ปรัชญา-ศาสนา

มีผู้ถามมาเสมอ... จะให้ไปอ่าน link ที่เคยให้ความเห็นไว้ก็ไม่เจอ บันทึกนี้จึงให้คำตอบเชิงความเห็นส่วนตัวเป็นการทั่วไป เผื่อใครสนใจจะได้เข้ามาอ่าน หรือใครสอบถามก็จะได้ link ให้มาอ่านที่นี้...

จำได้ว่าตอนแรกเรียนนั้น เคยมีเพื่อนร่วมห้องสอบถามอาจารย์ฯ ท่านบอกว่า ถ้าไม่เป็นครูก็เขียนหนังสือขาย นอกจากนั้นก็ทำงานอื่นๆ ได้ทุกอย่างที่คนทั่วไปสามารถทำได้... แล้วท่านก็ขยายความต่อว่า ปรัชญาเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจโลกและชีวิต ดังนั้น เมื่อเราเรียนปรัชญามาเราก็อาจมีมุมมองเรื่องโลกและชีวิตกว้างและอาจเลือกใช้ตามความพอใจของเรา ตัวอย่างก็เช่น เราทำงานเป็นพนักงานโรงแรม พอเลิกงานแล้วคนอื่นๆ ก็อาจชวนกันไปดูหนังฟังเพลง หรือไปดื่มไปกินตามความพอใจ ส่วนเราก็เข้าห้องแล้วก็หยิบหนังสือเต๋าเต๋กเก๋งของเล่าจื้อขึ้นมาอ่าน... เต๋าที่อธิบายได้ มิใช่เต๋าอันแท้จริง ชื่อที่ตั้งไว้มิใช่ชื่ออันสูงส่ง เต๋านั้นมิอาจอธิบายและตั้งชื่อได้ เมื่อไร้ชื่อไร้ความมีความเป็น จึงเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่งทุกอย่าง.... แล้วก็ค่อยๆ จมดิ่งเข้าไปสู่ห้วงความคิด

วันก่อน... เล่าให้น้องฟังว่าหลานคนหนึ่งสอบเรียนต่อภาษาอังกฤษ น้องก็บอกว่าไม่ค่อยสนับสนุนให้เรียนภาษาเพราะเป็นวิชาการมิใช่วิชาชีพ เรียนมาแล้วอาจมีความรู้ทางภาษาจริง แต่อาจไม่มีงานทำตามความรู้ที่เรียนมา... ก็นำไปเล่าให้หลานฟัง แต่หลานก็บอกว่า เค้าอยากจะเรียน ส่วนอนาคตจะไม่มีงานทำหรือไม่ได้ทำงานตรงกับความรู้ที่เรียนมา ก็ค่อยแก้ปัญหาเอาข้างหน้า... ปรัชญา-ศาสนา ก็ทำนองเดียวกัน เป็นวิชาการมิใช่วิชาชีพ ถ้าชอบจะเรียนก็เรียน ส่วนอนาคตจะได้เป็นครูสอนปรัชญาหรือเขียนหนังสือขายได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต (จำภาษิตฝรั่งมาว่า ขนมปังของวันพรุ่งนี้ จะมาในวันพรุ่งนี้ )

อีกคำถามที่จะตามมาก็คือ ปรัชญาเรียนยากหรือไม่ ? ซึ่งผู้เขียนก็เคยตอบแบบรวบยอดว่า เรียนยาก สอบง่าย แต่เก่งยาก... กล่าวคือ ปรัชญาจะเรียนความคิดของคนทุกเรื่องในอดีตตั้งแต่สืบค้นและจินตนาการไปถึงจนกระทั้งเลยไปถึงเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพียงแค่นี้ก็อาจเห็นได้ว่าเนื้อหาของปรัชญากว้างสุดๆ ยากที่จะเรียนให้จบได้... แต่ข้อสอบของปรัชญานั้น มักจะถามกว้างๆ ให้วิจารณ์ มากกว่าการถามความจำ ดังนั้น จึงตอบง่าย สอบง่าย จะเขียนอย่างไรก็ได้ โดยมากอาจารย์ผู้ตรวจมักจะดูที่ระบบคิดและการนำเสนอ มากกว่าการตัดสินความเห็นนั้นว่าถูกหรือผิด นั่นคือ สอบง่าย (ไม่ต้องอ่านหนังสือก็เข้าสอบได้สบาย)... ส่วนคำว่า เก่งยาก นั้น เพราะปรัชญากว้าง ลึก และหลากหลาย จึงไม่มีใครรู้หรือเข้าใจทุกเรื่อง สำหรับคนที่จบปรัชญามานานๆ นั้น โดยมากมักจะเด่นเพียงบางเรื่องที่เค้าสนใจเท่านั้น

สำหรับผู้ใคร่ในการศึกษา การเรียนปรัชญาทำให้มีความรู้อื่นรอบข้างหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ประวัติศาสตร์ เรียนปรัชญาต้องเข้าใจประวัติศาสตร์โลก พอที่จะเล่าได้ (บางคนอาจสอนประวัติศาสตร์ได้เลย) เพราะถ้ากำหนดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ไม่ได้ ก็ไม่อาจเข้าใจพัฒนาการและอิทธิพลทางความคิดของนักปรัชญาในยุคสมัยนั้นได้... หรือภาษาศาสตร์และวรรณคดี เรียนปรัชญาต้องอ่านหนังสือเยอะ เฉพาะวรรณกรรมภาคบังคับที่ผู้เรียนปรัชญาต้องอ่าน ก็จำชื่อไม่หมดแล้ว... นอกนั้นก็ต้องมีความรู้พื้นฐานวิชาทั่วไปเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อต้องเรียนปรัชญาประยุกต์เรื่องนั้นๆ เช่น การเมือง ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ดนตรี จิตวิทยา ฯลฯ

อนึ่ง แม้ผู้เขียนจะเป็นพระภิกษุ แต่ก็เรียนจบปรัชญา (มิใช่ศาสนา) เท่าที่พอคุ้นเคยกับผู้เรียนจบปรัชญานั้น มักจะใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นได้เป็นปกติ แต่ก็ไม่ใคร่จะยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น มีความมั่นใจในตนเองสูง มีความเป็นอยู่ง่ายๆ ...