การเย็บจีวรด้วยมือและย้อมสีจีวรจากสีของเปลือกไม้เช่นนี้ คือภาพสะท้อนภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่นับวันก็เลือนหายไปเกือบสิ้น

วันนี้ (10 พ.ย.51)มีภารกิจที่ต้องดำเนินการหลัก ๆ อยู่ 2 งาน 
งานแรกคือประเพณีลอยกระทงของมหาวิทยาลัย  ซึ่งปีนี้ถือว่าพิเศษอยู่ไม่น้อย  เนื่องจากหน่วยงานในมหาวิทยาลัยลงมาร่วมกับนิสิตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  และที่สำคัญก็คือ  เทศบาลตำบลขามเรียง  ได้พร้อมใจเคลื่อนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมนี้อย่างสนิทแน่น

  

 

ส่วนภารกิจอีกประการนั้นก็คือ  การนำพานิสิตผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันสัญจรไปทอดกฐินสามัคคี ณ  วัดป่าวังเกาะเกิ้ง 
ต.เกิ้ง  อ.เมือง  จ.มหาสารคาม
  ซึ่งภารกิจนี้เป็นพันธะทางใจที่ผมและน้องนิสิตหลายคนหมายมั่นปั้นมือว่า
ทุกข์ยากแค่ไหน  เราก็จะไปให้จงได้

 

 

 

 

ผมเคยได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกฐินที่ว่านี้ไปบ้างแล้ว  และครั้งนั้นเคยเกริ่นบอกมิ่งมิตรทั้งหลายว่า  เมื่อใกล้เวลาคงได้เชื้อเชิญให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมสมทบทุนกันอีกรอบ  แต่จนแล้วจนรอดเรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไปนาน  เพราะผมมีอันต้องสัญจรไปยังที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง  จนไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้

  

 

งานกฐิน หรือ บุญกฐิน ที่ว่านี้  จัดขึ้นในแบบวัฒนธรรมดั้งเดิม  ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า  กฐินโบราณ  มีขนบแห่งการ กวนข้าวทิพย์ เฉกเช่นทั่วไป   เว้นเสียแต่กระบวนการถอดถวายผ้าจีวรต่าง ๆ นั้นแตกต่างไปจากที่พบเห็นอย่างสิ้นเชิง   เพราะผ้าจีวรที่ว่านั้น  ถูกรังสรรค์ด้วยสองมือของแต่ละคน  และปรุงแต่งด้วยศรัทธาในหัวใจแต่ละดวง  โดยปราศจากเครื่องจักรใด ๆ  มาขับเคลื่อน

 

 

ย้อนกลับไปในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นช่วงที่วัดกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำท่วม  ผมและทีมงานได้เดินทางฝ่าท้องน้ำที่แสนลึกและไหลเชี่ยวเข้าไปยังวัดป่าวังเกาะเกิ้ง  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อถวายปัจจัยและเครื่องยังชีพตามกำลังที่มีอยู่     

 

 

การไปเยือนในครั้งนั้น  - กล่าวได้ว่า  เราเป็นกลุ่มแรกที่เดินทางเข้าไปให้การช่วยเหลืออย่างเป็นทางการเลยก็ว่าได้    

 

ครั้งนั้น  ผมมีโอกาสได้พบปะกับพระอาจารย์กมล  อตตทโม  (ประธานสงฆ์วัดป่าวังเกาะเกิ้ง)  ซึ่งท่านได้บอกเล่าถึงสภาพการณ์ทั่วไปของวัด  รวมถึงการเกริ่นถึงภารกิจเร่งด่วนเกี่ยวกับการสร้างศาลาอเนกประสงค์  เพื่อรองรับประเพณีกฐินโบราณของวัดที่กำลังจะมีขึ้นในต้นเดือนพฤศจิกายน  

 

จากการประมาณการเบื้องต้นทำให้พอคาดเดาได้ว่า  เฉพาะการมุงหลังคาและเทพื้นศาลาหลังนี้น่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า  20,000 บาท  และสำคัญที่สุดก็คือ  ถ้าศาลาหลังนี้สร้างไม่แล้วเสร็จ  วัดทั้งวัดก็อาจต้องแจวเรือข้ามแม่น้ำชีมายังโรงเรียนที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่ง  เพื่อใช้สถานที่ของโรงเรียนดังกล่าวเป็นจุดตั้งกฐินแทน  ฟังดูจึงอดที่จะสะท้อนใจไม่ได้  เพราะตั้งแต่เล็กจนโตปานนี้ก็ไม่เคยเห็นการทอดกฐินนอกวัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว  -

 

 


(สภาพทั่วไปของศาลาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับกฐินโบราณ)

 

  

ภายหลังการพูดคุยได้หยุดติลง  ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง  จึงขันอาสาแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะเป็นแรงเคลื่อนในภารกิจนี้เอง จะได้มากหรือน้อยก็จะพยายามอย่างเต็มที่   และนั่นคือการตัดสินใจ  บนพื้นฐานความรู้สึกนึกคิดในทำนองว่า  เอาใจนำพา  เอาศรัทธานำทาง. 

  

 

ผมไม่กล้าขานรับเสียทั้งหมด  เพราะไม่อยากให้ทางวัดฝากหวังไว้กับคนธรรมดา ๆ เช่นผมนัก  แต่ลึกเร้นของตัวเองนั้น  ก็รับปากอย่างมั่นเหมาะว่า  งานนี้ผมและทีมงานจะทุ่มเทกายใจอย่างเต็มที่  โดยไม่เกี่ยงงอนว่าจะพบเจอกับอุปสรรคใด ๆ 

 

 

ถัดจากนั้น,  ก่อนการเดินทางไปราชการทั้งในและต่างประเทศอันยาวเหยียดของชีวิต  ผมก็จำต้องฝากให้น้อง ๆ  กลุ่มไหล  ได้รับช่วงภารกิจแห่งใจนี้แทน  ซึ่งงบประมาณส่วนหนึ่งเราก็ได้ร่วมกันลงแรงขอรับบริจาคมาตามกาละต่าง ๆ  มาบ้างแล้ว  แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าเป็นช่วงปิดเรียน  การขับเคลื่อนของเราจึงดูเงียบ ๆ  เหงา ๆ  อยู่บ้าง   จนในที่สุดวันที่  29 – 30  ตุลาคม  2551  น้อง ๆ ทีมไหลก็ลงพื้นที่ช่วยพระสงฆ์ลงแรงมุงหลังคากันยกใหญ่ ขณะที่ผมทำดีที่สุดก็เพียงโทรศัพท์มาทักทาย, ให้กำลังใจและติดตามงานกับน้อง ๆ ว่าเป็นไปอย่างไรกันบ้าง ? 

 

 

การเดินทางไปยังวัดครั้งนั้น  เรามีเงินไปถวายสมทบเป็นค่าสังกะสีและกรวดดินหินปูน จำนวน 10,000 บาท  ส่วนค่าอาหารของนิสิตนั้น  ผมมอบค่าอาหารอันน้อยนิดให้น้อง ๆ  พร้อมกล่าวติดตลกให้แต่ละคนกินตามมีตามเกิด  และย้ำให้ทุกคนทำให้ดีที่สุด  ซึ่งนั่นก็หมายถึง  ให้มีความสุขกับงานที่ทำ  เพราะคงไม่มีใครโชคดีเหมือนกับพวกเราแล้ว...

 

 

ผมไม่รู้หรอกว่า   วิธีการของผมนั้นดูแห้งผากและหนักหน่วงเกินไปสำหรับน้องนิสิตหรือไม่ ?  แต่เท่าที่เคยสัมผัสคลุกคลีกันนั้น  ผมเชื่อเหลือเกินว่า  พวกเขามีใจรักต่องานในทำนองนี้  และพร้อมเสมอกับการทำงาน เพื่อส่วนรวมและสังคมที่ดีกว่าเสมอ  และการที่ผมไม่ได้อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขาในภาวะเช่นนั้น ก็มิได้หมายความว่า จิตวิญญาณของผมไม่ได้อยู่กับพวกเขา !

 

จนในที่สุด...
วันศุกร์ที่
7 พฤศจิกายน  2551  ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวผู้ซึ่งเป็นต้นตำรับการกอดอุ่นซึ่งอยู่ไกลถึงเชียงใหม่ (ของพี่อึ่งอ๊อบ..)  โทรมาถามข่าวคราวว่าภารกิจแห่งใจที่ว่านั้นไปถึงไหนแล้ว  เงินทองพอหรือยัง ? ...

 

ผมไม่รู้จะตอบไปด้วยน้ำเสียงใด   เพราะส่วนหนึ่งคือค่อนข้างจะเกรงใจเอามาก ๆ  และรู้สึกผิดที่เงียบหายไปจากระบบเสียนาน  ด้วยเหตุนั้นจึงตอบแบบซื่อ ๆ  ไปว่า  มีส่วนหนึ่งแล้ว... และตัดสินใจกันแล้วว่า  จะร่วมทอดกฐินเท่าที่มีอยู่ในมือของตัวเองเป็นที่ตั้ง 

 

แต่ท้ายที่สุดแล้ว  สุดพี่สาวท่านนี้  ก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะโอนเงินมาสมทบอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

เช้าวันนี้ ...
ผมและทีมงานช่วยกันหยิบโน่นหยิบนี่ตั้งเป็น
ต้นเงิน  ขึ้นมาแบบง่าย ๆ  โดยอาศัยเงินที่พี่อึ่ง
อ๊อบโอนมาให้ในจำนวน
5,000 บาทเป็นตัวตั้ง 

 

เงินจำนวนดังกล่าวก็เป็นเงินตามเจตนารมณ์ของครอบครัว พวงปทุม  ซึ่งมีหัวเรือใหญ่อย่างพี่สมศรี  พวงประทุม  เป็นผู้ส่งมอบลัดฟ้ามาร่วมทำบุญกับเรา   จากนั้นเราก็ช่วยกันขยับ บอกบุญ  กันอีกรอบ  ช่วยกันต่อยอดกันคนละนิดคนละหน่อย  เริ่มจากมหาวิทยาลัยไปจนถึงท่าน้ำในตัววัด  ก็ปรากฏว่าในเช้านี้เรารวบรวมเงินได้ในจำนวนทั้งสิ้น  9,196.75 บาท  และเมื่อรวมสุทธิย้อนหลังไปจนถึงวันแรกที่มอบถวายนั้น  ก็รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 24,196.75  บาท

 

นี่คือภารกิจแห่งใจที่ทำแล้วสัมผัสได้ถึงความสุขแห่งใจอันเงียบสงบ   เรามีโอกาสได้นั่งทานข้าวเที่ยงในศาลาหลังเล็ก ๆ ที่เรามีส่วนกับการขับเคลื่อน  และสัมผัสกับบรรยากาศงานบุญอันเรียบง่าย ไม่อึกทึกครึกโครม  และทุกอย่างก็ดูอบอุ่นคุ้นเคยอย่างที่ไม่เคยคาดการณ์มาก่อน 

 

ศาลาหลังดังกล่าวมุงด้วยสังกะสีสีแดง  ทั้งหลังเปิดโล่งไม่มีผนังปิดกั้น  และตั้งอยู่ริมน้ำที่ท่วมมาจากแม่น้ำชี   สายลมทั้งจากหมู่ไม้และคลื่นน้ำแผ่วพัดมาเยือนเป็นระยะ ๆ  ช่วยให้บริบทแห่งงานกฐินเย็นฉ่ำและชื่นเย็นเกินกว่าจะอธิบายได้ 

 

ภายหลังการกินข้าวเที่ยงแล้วเสร็จ  นิสิตส่วนหนึ่งขยับเข้าเย็บผ้าจีวรร่วมกับชาวบ้าน  โดยมีพระสงฆ์และชาวบ้านให้ความเมตตา บอกกล่าวเล่าสอน  เป็นระยะ ๆ  ทั้งวิธีการเย็บและโยงไปถึงคตินิยมในบางเรื่องที่เกี่ยวโยงกับประเพณีดั้งเดิมนี้

 

 

 

 

 

ผ้าดิบสีขาวถูกเย็บด้วยเข็มหลายสิบเล่ม  ผ่านมือหลายมือและดวงใจหลายดวง  ท่ามกลางแววตาอันเปี่ยมปิติ   ญาติโยมที่หลากไหลมาจากจังหวัดต่าง ๆ  ขยับเข้าสู่การงานแห่งศรัทธาร่วมกันอย่างสนิทแน่นราวกับแต่ละคนคุ้นเคยกันมาเสียเนิ่นนาน  ...

  

 

การเย็บผ้าจีวรด้วยมือโดยปราศจากเครื่องจักรแห่งยุคสมัย  อาจดูเป็นความเชยช้าบ้าง  แต่ในทางจิตใจแล้วถือเป็นความสุขใจอันยิ่งยวด  เพราะกระบวนการเหล่านี้  ต้องค่อยเป็นค่อยไป  แต่ละคนต้องช่วยกันนั่งเย็บคนละมุมคนละด้าน  คนที่ไม่ได้เย็บก็นั่งเตรียมเข็มเตรียมด้ายให้พร้อมสรรพเพื่อส่งต่อให้กับคนเย็บได้ทันท่วงทีอย่างไม่ติดขัด   หากใครเหนื่อยก็ขยับออกมาพัก  และอีกคนก็ขยับเข้ารับหน้าที่อันมีเกียรตินั้นอย่างไม่เกี่ยงงอน  ขณะที่บางคนก็ลำเลียงน้ำท่ามาให้ดื่มอย่างเป็นกันเอง
 

 

ในขณะที่ผมเฝ้ามองการเย็บผ้าจีวรของนิสิตกับชาวบ้านนั้น  ผมกลับหวนคิดถึงเรื่องราวของหญิงชาวบ้านที่พากเพียรทอผ้าอย่างมุ่งมั่น เพียงเพื่อนำผ้าผืนนั้นส่งมอบให้กับลูกชายและลูกสาวได้ใช้ติดตัว  และความรู้สึกนั้น ก็คงไม่ต่างไปจากความพากเพียรและมุ่งมั่นของผู้คนที่กำลังก้มหน้าก้มตาร้อยเรียงเข็มและด้ายผูกยึดจีวรผืนใหม่  เพื่อทอดถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ตนกราบไหว้ศรัทธา

 

 


นิสิตจีนสองคนถือโอกาสเรียนรู้ภูมิปัญญากับชาวบ้าน

 

 

 

สำหรับผ้าผืนที่เย็บเสร็จแล้วก็ถูกทยอยนำไปแช่น้ำในกะละมังใบโตเพื่อรอเข้าสู่การย้อมสีจากเปลือกไม้  เฉกเช่นกับอีกมุมหนึ่งใกล้ ๆ กับศาลาก็ถูกจัดเตรียมไว้เป็นสถานที่ย้อมผ้าอย่างเป็นสัดส่วน  มีเชือกผูกโยงราวกับจะบ่งบอกว่าเป็นพื้นที่พิเศษของพิธีกรรมอะไรสักอย่างก็ไม่ปาน   โดยบริเวณดังกล่าวมีกระทะใบใหญ่ต้มน้ำเดือดปุด ๆ  อยู่ตลอดเวลา  ภายในกระทะนั้นเต็มไปด้วยเปลือกต้นประดู่นอนแน่นิ่งอยู่ก้นกระทะ 

 


 

 

เปลือกประดู่จำนวนหลายชิ้นที่ถูกต้มด้วยน้ำเดือดและมีเกลือเป็นส่วนผสมนั้น  กลายมาเป็น น้ำฝาด  (น้ำที่ออกรสฝาด)  ออกโทนสีอิฐลอยเป็นคลื่นน้ำอยู่ในกระทะอย่างเข้มข้น  บ่งบอกให้รู้ว่าพร้อมเสมอสำหรับการเคี่ยวสีของผ้าดิบจากสีขาวสะอาดเป็นสีแห่งพุทธธรรมตามแบบวิถีพุทธ



และเมื่อทุกอย่างพร้อม  เราต่างก็ได้เห็นกระบวนการของการนำเอาผ้าดิบที่เย็บเป็นจีวรเสร็จสรรพเข้าสู่กระบวนการย้อมสีจากเปลือกไม้อันเป็นภูมิปัญญาที่ล้ำค่า   โดยเริ่มจากการกรองเอาน้ำฝาดออกมาจากกระทะแล้วเทลงในกะละมังที่เตรียมไว้  เสร็จแล้วก็นำผ้าจีวรสีขาวนั้นหย่อนลงในกะละมังแล้วใช้มือขยี้คล้าย ๆ  กับการซักผ้า  เพื่อช่วยให้น้ำฝาดได้ซึมเข้าสู่เส้นใยของผ้าอย่างถ้วนทั่ว  เสร็จแล้วก็นำไปผึ่งแดดผึ่งลม  หรือไม่ก็นำไปหมักกับโคลนเพื่อให้ผ้าจีวรมีสีที่เข้มข้นและคงทน  จากนั้นจึงนำเข้าสู่กระบวนการของการทอดถวายตามวิถีวัฒนธรรมที่เคยเป็นมา

 

 

การได้สัมผัสกับกระบวนการเช่นนี้  ถือเป็นความโชคดีของชีวิตเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งในมิติของการสืบสานประเพณีทอดกฐินโบราณที่ยึดมั่นด้วยการนำภูมิปัญญามาหลอมรวมกับศรัทธาของหัวใจ  เพราะกระบวนการดังกล่าว  แทบไม่ปรากฏให้พบเห็นแล้วในปัจจุบัน   หรือมีก็คงหาดูได้ยากยิ่งอยู่มิใช่น้อย

 

การเย็บจีวรด้วยมือและย้อมสีจีวรจากสีของเปลือกไม้เช่นนี้  คือภาพสะท้อนภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่นับวันก็เลือนหายไปเกือบสิ้น  โดยวิถีแห่งความสะดวกของยุคสมัยได้ก้าวกระโดดเข้ามาทำหน้าที่แทนสิ่งเหล่านี้แล้วอย่างสง่าผ่าเผย  และคนส่วนใหญ่ก็พึงใจกับภาวะเช่นนี้เป็นที่สุด  ซึ่งนั่นก็ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นวิธีการที่ผิด  หากแต่มีความชอบธรรมอย่างมากกับการเป็นเช่นนั้น  (และยังจะเป็นเช่นนั้นไปอีกนาน)

 

เช่นเดียวกับการมาร่วมบุญกฐินโบราณในครั้งนี้  ก็ยังสื่อให้ผมเข้าใจอย่างหนักแน่นว่า  กฐินอันแท้จริงนั้น  ก็มิจำเป็นต้องมีทุนทรัพย์มากมายมหาศาลเสียทีเดียวจึงจะเป็นเจ้าภาพ ปักกฐิน ได้   หากวิถีเช่นนี้  เป็นวิถีแห่งความสมถะเรียบงาม  ยากดีมีจนแค่ไหนก็มาร่วมกันได้  ขอเพียงมี ใจนำพา มีศรัทธานำทาง  ทุกคนก็ร่วมเป็นเจ้าภาพกฐินโบราณนี้ร่วมกันได้อย่างไม่ยากเย็น 

การกรองน้ำฝาดเพื่อเตรียมสู่การย้อมผ้าจีวร

 

โดยส่วนตัวแล้ว  ผมยังไม่เคยได้ศึกษามาก่อนว่า  ลายตะเข็บที่เย็บปรากฏในจีวรนั้นมีเรื่องราวเช่นใดบ้าง  ครั้นได้ฟังพระท่านบอกเล่าแล้วยิ่งมีความรู้สึกซาบซึ้งเป็นที่สุด   ซึ่งภาพรวมนั้นก็ตะเข็บการเย็บเชื่มผ้าแต่และส่วนนั้น  แท้ที่จริงแล้วเป็นเสมือนคันนาที่กั้นผืนนานในแต่ละแปลง  มีแปลงเล็กแปลงใหญ่   มีลำธารหล่อเลี้ยงการเพาะปลูกข้าวอย่างเป็นรูปธรรม  และสิ่งเหล่านั้นก็สื่อถึงความยิ่งใหญ่แห่งการเป็น ชาวนา ..  และเป็นความยิ่งใหญ่ของทรัพย์อันประเสริฐอีกอย่างนั่นก็คือ ข้าว  ที่ชาวนาปลูกนั่นเอง

 

ยังคงมีเรื่องเล่าอีกมากมายเกี่ยวกับกฐินโบราณ  และตำนานพุทธประวัติที่เกี่ยวโยงกับตะเข็บที่เกิดจากการเย็บจีวร  ซึ่งผมเองก็จำต้องถอยกลับไปศึกษาอย่างยกใหญ่อีกครั้ง   และนั่นก็คงให้คำตอบอะไรได้มากมายสำหรับการเรียนรู้ของตนเอง  ทั้งวิถีวัฒนธรรมโบราณของการทอดกฐิน  รวมถึงกระบวนการดั้งเดิมของการเย็บและย้อมจีวรจากเปลือกไม้ที่แฝงเร้นแง่คิดในด้านภูมิปัญญา  ความพอเพียง  การอนุรักษ์ธรรมชาติ  เป็นต้น

 

และเมื่อมีโอกาส  คงได้กลับมาเล่าอย่างเป็นการเป็นงาน และลึกลงในทางเนื้อหามากกว่านี้ก็เป็นได้

 

หรือหากมิ่งมิตรท่านใดพอจะเติมเต็มให้ละเอียดลึกมากกว่านี้  ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ...