"... วิธีการและกระบวนการให้ บางทีก็สำคัญมาก เราสามารถจัดกระบวนการให้ชาวบ้านได้วิธีคิดและมีมิติการเรียนรู้ชุมชนหรือสิ่งที่ช่วยเสริมประสบการณ์เชิงบวกต่อชุมชนให้ก่อน จากนั้น จึงให้สิ่งของ ก็จะเป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างคนและพัฒนาชุมชนได้หลายอย่าง..."

             บ้านเกิดผม อยู่อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำนา-ทำไร่ ครัวเรือนกว่า เกือบ 70 ครัวเรือนที่อยู่กระจัดกระจายเป็นกลุ่มบ้านเดียวกัน  เกือบร้อยเปอร์เซ็นเป็นญาติพี่น้องและเกี่ยวดองกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คนรุ่นแรกที่อพยพไปหักร้างถางพงและตั้งรกราก ไปจากถิ่นฐานซึ่งคนท้องถิ่นเรียกว่า "บ้านล่าง" และ "เมืองนอก"

            บ้านล่างของยุคเมือ 60-70 ปีก่อนโน้น หมายถึงลพบุรี สระบุรี และอยุธยา ส่วนเมืองนอก  ก็หมายถึงขอนแก่นและโคราช ซึ่งชาวบ้านยุคนั้นจะประเมินและแสดงขอบเขตทางภูมิศาตร์โดยความสามารถเดินทางถึงด้วยเกวียนและการปล่อยโคมลอย  หากไกลพ้นเขตที่โคมลอยจะส่งข่าวสารไปถึง หรือเกินกว่าจะสามารถเดินทางถึงได้โดยวิสัยชาวบ้าน  ก็จัดว่าเป็นเมืองนอกหมด  ต้องสื่อสารและบอกข่าว  ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันผ่านสื่อทางวัฒนธรรม เช่น หมอรำ ลิเก และแตรวง  รวมทั้งสื่อผู้คน ซึ่งรวมกลุ่มรอนแรมแลกของกินของใช้กันเมื่อยามข้าวยากหมากแพง

          เรื่องนี้สนุกครับ หากมีโอกาสจะนำมาเล่าไว้  ผมเคยคุยกับศักดิ์สิริ  มีสมสืบ กวีซีไรต์ ซึ่งเคยเล่นแตรวงเหมือนกัน ก็มีประสบการณ์คล้ายกันอย่างนี้

          โคตรเหง้าเหล่ากอผมไปจากสระบุรี ในรุ่นที่ยายผมซึ่งร่วมสมัยกับคนรุ่นแรกที่ก่อตั้งชุมชน ยังเป็นเด็ก ดังนั้น ชุมชนนี้จึงอายุร้อยกว่าปีแล้ว วิถีชุมชนและปูมชุมชน จึงมีหลายอย่างที่น่าหวงแหน และสืบสานให้เป็นพลังชีวิตสังคม เพื่อเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงไปกับสังคมภายนอก  พร้อมกับพึ่งตนเองก่อนในการพัฒนาและจัดการกับการดำเนินชีวิต การทำมาหากิน ของตน   

          เวลามีโอกาสกลับบ้าน ผมจึงมักหาเรื่องทำอะไรก็ได้กับบ้านเกิด ทั้งในชุมชนบ้านเกิด อำเภอ และจังหวัด ที่เป็นการแปรโอกาสกลับบ้าน ให้เป็นโอกาสสร้างสรรค์ชุมชน  และแปรประสบการณ์จากการที่ต้องพลัดบ้านไปอยู่ที่อื่น  แทนที่จะเป็นการเสียโอกาส  ที่ลูกหลานชุมชนอพยพย้ายถิ่นไปอยู่ที่อื่น  ก็พลิกให้เป็นการร่วมเลือกสรรการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชุมชน 

         ทุกปี หลังจากสรุปแล้วว่าคงจะไม่ได้กลับไปอยู่บ้านเกิด ผมจึงตั้งใจว่าจะอดออมค่าใช้จ่าย เพื่อมีทุนไปทำอะไรเล่นเล็กๆตอนกลับบ้านตามกำลังของตัวเอง  พร้อมกับรวบรวมและทำสิ่งที่ต้องการใช้แบบสะสม เช่น สื่อ หนังสือ กระบวนการทำงานชุมชน ข้าวของเครื่องใช้เพื่อทำกิจกรรม  โดยเน้นไปที่กลุ่มเด็กลูกหลาน คนแก่ วัด และโรงเรียนของชุมชน ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาของผมด้วย        

          ยิ่งปัจจุบันนี้  โรงเรียนในชุมชน  กำลังเผชิญปัญหาเพื่อการอยู่รอดและการพัฒนาตนเองอย่างหนัก เพราะการมีถนนหนทางดีขึ้นและความเจริญที่เกิดขึ้นรอบข้าง ทำให้ครอบครัวและผู้คนในชุมชนที่พอมีเงินส่งลูกหลานเรียน  ต่างมุ่งส่งลูกหลานเข้าไปเรียนในตัวอำเภอ  โรงเรียนประถมศึกษาที่มีอยู่ในชุมชน  จึงเหลือเด็กๆอยู่ไม่ถึงร้อยคน  แต่ตามระเบียบและกฏหมายของกระทรวงศึกษาธิการ  ก็ทำให้ยุบโรงเรียนไม่ได้ (อีกทั้งไม่ควรยุบด้วย)

         แน่นอน  เด็กๆจำนวนน้อยที่เหลืออยู่นั้น  ย่อมหมายถึงเป็นลูกหลานของครอบครัวที่จนกรอบ ย่อบแย่บ  ชนิดที่เรียกว่า  เงินซื้อหนังสือและชุดนักเรียนแค่ ร้อย-สองร้อยบาท ก็อาจชี้เป็นชี้ตายอนาคตของเด็กไปเลย

         ปีก่อน ผมรวมทุนได้จำนวนหนึ่ง ก็ไปทำกิจกรรมอย่างที่ตั้งใจกับชุมชน เด็กๆ และโรงเรียน  ผมเตรียมหลายอย่าง เพื่อทำให้การกลับบ้าน  เป็นโอกาสทำงานชุมชน  ให้กับชุมชนและบ้านเกิดตนเองด้วย เป็นต้นว่า

  • พัฒนาจิตใจ ทำหนังสือสวดมนต์แปล โดยคัดลอกจากของท่านพุทธทาส สวนโมกข์  แต่ทำขึ้นใหม่ให้เป็นหมวดเล็กๆ แยกเป็น 3 ฉบับ เพื่อพาชาวบ้านและคนเฒ่าคนแก่สวดมนต์ทำวัตรเช้า  สวดชัยมงคล  และทำวัตรเย็น  ผมเป็นคนนำสวดเอง  ปิดท้ายด้วยการพาเจริญสติภาวนา  แบบที่ผมและหมู่มิตร ก็ได้ทำอยู่ในที่ทำงานและที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม
  • เรียนรู้สังคมภายนอก ถ่ายรูปและเตรียมทำเป็นชุดเรื่องเล่า สำหรับเล่าเรื่องราวต่างๆ  เพื่อการเรียนรู้ทางสังคมของชาวบ้าน  โดยเฉพาะเด็กๆ และคนที่เดินทางเข้าออกชุมชนสู่โลกภายนอก จะได้เป็นโอกาสสร้างเสริมวิธีคิดและพัฒนาโอกาสการเดินทางหรือย้ายถิ่นแบบเลือกสรร มีข้อมูลข่าวสารและตัวแบบการปฏิบัติ ให้สามารถจำลองโลกภายหน้า เพื่อเตรียมตัวเอง พึ่งตนเอง และดูแลชีวิตตนเอง ให้ย้ายถิ่นและเป็นพลเมืองที่ดีในทุกหนแห่งตามอัตภาพของตน
  • เรียนรู้การใช้ชีวิตจากประสบการณ์ของคนแบบเดียวกัน เชิญเพื่อนที่สถาบัน  ไปคุยบทเรียนชีวิตตนเองให้เด็กๆและชุมชนฟัง  โดยเลือกเอาคนที่มีพื้นเพจากบ้านนอกและมีวิธีคิดในการเรียนรู้แบบพึ่งตนเอง  ซึ่งได้คนหนึ่งเป็นลูกหลานชนบทจากภาคใต้ และอีกคนหนึ่งเป็นลูกชนบทอีสาน ซึ่งชาวบ้านและเด็กๆชอบมาก คนเฒ่าคนแก่นั่งฟังและเดินเข้ามาจับเนื้อจับตัวแสดงความเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน ขอให้มาพูดและทำอย่างนี้อีกในปีหน้า
  • ก่อตั้งกองทุนและการมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน ผมรวบรวมทุนจะมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็ก และเติมกองทุนซึ่งแม่และครอบครัวตั้งเป็นทุนพัฒนาการศึกษาแก่โรงเรียน อุทิศเป็นส่วนกุศลให้แก่พ่อผม ซึ่งในส่วนทุนการศึกษาเพื่อเด็กๆนี้  พอเพื่อนๆและชาวบ้านรู้ ก็ขอร่วมด้วยตามกำลัง ได้ทุนมาก้อนหนึ่ง สามารถแบ่งเป็นทุนเพื่อมอบให้แก่เด็กๆ ทุนละ 300 บาท  30  ทุน แบ่งเป็น  3  ประเภททุน ประเภทละ  10  ทุน  ส่วนที่เหลือ  มอบเป็นทุนพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน ตามแต่คุณครูเห็นสมควร ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องสนุกและได้ไอเดียมากมาย
  • เชื่อมโยงกับทางอำเภอ ผมเชิญท่านนายอำเภอสมดี คชายั่งยืน นายอำเภอหนองบัว ซึ่งบังเอิญว่าเป็นนายอำเภอที่เคารพนับถือความเป็นคนดีและเป็นรุ่นพี่ด้วย มาร่วมงาน ซึ่งท่านก็มาแบบใช้วิถีชาวบ้านเลย คือมาแบบนั่งลงกลางศาลาวัด  ทั้งชาวบ้าน  คุณครู และผู้นำชุมชน ซาบซึ้งใจอย่างเป็นที่สุด  เพราะไม่เคยมีบรรยากาศอย่างนี้มาก่อนเลยในชุมชน      

        ผมประสานงานกับคุณครูที่โรงเรียน โดยใช้วิธีไม่เป็นทางการ  คุยกันแบบคนที่มีสำนึกต่อชุมชนเหมือนกัน ปรึกษากันแบบพี่ๆน้องๆ  ครูใหญ่ก็เป็นคนจากหมู่บ้านอีกตำบลหนึ่ง จึงใช่คนอื่นไกล คุณครูหลายคนก็เป็นรุ่นพี่-รุ่นน้อง จากโรงเรียนประจำอำเภอเหมือนกัน เลยช่วยกันทำโดยหมายให้คุณครูมีกำลังใจ ไม่เสียขวัญที่โรงเรียนราวกับถูกทอดทิ้งจากชุมชนจนเหลือเด็กและครูหรอมแหรม

        ผมกับมักทายก ผู้ใหญ่บ้าน และเพื่อนๆ ที่ผมพาไป เริ่มทำกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่เช้า  ใช้เครื่องขยายเสียง-เสียงตามสาย บอกกล่าวชุมชนว่าจะมีกิจกรรมที่ศาลาวัดอะไรบ้าง ซึ่งจะทำทั้งวันเลย  เริ่มจากทำบุญตักบาตร  ซึ่งผมและมักทายก ก็จะปรับแนวปฏิบัติเล็กๆน้อยเพื่อให้ชุมชนได้ความแยบคายในสิ่งที่ทำ  พูดอธิบายคุณค่า ความหมาย และความงดงาม ของสิ่งที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมทางการปฏิบัติ  เสร็จแล้วก็ทำวัตรเช้าแบบสวดมนต์แปล  

        ตอนมอบทุน  ผมชวนชาวบ้านมาตั้งชื่อทุน เพื่อมอบทุนให้เด็กๆ  ได้ทุนสามประเภทและชื่อทุนเป็นชื่อคนเก่าแก่ซึ่งล่วงลับไปนานแล้ว ทว่า ยังคงเป็นที่รำลึกถึงของชาวบ้านในด้านต่างๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงการเรียนรู้ สานสำนึกชุมชน คือ....

  • ทุนเด็กเก่ง  สำหรับเด็กที่มีการเรียนดีแต่ยากจนมากกว่าคนอื่นๆ   ให้ชื่อทุนว่า ทุนครูฟื้น ซึ่งเป็นครูเก่าแก่ของชุมชน เป็นหมอและนักส่งเสริมสุขภาพให้ชาวบ้านในยุคห่างไกลความเจริญ  ส่งเสริมการได้เรียนหนังสือของเด็กๆและผู้ใหญ่ เป็นครูของแทบจะทุกคนในชุมชนนับแต่รุ่นตายาย พ่อแม่  กระทั่งลูกหลาน เหลน ในปัจจุบัน
  • ทุนเด็กดีของชุมชน สำหรับเด็กที่ถึงแม้ไม่เก่ง แต่ชุมชนเห็นว่าเป็นเด็กกตัญญู มีจิตสาธารณะ เคารพนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ ช่วยพ่อแม่ทำการงาน  ให้ชื่อทุนว่า ทุนพ่อใหญ่คำ ซึ่งได้จากชื่อมักทายกคนเก่าคนแก่ของชุมชน แตกฉานในพระศาสนา เป็นจ้าวพิธีและผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสัญลักษณ์แห่งการมั่นคงในความดี อยู่ในสำนึกและจิตใจของผู้คนด้วยความดีงาม ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อสาธารณะ
  • ทุนเด็กสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน  สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางด้านต่างๆ คือ ด้านศิลปะและหัตถกรรม  กีฬา  ร้องเพลงและเล่นดนตรี  เขียนและแต่งกลอนภาษาไทย  หรือเป็นเด็กที่มีแววดีที่สามารถส่งเสริมให้ค้นพบตนเองในทางสร้างสรรค์ ให้ชื่อทุนว่า ทุนครูเรือง  ซึ่งเป็นชื่อครูรุ่นบุกเบิกเก่าแก่ของชุมชนอีกคนหนึ่ง  เป็นครูของแทบจะทุกคนในชุมชนนับแต่รุ่นปู่ย่าตายาย พ่อแม่  กระทั่งลูกหลาน เหลน รวมทั้งเป็นครูที่ร่วมกับนายอำเภอ  บุกเบิก  ก่อตั้งโรงเรียนขึ้น จัดว่าเป็นวีรชนของชาวบ้าน เป็นที่กล่าวขานถึงแม้ในปัจจุบัน

        คุณครู ช่วยกันพิจารณาเด็ก  ว่าจะมอบทุนประเภทไหน ซึ่งก็ได้เด็กมากมาย เพราะในความเป็นจริง  โดยวิธีให้ทุนอย่างนี้  ก็ทำให้สามารถหาเหตุมอบทุนให้แก่เด็กๆที่ขาดโอกาสมากกว่าเพื่อน และเชิดชูให้เด็กๆเห็นด้านที่เป็นจุดแข็งของตนเองได้ทุกคน ไม่มีเด็กขี้แพ้และด้อยไปกว่าคนอื่นเลยนั่นเอง

        ก่อนมอบ  ผมก็นำเอาคนเก่าแก่ของชุมชน  มานั่งพูดคุยถึงชุมชน และคนเก่าแก่อันเป็นที่เคารพนับถือของชุมชนซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วและได้นำมารำลึกถึงด้วยการใช้เป็นชื่อทุน  ลูกหลานหลายคนน้ำหูน้ำตาไหล  ทั้งด้วยความตื้นตันและการได้มีโอกาสทบทวน  ซาบซึ้ง  กับความหมายของการเป็นชุมชน ที่นำกลับมาสืบสานเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่ทำขึ้น  จากนั้นก็มอบผ่านคุณครู  พ่อแม่ และเด็กๆ

        เสร็จแล้ว  ก็เชิญท่านนายอำเภอคุยตามสบาย  ขอให้เพื่อนปาฐกถาหัวข้อธรรมที่เสริมส่งการปฏิบัติ  ผมกล่าวสรรเสริญกิจกรรมต่างๆให้ชาวบ้านชื่นชมและได้ความดีงามแก่ตนเอง จากนั้นก็พากันสวดมนต์ทำวัตรเย็นเมื่อบ่ายแก่ๆ

        ถัดมาจากปีนั้น คุณครูบอกข่าวให้ได้ร่วมความดีใจกับโรงเรียนและชุมชนด้วยว่า คุณครู 6-7 คนของโรงเรียนมีกำลังใจขึ้นก่ายกอง เด็กหลายคนก็ทำให้โรงเรียน พ่อแม่และชุมชน มีกำลังใจมากขึ้นไปด้วย โดยเด็กบางคนไปแข่งขันทางวิชาการ ได้รางวัลในระดับอำเภอ ทางด้านกีฬา ภาษาไทย และศิลปะ ก็ได้รางวัลหลายรางวัลของอำเภอ  ทำให้ชุมชนเริ่มหันมาสนใจที่จะคิดและทำสิ่งดีๆให้กับโรงเรียน  แทนที่จะเลือกสิ่งดีๆให้กับตนเองโดยทิ้งโรงเรียนของชุมชนไปอย่างเดียว

         วิธีการและกระบวนการให้ บางทีก็สำคัญมาก เราสามารถจัดกระบวนการให้ชาวบ้านได้วิธีคิดและมีมิติการเรียนรู้ชุมชนหรือสิ่งที่ช่วยเสริมประสบการณ์เชิงบวกต่อชุมชนให้ก่อน จากนั้นจึงให้สิ่งของ ก็จะเป็นการเรียนรู้และพัฒนาพลเมืองที่บูรณาการในกิจกรรมปฏิบัติชุมชน สร้างคนและสร้างชุมชน ได้มากมาย.