ชุมชนเข้มแข็ง”  ดัชนีหนึ่งที่เราวัดได้ว่าชุมชนนั้นเข้มแข็งจริงๆหรือไม่ คือ ชุมชนนั้นมีกระบวนการใดๆที่กำหนดวิถีชีวิตของตนเอง  และวิถีชีวิตที่ชุมชนคาดหวังคือ "การอยู่ดีมีสุข"  ภายใต้บริบทการพัฒนาตนเองที่ ยืดหยุ่น เปิดกว้าง และเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง

Hpkm1

 

ช่วงนี้ผมเดินทางไปยังพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นพื้นที่คัดเลือกตาม “โครงการสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) และภาคีในพื้นที่”  โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่เรากำหนดไว้ ๔ พื้นที่ เป็นพื้นที่ต้นแบบในด้าน "นโยบายสาธารณะ"  ของประเทศไทยที่ถูกคัดเลือก

๑.    อบต.หนองสาหร่าย  จ.กาญจนบุรี

๒.    อบต.บางระกำ จ.นครปฐม

๓.    อบต.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

๔.    อบต.นามะเฟือง จ.หนองบัวลำภู

ถือว่าเป็นความโชคดี และโอกาสของผมอีกครั้ง ที่เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ร่วมถอดบทเรียนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะในระดับ อบต. ภายใต้กรอบการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ตามหลักการสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา  นอกจากนั้นร่วมผลักดันกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะของ อบต. และเครือข่าย เน้น “การมีส่วนร่วม” โดยใช้ การจัดการความรู้ (Knowledge management) เป็นเครื่องมือ

 

Hpkm2

 

ความโชคดีอีกเรื่องก็เห็นจะเป็น มีโอกาสได้ร่วมทำงานกับ “คนทำงานคุณภาพ”  ทีม KM ของกรมอนามัยและคนทำงานที่มีฝีมือสองสามท่าน ดังนั้นตลอดเวลาที่เราได้ทำงานร่วมกันในฐานะ Facilitator + researcher เราได้นั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน พร้อมกับสรุปบทเรียนการทำงานด้วยกัน นอกจากผลผลึกของชิ้นงานที่ทำด้วยกัน นอกจากเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่มีศักยภาพแล้ว ผมยังได้พัฒนาตนเองจาก การปฏิบัติ + การเรียนรู้ ในเวทีที่เกิดขึ้นหลากหลายบริบทอีกด้วย

ถามว่า เราจะได้อะไรบ้างจากการเข้าไปเรียนรู้ร่วมกับชุมชน? สิ่งที่ได้แน่ๆคือ บทเรียนเด่นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพขององค์การบริหารส่วนตำบล(เป้าหมาย) ว่าเขามีอะไรบ้างที่น่าสนใจ หากเป็น    นวัตกรรมระดับชุมชนที่มีผลกระทบกับคนในสังคมโดยรวม บทเรียนเหล่านั้นจะถูกนำมาแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายอีกครั้งหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเรียนรู้มากที่สุดคือ “กระบวนการ” ที่ได้มาซึ่งนโยบายสาธารณะ

เขาได้มาได้อย่างไร และนโยบายนั้นเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ของสังคมนั้นๆได้หรือ หาก ตอบโจทย์การพัฒนาได้ แล้วได้อย่างไร  มีปัญหาหรือไม่ มีปัญหาแล้วหาทางออกอย่างไร ...ดูเหมือนว่าจะมีคำถามมากมายที่ผมตั้งไว้ในใจก่อนลงพื้นที่...เพราะผมมักสนใจใคร่รู้ไปเสียหมด

กระบวนการทำงานของเรา

 

 

J ขั้นตอนที่ ๑  แบบประเมินตนเองของ อบต.

จากทีมงานที่ลงตัว เริ่มแรกทำงาน ทางทีมทำงานได้นั่งหารือกันในประเด็นแรกว่า  “เราจะเข้าถึงข้อมูลได้อย่างไร “ ต่างคนต่างระดมความเห็นในการเข้าถึงข้อมูล สิ่งที่ง่ายและสามารถทำได้เลยจากที่เราไม่มีข้อมูลใดๆในมือ นอกจากชื่อ อบต. คือใช้  “แบบประเมินตนเอง” (Self Assessment) ของ อบต. เป้าหมาย ส่งให้ อบต.กรอกข้อมูลแล้วส่งกลับ คาดว่าข้อมูลที่ได้ เราน่าจะพอมองเห็นภาพและวางแผนในการเก็บข้อมูลเชิงลึกได้ชัดเจนมากที่สุด...

J ขั้นตอนที่ ๒  - ค้นหาภาคีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา (Human mapping)

จากกแบบประเมินตนเอง ไปสู่การลงพื้นที่ ค้นหาภาคีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ว่ามีใครบ้าง เขาเหล่านั้นทำบงานอะไร มีบทบาทอย่างไร  เราเรียกว่า Human mapping ได้  “คนทำงานจริง”  ที่เราจะถอด “ความรู้จากการปฏิบัติ”  ( tacit knowledge) และ “กระบวนการคิด” ของคนทำงานจริงเหล่านั้น

J ขั้นตอนที่ ๓  - ถอดบทเรียน

เมื่อได้ข้อมูลทั้งบริบท และ คนทำงานจริง ๆ ตาม human mapping  กระบวนการต่อไปเป็นการถอดบทเรียนประเด็น     “นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ” แต่ละ อบต.  กระบวนการช่วงนี้ละครับ ที่เราได้เห็นกระบวนการเดินทางของนโยบายสาธารณะที่แตกต่างของแต่ละ อบต. ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ บางแห่งทำฉบับเต็ม บางแห่งทำฉบับย่อ บางแห่งก็แหกกรอบเดิม แต่สิ่งที่ประเมินสะท้อนกลับว่า ไม่ว่าเส้นทางนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพจะได้มาอย่างไร? ผลที่ได้ต้องคำนึงถึงปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพ ได้แก่ สันติภาพ(ความสงบสุข) ,ที่อยู่อาศัย,การศึกษา,อาหาร,รายได้,ระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมที่มั่นคง ทรัพยากรที่ยั่งยืน ความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันในสังคม  เรียกได้ว่า ให้ความสำคัญของคุณค่าและมิติต่างๆอย่างสมดุล มุ่งเน้นที่การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็น ความเข้าใจร่วมกันของสังคม (social understanding) เป็นคุณค่าของสังคม (social value) และเป็นการปฏิบัติโดยสังคม(Social practice)

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้บอกว่า กระบวนการนโยบายสาธารณะที่ดี ควรประกอบด้วย กุศล ๓ ประการ

 

 

๑.เป็นกระบวนการทางปัญญา คือ มีการใช้หลักฐานข้อเท็จจริงที่ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างดีจนเป็นความรู้ที่เรียกว่า เป็นการสร้างนโยบายบนฐานของความรู้ (Knowledge – based policy formulation)

๒.เป็นกระบวนการสังคม เนื่องจากนโยบายสาธารณะกระทบสังคมทั้งหมดอย่างรุนแรง ดังนั้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือ สังคม ควรได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ร่วมกำหนดนโยบาย โดยทำเป็นกระบวนการที่เปิดเผย โปร่งใส ทุกฝ่ายเข้าร่วมได้

๓.เป็นกระบวนการทางศีลธรรม นโยบายสาธารณะ ที่ดีต้องเป็นไปเพื่อความถูกต้องดีงาม และเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนทั้งสังคม ไม่แฝงเร้นเพื่อประโยชน์เฉพาะตนหรือเฉพาะกลุ่ม

ดังนั้น กระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ดี แนวทางก็ต้องประกอบไปด้วยกุศล ๓ ประการนี้เช่นกัน เป็นหลักการหนึ่งที่ผมใช้เปรียบเทียบผลลัพธ์กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะในพื้นที่

J ขั้นตอนที่ ๔  - จัดกลุ่มถอดบทเรียนรวมทั้งประเทศ

J ขั้นตอนที่ ๕  - สังเคราะห์ สรุปบทเรียนรวม

โดยภาพรวมของงานที่เราทุ่มเทกันทำงานอย่างเข้มแข็งของทีมงาน น่าจะสิ้นสุดกระบวนการในช่วงสุดท้ายของปี(สิ้น ธ.ค.)  เราคาดหวัง “ต้นแบบเรียนรู้” สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลอื่นในประเทศไทย ได้ศึกษาถึงความเหมาะสมและสามารถเรียนรู้ ประยุกต์นำมาใช้ในท้องถิ่น-ชุมชนของตัวเอง รวมไปถึงนำไปศึกษา ปรับปรุง และส่งเสริมกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมของประเทศไทย

งานชิ้นนี้ผมวางแผนว่าจะเขียนหนังสือสักเล่ม เพื่อถอดเรื่องราวทั้งหมดที่ทีมงานได้เรียนรู้ร่วมกับชุมชนเป้าหมายซึ่งแต่ละแห่งเป็นพื้นที่ที่เลือกสรรแล้ว จากทาง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ดังนั้นเรื่องราวดีๆ ที่เป็นบทเรียนที่สามารถเป็น “ต้นแบบ” ได้สำหรับกระบวนการสร้างนโยบายสาธาณะเพื่อสุขภาพของเมืองไทย

ดังนั้นเรามีพื้นที่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว  เพียงแต่พวกเราเป็น “นักเรียนรู้” เข้าไปเรียนรู้ มองในระนาบเดียวกันกับผู้ปฏิบัติ วิเคราะห์ สังเคราะห์ บูรณาการความคิดจากบริบทต่างๆ เพื่อตอบโจทย์คำถามใหญ่ถึง “ที่มาและที่ไป” ถอดบทเรียนเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับ การขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมแห่งสุขภาวะ ร่วมกัน

 

 

 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ขอนแก่น

๔ พ.ย.๕๑