กกร.จะเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า แนะรัฐบาลจัดสรรงบกลางปีแสนล้านให้ตรงตามความจำเป็นพร้อมลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ รับมือวิกฤติการเงิน ระบุมีหลายกลุ่มอุตฯ ตกที่นั่งลำบาก ออร์เดอร์ลด คนตกงานเพิ่ม ด้าน"ป้าอุ"รมว.แรงงานกำชับหน่วยงานในสังกัด ลงพื้นที่เกาะติดปัญหาเลิกจ้าง
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังการประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) และสมาคมธนาคารไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการสรุปเรื่องที่จะนำเข้าหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้
การประชุมร่วมกับนายกฯ จะได้หารือเกี่ยวกับการที่รัฐบาลจะจัดทำงบประมาณกลางปีเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท เพื่อจัดสรรให้ตรงตามความจำเป็นเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้ได้ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปีเป็นอย่างช้า และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ดีขึ้น นอกจากนี้จะขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทันที 1 ปี เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงให้ภาครัฐช่วยส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในสภาพคล่องและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) อีกด้วย นอกจากนี้จะนำเรื่องแนวโน้มการว่างงานเมื่อรวมกับนักศึกษาจบใหม่ที่สูงถึง 1 ล้านคนเข้าไปหารือ เพื่อหาทางช่วยเหลือด้วย เพราะการหางานปีหน้าจะยากกว่าปีนี้ ด้วยคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์จากต่างประเทศมีแนวโน้มลดลง หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจไทยโต 3.8-4.0% ก็ต้องเร่งสร้างการจ้างงานและใช้จ่ายงบกลางปี 100,000 ล้านบาทให้ถูกต้อง การส่งออกในปีหน้าจะขยายตัวได้ 8-10% ตามที่ภาครัฐประเมินไว้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการส่งออก 2 เดือนที่เหลือของปีนี้
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน สอท. กล่าวว่าที่ประชุม กกร.เป็นห่วงเรื่องแรงงานตกงาน ซึ่งได้รับรายงานจากสภาอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ปี 2552 จะมีแรงงานเฉพาะในจังหวัดนี้ ตกงานกว่า 1 แสนคน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประเภทอิเล็กทรอนิคส์และชิ้นส่วน รถยนต์ ซึ่งได้วางแนวทางในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น
ไว้บ้างแล้ว อาจจะโยกย้ายแรงงานไปยังอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องการแรงงานเพิ่มเติม โดย สอท.จะสรุปตัวเลขคำสั่งซื้อและแนวโน้มภายในสิ้นเดือนนี้ สำหรับอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มตกงานมากที่สุดคืออิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก การตกงานจะเริ่มตั้งแต่ต้นปีหน้า และมีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้นตลอดทั้งปี "ที่น่าเป็นห่วงอีกกลุ่ม คือเซรามิก จากการสำรวจพบว่า ออเดอร์สินค้าลดลงไปมาก เช่น จ.ลำปาง จ.ลำพูนลดลง 20 - 30 %เจ้าของกิจการแก้ปัญหาด้วยการให้คนงานหยุดทำโอที นอกจากนี้ยังมีบางอุตสาหกรรมที่เตรียมจะส่งสินค้าไปขายต่างประเทศตามออเดอร์
ในสิ้นปีนี้และต้นปีหน้ากลับถูกเลื่อนออร์เดอร์ออกไปถึง 3-4 เดือน" นายสันติกล่าวสำหรับการประชุมร่วมกับประธานสภาอุตสาหกรรมทุกจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายนนี้ที่ผ่านมา ต่างก็เป็นห่วงเรื่องคำสั่งซื้อและแนวโน้มการตกงานตามคำสั่งซื้อที่ลดลง จึงขอให้ประธานอุตสาหกรรมทุกจังหวัดเร่งสรุปแนวโน้มคำสั่งซื้อและการว่างงาน คาดว่า จะได้ข้อสรุปสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศก็ได้รับคำสั่งให้ดูแลแนวโน้มการว่างงานและเร่งดูแลแก้ไขเช่นกัน นอกจากนี้ ยังเชื่ออีกว่า เศรษฐกิจในปีหน้าหากขยายตัว
ถึง 4 % ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว และการมองสถานการณ์ในปีหน้าจะยากขึ้น รวมถึงรัฐบาลต้องใช้งบประมาณ
1 แสนล้านบาท ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อแบ่งเบาปัญหา
วันเดียวกันที่กระทรวงแรงงาน นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน กล่าวระหว่างมอบนโยบายให้กับหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานทั่วประเทศกว่า 500 คนว่า ปัญหาการเลิกจ้างขณะนี้ยังไม่น่ากังวลและสามารถรับมือได้ ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ของบประมาณกลางจากรัฐบาลในวงเงิน 1,536 ล้านบาท นำมาสมทบในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจำนวน 270 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างให้ได้รับค่าชดเชยในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 60 วัน "ปัญหาการว่างงานนับเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมมือกัน โดยขอให้เจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานประกอบการที่มีแนวโน้มเลิกจ้าง เช่น การจ่ายเงินเดือนล่าช้า การลดวันหยุดการทำงาน ตัดโอที เป็นต้น และให้รายงานเข้ามาที่กระทรวงแรงงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที"
นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณีสภาอุตสาหกรรม
จ.พระนครศรีอยุธยา ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้อาจส่งผลให้แรงงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ถูกเลิกจ้างประมาณ 30,000-100,000 คนว่า เป็นแค่ตัวเลขที่คาดการณ์ล่วงหน้า แต่ก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สวัสดิการ จ.อยุธยา
ลงพื้นที่สำรวจในสถานประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่ง หากพบแนวโน้มเลิกจ้างให้เข้าไปช่วยเหลือแนะนำตามหลักกฎหมาย นอกจากนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ กสร.ลงพื้นที่สำรวจในจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ระยอง ลำปาง ลำพูน สุราษฎรธานี เป็นต้น เพื่อป้องกันปัญหาอย่างเข้มข้น ส่วนสถานการณ์การเลิกจ้าง ขณะนี้มีโรงงานที่เลิกจ้างเพิ่มขึ้นอีก 8 แห่ง จาก 125 แห่ง ลูกจ้าง 14,761 คน ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็น 133 แห่ง ลูกจ้าง 15,056 คน จากเดิมที่มีแนวโน้มจะเลิกจ้าง 55 แห่ง ลูกจ้าง24,906 คน และมีสถานประกอบการที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 7 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 2,922 คน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย อิเลคทรอนิกส์ อาหาร ตามลำดับ
ขณะเดียวกันคณะกรรมการบริหารองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย สภาองค์การลูกจ้าง 7 แห่ง และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทยนำโดยนายมนัส โกศล ประธานองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงาน
แห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อ รมว.แรงงาน ขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณส่วนกลางไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนเพื่อป้องกัน แก้ไข ช่วยเหลือภาคแรงงาน ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ
แนวหน้า ไทยโพสต์ โพสต์ทูเดย์
ไทยรัฐ ข่าวสด มติชน เดลินิวส์ 11 พฤศจิกายน 2551