะ
ขอแจ้งไว้ก่อนนะคะว่า ทีมขอนแก่นที่จะไปปาย ด้วยกันมี : -
ทีม G2K จาก รพ ศรีนครินทร์มี 4 คน นะคะ
คุณพนัสและครอบครัว 4 คน
รวมเป็น 8 คนค่ะ
สวัสดีครับ... เสือผู้หญิง
ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ..
ตราบยังมีพลัง ผมก็ยังคิดว่าจะพยายามค้นหาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้กับตัวเองและนิสิตอยู่เรื่อย ๆ .. ส่วนเขาจะได้รับอะไรหรือไม่ ก็คงขึ้นอยู่กับตัวเขาเองแหละครับว่าจะสังเคราะห์ได้หรือไม่
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ...กล้วยแขก~natadee
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ.. และถือซะว่า บันทึกนี้คือการบอกบุญและร่วมรับบุญกุศลอันดีงามร่วมกันอย่างถ้วนทั่ว...
ทำบุญร่วมชาติ, ตักบาตรร่วมบล็อก - ประมาณนี้ นะครับ
สวัสดีครับ . นาง พรรณา ผิวเผือก (ไม่มีชื่อกลาง)
ผมมีความสุขใจมากที่ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ และดีใจมากเป็นพิเศษที่มีนิสิตส่วนหนึ่งสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรม เสียดายก็แต่วันนี้เป็นวัยเดียวกับที่มหาวิทยาลัยจัดประเพณีลอยกระทง ..
ผมมองว่า ทุกวันนี้ หมู่บ้านหลายหมู่บ้านมีงานกฐินกันใหญ่โตมาก แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า คนในหมู่บ้านน้อยนักที่มีโอกาสเป็นเจ้าภาพ "ปักกฐิน" ด้วยตนเอง จะมีก็แต่กฐินจากที่อื่นมาทอดถวาย ซึ่งนั่นเป็นผลพวงของกฐินในวิถีใหม่ ที่ปฏิเสธต้นทุนเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ไม่ได้ ..
...
มีความสุขมาก ๆ นะครับ
สาธุ สาธ สาธุ อนุโมทนาค่ะ
-สวัสดึค่ะ
-ครูต้อยมา สาธุโมทนา กลุ่มไหล และทุกคนที่มีอยู่ในบล็อก
-วันนี้ครูต้อยไปทำบุญเดินจงกลมมาร่วมบุญนะคะ อาจารย์
อิ่มบุญกันถ้วนหน้าครับ....เสียดายกลุ่มไหลไปไม่ครบทีม ปล่อยให้ผมลุยเดี่ยว....
ดีใจมากค่ะที่ได้อ่านบันทึกนี้ คุณแผ่นดินเล่าเรื่องจนรู้สึกว่าได้นั่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย อยากลงมือทำด้วยค่ะ เช่นเย็บผ้า ย้อมผ้า
กฐินโบราณ เป็นความรู้นอกห้องเรียน-ห้องสมุดจริงๆค่ะ ขอบคุณนะคะ
น้องๆ กลุ่มไหล น่ารักจริงๆ ค่ะ (อ่านจากเรื่องใหม่กว่า แล้วย้อนกลับมาเรื่องก่อนหน้าค่ะ)
สวัสดีครับ พี่แก้ว แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
เช้านี้กำลังเดินทางไปร่วมงานแต่งงานของน้องที่รู้จักกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัยและทำกิจกรรมร่วมกันเสมอมา
ที่สำคัญ เขาเองก็เป็นคนสื่อสารเรื่องวัดนี้มายังผม, จนทำให้ผมมีโอกาสนำนิสิตเข้าไปเรียนรู้อย่างที่เป็นอยู่
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ..นายสายลม อักษรสุนทรีย์
สวัสดีครับ น้าอึ่งอ๊อบ คนสวย แซ่เฮ
บอกตามตรงเลยครับ, ภารกิจนี้ ถ้าไม่ได้ครอบครัวพี่อึ่งอ๊อบ ผมและน้อง ๆ ก็คงลำบากอยู่ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
ผมไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร, จึงได้แต่ตั้งมั่นและทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุดตามเจตนารมณ์ของพี่เป็นที่ตั้ง
ขอบพระคุณจริง ๆ ครับ