กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอาจารย์มหาแล ขำสุข(อาสโย)

         กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้ามากอย่างยิ่งครับ ถือว่าเป็นการสะท้อนให้ผมเห็นด้านที่จะพัฒนาตนเอง เห็นข้อที่มีอยู่ แล้วก็บางด้านก็เป็นองค์ประกอบที่มาจากวิธีคิดและกระบวนการข้างใน ที่การตั้งข้อสังเกตของพระคุณเจ้าทำให้ทราบได้อยู่ในทีว่าเป็นสิ่งที่สื่อออกมาให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ผมจึงควรใช้เป็นแนวสังเกตตนเองเพื่อจับเอาเป็นอารมณ์ภาวนา อบรมตนเองและบ่มเพาะให้เป็นกำลังจิตตปัญญาของตนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ในข้อนี้ต้องถือว่าพระคุณเจ้าเป็นครูให้นะครับ

        การที่พระคุณเจ้าบอกว่า เรื่องการให้ทาน เป็นเรื่องที่โดดเด่นของวัฒนธรรมไทยนั้น ดูเหมือนกับว่าพระคุณเจ้ากำลังจะบอกว่าเห็นอะไรสักอย่างจากสิ่งที่ผู้คนเห็นเป็นเรื่องพื้นๆ

        อันที่จริง ในเรื่องการให้ทานนั้น นอกจากต้องมีองค์ประกอบของสิ่งที่จะเป็นทานแล้ว ยังกอปรไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญมากอีก ๒ มิติ คือ ความมีคุณค่าและคุณประโยชน์ต่อผู้รับ และกระบวนการเรียนรู้ภายในตนเองของผู้ให้ ที่จะทอนอัตตา และความเป็นตัวกู-ของกูลงไป ผ่านการให้ทาน แต่ตรงนี้ต้องกอปรด้วยปัญญา การเรียนรู้ และการทำในใจให้แยบคายไปด้วยครับ  

        ในข้อหลังนี้กระมังครับ พระคุณเจ้าจึงได้กล่าวว่าเรื่องทานเป็นเรื่องที่เด่นมากในเชิงวัฒนธรรมของสังคมไทย เพราะการเรียนรู้เพื่อกำราบตัวกู-ของกู อีกทั้งได้ความอิ่มปีติจากการได้ให้นั้น  จะว่าไปแล้วก็คือหลักคิดเกี่ยวกับการนำไปสู่ชีวิตอันเกษม  ซึ่งเป็นหนทางสู่มงคลสูงสุดในอุดมคติของพุทธศาสนา รวมไปจนถึงศาสนาอื่นๆที่ก็เรียกและนิยามต่างกันไปนั่นเองหรือเปล่าครับ

        ในแง่การให้ผู้อื่น นอกจากไม่ควรให้เพราะสิ่งนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับตนต่อไปอีกแล้วเท่านั้น ทว่า ยังต้องคำนึงถึงความเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีความหมายต่อผู้รับอีกด้วย

        จะเห็นว่า เพียงกระบวนการและวิธีการให้ เราก็สามารถให้การเรียนรู้ทางสังคมและสร้างการเรียนรู้จากสิ่งที่ปฏิบัติ ทั้งการได้เข้าใจตนเองอย่างลึกซึ้ง การใส่ใจและเรียนรู้ผู้อื่น และการได้ร่วมสร้างความเป็นส่วนรวมด้วยการกระทำ

        ถือได้ว่า การเรียนรู้อย่างนี้ เป็นการจัดความสัมพันธ์ของปัจเจกกับผู้คนรอบข้างด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น และสร้างปัจจัยแห่งการเป็นอยู่ร่วมกันให้มีความสุข

       ทุกครั้งเมื่อมีกิจกรรมการทำบุญและให้ทาน(ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายในสังคมไทย อย่างที่พระคุณเจ้าว่าจริงๆ)เราจึงสามารถทำให้เป็นเวทีเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและเป็นแหล่งพัฒนาชีวิตที่รอบด้านให้ชาวบ้าน ส่งเสริมให้เกิดปัญญาบารมีผ่านกิจกรรมที่ทำกันอย่างดาดๆ

       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำให้การให้ทานและการทำบุญ ให้เป็นโอกาสเรียนรู้เพื่อหมั่นกำราบความเป็นตัวกู-ของกูอยู่เสมอๆ และการลดการนึกถึงแต่เพียงตนเอง พร้อมกับเผื่อแผ่สิ่งดีออกไปสู่ผู้อื่นอย่างนี้ หากมองให้ดี ก็จะเห็นว่าเป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตน ให้ออกจากความเป็นตัวกู-สู่การสร้างความเป็นเรา ตามกำลังแห่งปัญญาของแต่ละคน

       ยิ่งมีความเป็นเราที่ต้องสร้างตัวตนอย่างใหม่ร่วมกับผู้อื่นให้ออกจากตัวกู-ของกูกว้างขวางมากขึ้นๆเท่าใด ก็จะเห็นการแผ่ขยายของความผูกพันกันด้วยความเป็นผู้คุ้นเคยกันเสมือนญาติและเป็นพี่น้องกัน ร่วมทุกข์สุขกันทั้งหมดทั้งสิ้นของผู้คน ร่องรอยอย่างนี้ ก็จะเห็นถึงความเชื่อมโยงกันของวิธีคิดของชาวบ้านที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสำคัญๆในพระศาสนา 

       ตัวอย่างเช่น คนบ้านนอกนั้น เวลามีนักวิจัยจากภานนอกถามคำถามแบบความรู้สมัยใหม่ง่ายๆว่า 'ในหนึ่งสัปดาห์ มีโอกาสพบปะสังสันทน์และทำกิจกรรมกับคนอื่นมากน้อยเพียงใด' แทนที่จะตอบได้ ก็อาจจะมีพูดอย่างนี้ครับ ....'จะไปไหน  ไม่เคยไปไหน ไม่ได้ทำหรอก' ทำนองนี้ 

       นักวิจัยและคนภายนอกที่เดินด้วยความรู้สมัยใหม่อย่างเดียว ก็อาจจะเข้าใจว่า ชาวบ้านที่ตอบไม่เป็นคนมีส่วนร่วม ไม่เปิดตัวเองต่อการสร้างความเป็นชุมชน ทว่า ในความเป็นจริงก็คือ วิธีคิดของชาวบ้านนั้น คนทั้งหมู่บ้านนั่นแหละ เป็นตัวเราและตนเอง ดังนั้น แม้จะไปทำบุญและทำกิจกรรมมากมายกับผู้คนในหมู่บ้าน ก็ยังตอบว่าไม่ได้ไปไหนและไม่ได้ทำอะไรกับคนอื่น เพราะทั้งหมู่บ้านไม่มีคนอื่นเลยมีแต่เรา อย่างนี้เป็นต้น 

       สำนึกสาธารณะที่เรียนรู้และแผ่ขยายออกไปสู่ผู้คนมากมายได้อย่างนี้ เรียนรู้ผ่านเรื่องให้ทานได้นะครับ ในทุกศาสนาจะมีเรื่องนี้เหมือนกันหมดอีกด้วย 

       โดยวิธีผสมผสานเข้าไปกับกิจกรรมชาวบ้าน ก็จะเป็นการสร้างตัวตนแห่งความเป็นสาธารณะและความเป็นส่วนรวม ที่แผ่ขยายออกไปให้ใหญ่กว่าขอบเขตความเป็นตัวกูของปัจเจกมากยิ่งๆขึ้นเป็นลำดับ ความเป็นหน่วยชีวิตแบบแบ่งขั้วก็จะไม่มี

       การละวางสิ่งหนึ่งพร้อมกับเป็นการสร้างให้เกิดสิ่งหนึ่งที่ยกระดับให้ละเอียดประณีต ตัวปัญญาและวิธีสอนที่อธิบายกระบวนการอย่างนี้ได้นั้นมีมาในพระศาสนาอยู่แล้วครับ  มีความลึกซึ่งยิ่งกว่าสังคมยุคเหตุผลสมัยใหม่อย่างยุคของเรามากมาย โดยอาจมีข้อจำกัดที่ต้องเลือกถูก-ผิด ดี-เลว เอา-ไม่เอา ก่อให้เกิดวิธีคิดเป็นขั้ว ไม่ได้เป็นพัฒนาการที่ต่อเนื่องและเป็นสายธารเดียวกัน ซึ่งผลต่อความรุนแรงของวิธีคิดแบบนี้เป็นอย่างไรก็เห็นได้มากมายในปัจจุบันนะครับ

       เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็พอจะกล่าวได้กระมังครับว่า หากมีคนนำชาวบ้านเจริญสติและทำให้ได้ปัญญาจากกิจกรรมธรรมดาๆไปด้วยแล้ว ก็จะซาบซึ้งและเกิดความแยบคายขึ้นมาได้ยิ่งๆขึ้นว่า การให้ทานในด้านที่เป็นการเรียนรู้สร้างสังคมนั้น ก็เป็นการบำรุงสาธารณะและสร้างสำนึกแห่งสาธารณะ ก่อเกิดจิตสำนึกสาธารณะ เชื่อมโยงวิธีอธิบายในความรู้สมัยใหม่กับความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมของชุมชน ให้ชาวบ้านสามารถใช้ความรู้จากรากเหง้าชุมชนมาใช้ในโลกสมัยใหม่และทำให้ความรู้สมัยใหม่กลับบ้านถูก ไม่เป็นรากเหง้าของความแปลกแยกซึ่งกันและกัน

       แต่โดยทั่วไป เรามีแต่สอนให้รู้จักแต่การทำบุญอย่างไม่มีความหมาย ทั้งในเชิงคุณค่าและในแง่การได้ปัญญา เกิดความรอบรู้ และนำกลับไปสะท้อนสู่การปฏิบัติในการดำเนินชีวิตได้  คิดแต่ว่าทำบุญก็คือทำบุญ ไม่เห็นเป็นโอกาสขัดเกลาตนเองและไม่เห็นว่าจะเป็นการเรียนรู้เพื่อจัดการส่วนรวมที่ใหญ่กว่าตัวเอง อย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มชาวบ้านอย่างไร

        ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อกลไกพัฒนาการเรียนรู้แก่สังคมและพลเมือง ไม่ว่าจะเป็นสื่อและหน่วยให้การศึกษาเรียนรู้ระดับต่างๆ สื่อสารและให้การเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนขึ้นมาแล้ว ก็ไม่สามารถกลับบ้านถูก โดยผสมผสานไม่ได้ว่า สิ่งที่อยู่ในวิถีวัฒนธรรม กับความจำเป็นในสภาวการณ์ของสังคมสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น เชื่อมโยงและบูรณาการกันขึ้นในบริบทและความจำเป็นใหม่ๆได้อย่างไรบ้าง

         อย่างเรื่องการให้ทาน กับความหมายต่อการพัฒนาจิตใจ พัฒนาตน พัฒนาส่วนรวม กับการเรียนรู้สังคมเพื่อทำให้ชาวบ้านรอบรู้และทันความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกได้พอสมควรอยู่เสมอ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ

         ผมเคยได้เห็นครูอาจารย์หลายท่านทำ และหลายแห่งก็เห็นว่าทำในลักษณะนี้ เลยเมื่อมีโอกาส ก็มักนำเอามาเป็นหลักคิด แล้วก็ได้ทำอย่างที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพระคุณเจ้านี้อยู่เสมอเช่นกันครับ ผมว่าเป็นหน้าที่ของนักวิชาการและชาวบ้านทั่วไปเช่นกันที่จะต้องช่วยกันทำ  เช่น............

  • ใช้เป็นโอกาสแจกจ่าย เผยแพร่หนังสือและสื่อสารทางปัญญาที่สอดคล้องกัน
  • หาโอกาสบรรยาย ปาฐกถาธรรมนำกิจกรรม ไม่ทำกิจกรรมเฉยๆ ไม่มุ่งให้ทำบุญแบบเอาบุญแต่ไม่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและเข้าถึงคุณค่าอันลึกซึ้งด้วยการทำในใจให้แยบคาย 
  • สอนและอบรม ให้หลักคิด การร่วมกิจกรรมและการร่วมอนุโมทนาการทำบุญกุศลอย่างมีปัญญา
  • จัดสภาพแวดล้อม ให้คนหลากหลาย มีโอกาสสัมผัสกับแหล่งประสบการณ์แล้วได้ปัญญา หยิบฉวยไปตามอัธยาศัย ได้การภาวนาในอริยาบทง่ายๆ สะสมไปกับการทำกิจกรรมสังคมอยู่เสมอๆในชีวิต     

         อย่างที่พระคุณเจ้าได้เห็นและนำมาแลกเปลี่ยนนี้ ผมก็คิดว่าเป็นการมีส่วนร่วมเล็กๆ ที่มีอยู่จริงอย่างมากมายในสังคมของเราครับ เลยดีใจมากครับที่ได้มีโอกาสได้ทราบและได้เสวนากับพระคุณเจ้าครับ

กราบนมัสการด้วยความเคารพครับ