มาดูการจัดลำดับประเทศที่ “เขียว” (green) ที่สุดในโลกกัน

        เมื่อไม่นานมานี้ นิตยสาร Newsweek  ได้ลงบทความเกี่ยวกับผลของการศึกษาร่วมระหว่างมหาวิทยาลัย Yale กับมหาวิทยาลัย Columbia  เกี่ยวกับดัชนีการชี้วัดการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม

         มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างมาตรฐานในการชี้วัดผลงานของประเทศหนึ่งๆ เกี่ยวกับการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมาตามหลักวิชาการ  โดยอาศัยข้อมูลนับตั้งแต่การประมงไปจนถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เรื่องป่าไม้ไปจนถึงคุณภาพของน้ำที่ใช้ดื่มกินและสิ่งแวดล้อมของประเทศที่เกื้อกูลต่อมนุษย์ ต้นไม้และสัตว์   

ที่มารูป : http://www.econsciousmarket.com/

        สำหรับผลการศึกษาวิจัยที่ออกมา กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียที่เป็นประเทศเล็กๆ แต่ร่ำรวยต่างก็ได้คะแนนสูง  ขณะที่ประเทศแอฟริกาที่ยากจนและยังมีการสู้รบกันอยู่ก็จะได้คะแนนมาเป็นที่ท้าย ๆ

        แต่สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ประเทศๆหนึ่งไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก จะไม่สามารถอ้างปัญหาขนาดของประเทศตนเป็นข้อแก้ตัวในการสอบตกของตัวได้ ประเทศทั้งเล็กและใหญ่ต่างก็สามารถได้คะแนนสูง และเช่นเดียวกันทั้งประเทศใหญ่และเล็กต่างก็รวมอยู่ในกลุ่มประเทศผู้ได้คะแนนต่ำได้เช่นเดียวกัน    

         จีนอ้างตลอดมาว่าประเทศตนจนเกินไปที่จะจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เหมือนประเทศตะวันตก จีนได้ตำแหน่งเป็นที่สุดท้ายในกลุ่มประเทศ 15 ประเทศที่มีรายได้ทัดเทียมกันและตามหลังประเทศแม้แต่เวียดนาม  ลาวและอินโดนีเซียซึ่งตัดไม้ทำลายป่าในอัตราที่สูงที่สุดในโลกด้วย

         สำหรับสหรัฐอเมริกา ได้คะแนนที่ 39  สาเหตุใหญ่มาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ถ่านหินในโรงงานอุตสาหกรรมมากเช่นเดียวกับจีน    

กราฟ เปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่าง ๆ

ที่มารูป : http://www.celsias.com/article/

        อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศได้ลำดับสูงหรือต่ำนั้นก็มีปัจจัยภายนอกมาส่งผลกระทบด้วย เช่น Switzerland ซึ่งมีคะแนนรวมมาเป็นที่ 1 และกลุ่มสแกนดิเนเวีย (สวีเดน นอร์เว และฟินแลนด์ มาที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ ส่วนเดนมาร์กมาเป็นที่ 25) ต่างก็มีรัฐบาลที่มั่นคง มีเงินทองมากมายที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม

        ขณะที่ประเทศอัฟริกันซึ่งได้คะแนนมาเป็นที่ท้ายๆ ต่างก็ต้องประสพกับปัญหาความยากจน ปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง สงครามกลางเมือง ดังนั้นอันดับที่ 142-149 จึงเป็นประเทศในแอฟริกาที่ประสพปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด

        “ประเทศต่างๆไม่ว่ายากจนหรือร่ำรวย ต่างก็จะสามารถจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น หากมีการปกครองตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี”

        หากจะเปรียบเทียบภูมิภาคต่างๆด้วยกัน ภูมิภาคยุโรปมีผลงานที่ดีที่สุด  

        ประเทศที่ได้คะแนนสูงที่สุด 10 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เว ฟินแลนด์ คอสตาริกา ออสเตรีย นิวซีแลนด์ ลัตเวีย โคลอมเบีย และฝรั่งเศส

ที่มารูป : http://mokkikunta.blogspot.com/2008/01/switzerland-tops-2008-environmental.html

        ประเทศเอเชียที่ได้คะแนนรวมสูงสุดคือ ญี่ปุ่น (ที่ 21) ตามมาด้วยมาเลเซีย (ที่ 26 และเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าการศึกษาชิ้นนี้ไม่ได้รวมประเทศสิงคโปร์ด้วย) ไต้หวัน (ที่ 40) ศรีลังกา (ที่50) เกาหลีใต้ (ที่ 51) และไทย (ที่ 53) ซึ่งเหนือกว่า เนเธอร์แลนด์ (ที่ 55) และเบลเยียม (ที่ 57)

       ทั้งนี้ไทยได้คะแนนค่อนข้างสูงคือ 85.5 ในด้านสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น ระบบน้ำกิน น้ำดื่ม โรคภัยที่เกิดมาจากสิ่งแวดล้อม ภาวะมลพิษ อากาศภายในอาคารและโอโซน เป็นต้น

       ส่วนในด้านนิเวศน์ ไทยได้คะแนนลดลงไปเป็น 72.8 ซึ่งรวมถึงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ ป่าไม้ ประมง การเกษตรโดยรวมและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น  ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงว่าไทยไม่ได้ทอดทิ้งปัญหาในเรื่องนี้

       แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องพยายามแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆให้ดีขึ้นและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก

ที่มา : สาโรจน์ ชวนะวิรัช รอบรู้รอบโลก เดลินิวส์ 19 กรกฎาคม 2551