“ฝ่าการตลาดยุคอนิจจัง”

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยในงานสัมมนา ฝ่าการตลาดยุคอนิจจังซึ่งจัดโดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ไม่ควรตื่นตกใจเพราะเอกชนมีภูมิคุ้มกันจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 จึงไม่น่าวิตกกังวลเพราะไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจดี มีเงินสำรองระหว่างประเทศมากและหนี้สาธารณะยังมีไม่มากนัก รวมทั้งเร่งเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะงบขาดดุลกลางปีที่เพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท ควรนำไปพัฒนาโครงการต่าง ๆ ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน  สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในปีนี้และในอนาคตเหมือนกับการสอบที่รู้แล้วว่าโจทย์คืออะไร การทำข้อสอบถือว่าไม่ยาก เพราะรู้ข้อสอบหมดแล้วหากรัฐบาลสอบตกก็ช่วยไม่ได้ เพราะโจทย์ของปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือ สภาพคล่องขาดแคลน ดังนั้น รัฐบาลสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรักษาระดับสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน รมว.คลังต้องหารือกับธนาคารเฉพาะกิจอย่างใกล้ชิด ให้เตรียมสภาพคล่องไว้ หากธนาคารพาณิชย์เอกชนไม่กล้าปล่อยกู้ก็ขอให้ธนาคารเฉพาะกิจปล่อยกู้แทน ไม่ใช่มัวแต่จะหาคนมาติดคุก
  “ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่าจีดีพีปีหน้าไทยจะมีการเติบโตเท่าใด แต่คงจะไม่เลวร้าย หากผู้ประกอบการช่วยกันประคับประคองเศรษฐกิจเตรียมแผนงานต่าง ๆ รองรับกับวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น วางแผนลดการกู้เงินจากธนาคารเพื่อลดต้นทุน ลดเครดิตการค้า ลดเงินเดือน ซึ่งดีกว่าถูกไล่ออก ซึ่งอาจจะทำให้รอดตายทั้งบริษัท แต่หากคิดอีกมุมหนึ่งจังหวะนี้ถือเป็นโอกาสที่จะบุกตลาดก็ได้ ขึ้นอยู่กับโอกาสของธุรกิจที่จะมองไปข้างหน้าเหมือนกับปี 40 ที่ทุกคนบอกว่าเผาจริง แต่ก็สามารถผ่านพ้นไปได้
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานภาวะสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ และเงินสดหมุนเวียนในมือประชาชน ซึ่งพบว่า สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์เริ่มลดลงต่อเนื่องจากการเร่งตัวของสินเชื่อในช่วงไตรมาส 3 ของปี ขณะที่เงินสดหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย โดยสินทรัพย์ สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ ล่าสุด ณ วันที่ 23 ก.ย. มีหลักทรัพย์ที่ปราศจากภาระผูกพัน 1,286,701 ล้านบาท

ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 55,241 ล้านบาท ซึ่งมีหลักทรัพย์ที่ปราศจากภาระผูกพัน ณ วันที่ 26 ส.ค. ทั้งสิ้น 1,341,942 ล้านบาท โดยเป็นสินทรัพย์ที่ปราศจากภาระผูกพันของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย 1,083,541 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 25,921 ล้านบาท และเป็นสินทรัพย์ของระบบธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 203,160 ล้านบาท ลดลง 29,320 ล้านบาท   ทั้งนี้ วันเดียวกัน ธปท.ยังได้รายงานเงินสดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจด้วย โดย ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีมีเงินสดหมุนเวียนในระบบทั้งสิ้น 836,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 513 ล้านบาท
จากไตรมาสก่อนหน้า แสดงให้เห็นสภาวะความซบเซา และความตึงตัวของเงินสดในมือประชาชน
 

ด้านนายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารคงจะปรับลดลงได้ยาก หากสถานการณ์การแข่งขันปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินในระบบเพื่อรักษาสภาพคล่องไว้ยังมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนธนาคารได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อรักษาสภาพคล่องส่วนเกินไว้ให้อยู่ในระดับที่ ธปท.กำหนดคือ 6% ของฐานเงินฝาก ต้องมาดูว่ากระทรวงการคลังและ ธปท.จะเข้ามาช่วยอัดฉีดสภาพคล่องในระบบหรือดูดเงินออกจากระบบหรือไม่ ถ้ามีการออกพันธบัตรมากก็จะ
ดูด
เงินออกจากระบบ เงินก็จะหายไป ดอกเบี้ยก็จะขึ้น แต่ถ้าเขาอัดฉีดสภาพคล่องเข้ามาก็จะช่วยให้ดอกเบี้ยลงมาได้ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่า ธปท.ทำหน้าที่ในการอัดฉีดสภาพคล่อง
” 

ทั้งนี้ ธอส.ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์พิเศษจากอัตราเดิม 2.25% เป็น3.25% ต่อปี สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำ 3-6 เดือน ปรับเพิ่มเป็น 3.00% 3.25% และ 3.50% ต่อปี ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือน พ.ย.นี้ สำหรับเงินฝากไม่ถึง 1 ล้านบาท ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป และ 5 ล้านบาทขึ้นไป ตามลำดับ 
มีผล
บังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือน พ.ย.นี้ธปท.ควรจะส่งสัญญาณหรือพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อช่วยภาคเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวไปกว่านี้และควรที่จะพิจารณาปรับลดโดยเร็วหรือก่อนที่จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 3 ธ.ค. เพราะในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯเมื่อเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว ก็จะประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจทันที

ไทยรัฐ  สยามรัฐ  เดลินิวส์ 11 พฤศจิกายน 2551