รู้สึกการมีชีวิต เมื่อใช้ชีวิต

เคยรู้สึกอย่างนี้ไหมครับ ทำงานไป อยู่ไป เรียนไป จู่ๆก็เริ่มรู้สึกมีอะไรขาด อะไรว่างๆ โหวงเหวง เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบโค้กมากิน (เพราะคิดว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ) ก็รู้สึกไม่สุขสดชื่นเหมือนเคย (แบบคนติดโค้ก) ใจหายวาบ เอ.... เราเบื่ออาหาร ขนาดกินโค้กไม่ซาบซ่านี่ จะเป็นมะเร็งรึเปล่าหว่า คิดไปโน่น... เดินกลัดกลุ้มวนเวียนไปมา จนสุดท้าย อาจจะหยิบหนังสือเล่มนึงมาอ่าน หรือออกไปวิ่งกับหมา หรือหยิบกระป๋องน้ำเดินไปรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน เรี่ยวแรงถึงค่อยๆกลับมา สีสันของดอกไม้เริ่มชัดเจนมากขึ้น กลับไปหยิบโค้กมาจิบต่อ ฮ่า...... สดชื่นนนนน This is better!!

เราเป็นอะไรไป?

หรือคำถามอีกแบบนึงก็คือ "อะไรที่ขาดหายไป และอะไรที่เติมให้เต็ม?"

สิ่งเหล่านี้อาจจะดูเล็กน้อย อาจจะไม่เห็นมีระบบระเบียบอะไรเลย (ซึ่งจริงๆประเด็นนี้ก็ทำให้ผมสนใจ "ความไม่เป็นระบบระเบียบ") แต่มันเหมือนกับว่า ร่างกายทางกายภาพของเรานี้ แม้จะสะสมพลังงานศักย์มากมายในรูปแบบต่างๆ มีกล้ามเนื้อ มีเลือด มีน้ำ วิ่งไปวิ่งมา แต่เรายัง "ไม่ได้รู้สึกถึงชีวิต" จนกว่า จุด จุด จุด จุด จะเกิดขึ้นในการ "รับรู้" ของเราเสียก่อน

ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคำถาม ว่า "เรารับรู้อะไร จึงจะรู้สึกถึงการมีชีวิต และชีวา?"

เดี๋ยวนี้เรามีปรัชญาการดำรงชีวิตมากมายหลากหลาย ทั้งในแง่จิต ในแง่กาย ในแง่เศรษฐศาสตร์ การเมือง ฯลฯ ผมเคยพูดถึงปรัชญาระดับ ความดี ความงาม ความจริง แต่ครั้งนี้ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป เป็นพื้่นฐานมากกว่า เรียบง่ายมากกว่า เรื่องที่เขียนในวันนี้ เกิดจากได้ไปอ่านบทความหนึ่ง ชื่อ แสงตะวันในฤดูกาลอันมืดมิด ในเวปไซด์ new heart, new life ที่คนคอเดียวกันหลายๆคน ได้แก่ พี่วิธาน ฐานะวุฑฒ์ หมอวรวุฒิ โฆวัชรกุล พี่กิจจา เจียรพัฒนกนก และคุณพัฒนา แสงเรียง ได้มามั่วสุมชุมนุมกันอยู่ ในบทความนี้ ผมอ่านเรื่องนิทานปิศาจไขว่คว้าลม ก็รู้สึกว่าโดนมาก

มีคนมากมายจำนวนมากรอบๆตัวเรา ที่กำลังดิ้นรน กระเสือกกระสน และไขว่คว้าอะไรบางอย่าง หรือหลายๆอย่างอยู่ตลอดเวลา จนบางทีเราก็เหนื่อยแทน บางทีเห็น lifestyle ของคนบางคน เราแทบอยากจะถอนหายใจแทน เพราะเขาดูจะไม่มีเวลาถอนหายใจเลย และบางทีเราก็คิดต่อไปว่า ทำไมหนอ เขาจึงได้ไม่ช้าลง หยุดกระเสือกกระสน และเสพสุขกับการนิ่งเฉย การใคร่ครวญ การอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

แต่คิดอย่างนั้น เราเองที่อาจจะกำลัง download คุณค่าอะไรบางอย่างของเรา และกำลังจะไปครอบให้คนอื่นหรือไม่?

เป็นไปได้หรือไม่ที่ การดิ้นรน กระเสือกกระสน ไขว่คว้า นั้น ก็คือ vital signs หรือสัญญานชีพของคนเหล่านี้? และเมื่อสิ่งเหล่านี้หมดไป ก็เหมือนกับสัญญานชีพสิ้นสุดลง

Involutional Melancholia หรือ โรคเศร้าในวัยต่อ ในกลุ่มคนที่ทำงานมาตลอดทั้งชีวิต เมื่อมาถึงวันเกษียณ ถ้าไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เตรียมหาอะไรทำ เตรียมการเดินทางรอบโลก หาหลานมาเลี้ยง คนบางคนอาจจะเข้าสู่ภาวะเศร้าซึม ทั้งๆที่มีเวลาพักผ่อนมากมาย มีโอกาสที่จะ "ช้าลง" อย่างที่ตั้งความหวังไว้มานานแล้ว แต่ "งานประจำ" ที่หลุดไปจากวิถีชีวิตนั้น แทบจะดึงเอาชีวิตชีวาที่เคยมีมาตลอดหลายสิบปี ให้หลุดลอยตามไปด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ กิจวัตรประจำวัน burdens ภาระต่างๆของเราในแต่ละวัน  เหตุการณ์ที่เราเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า อยากจะหยุด อยากจะเลิก ที่จริงในกิจวัตรเหล่านี้ มันหล่อเลี้ยงความเป็นเรา ความเป็นคน ความมีชีวิต ความมีชีวา อยู่มากแค่ไหน เรามองไม่เห็น จนกว่าผลกระทบหลังจากที่เรา "เลิกทำ" ลอยมากระทบใส่หน้าเราเต็มๆ ตอนเกษียณ ตอนจะเลิกราจริงๆนั้นเอง

ปัญหาส่วนหนึ่งก็คือ เราไม่ได้คิดว่า "ชีวิตชีวา" ของเรามันอยู่ ณ ปรัตยุบันกาล ณ ขณะที่เรา "กำลังทำ" กำลังใช้ชีวิต แต่ไปมองหา achievement ปลาย หรือผลลัพธ์กันอยู่ตลอดเวลา จริงๆแล้ว ถ้าเราถอดวิญญาณออกจากร่าง มองย้อนกลับมาที่ตัวเราตอนกำลังทำงาน เราอาจจะสำนึกได้ว่า สีหน้า แววตา ท่าทาง ของเราตอนนั้นแหละ ที่กำลังบรรเลง The Greatest Overture of Life โหมโรงชีวิตอยู่อย่างสวยงามที่สุดแล้ว ไม่ใช่ตอนจบ ไม่ใช่ตอนที่ทุกอย่างสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เราใช้ก็คือ awareness หรือการมีสติ สัมปชัญญะ รู้เท่าทันว่าเรากำลังทำอะไร เรากำลังใช้ชีวิตอย่างไร ณ ตอนนี้

ถ้าหากเรารู้สติตลอดเวลา การจะเป็น "ปิศาจคว้าลม" อย่างในนิทาน ก็อาจจะไม่เลวร้ายเกินไป อย่างน้อย เรายังมีลมที่จะไขว่คว้า และยังสามารถทำอะไรเพื่อที่จะไขว่คว้าได้ จะดีกว่านั้นอีก ถ้า "ลม" นั้น เป็นอะไรที่มีความหมายสำหรับคนอื่นๆ สังคม และมวลมนุษยชาติด้วย