Philosophy = love of wisdom

ปรัชญา หรือ วิชาว่าด้วยปรัชญาจะ "สะท้อนรากศัพท์" นี้หรือไม่ หรือ จำเป็นต้องสะท้อนหรือไม่ ก็น่าสนใจ (ทั้งคำตอบ และการคิดว่าน่าสนใจหรือไม่ และการพิสูจน์คำตอบ หรือกระบวนการหาคำตอบ ฯลฯ)

ถ้า "ยาก" หมายถึง ไม่ง่าย หรือ ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ก็ใกล้เคัยงกับสิ่งที่คิดไว้พอควร แต่ถ้า "ยาก" หมายไปถึง ยากเย็น แสนเข็ญ ทุกข์ทรมานในการเรียน ในการศึกษา สงสัยว่า ณ ขณะนั้น คงจะไม่มี love of wisdom แต่เป็น torment to attain wisdom เสียแล้ว!!

ปรัชญาจะเกี่ยวเฉพาะ "เหตุผล" หรือไม่?

Sacrates method จะใช้ chains of questions ในการที่จะสืบสาวคำตอบ เพาะหล่อเลี้ยงปัญญา แต่การหาคำตอบ อาจจะไม่ได้เกิดจาก "rationale" หรือ "เหตุผล" เท่านั้นไหม? นึกถึงภาพยนต์เรื่อง CONTACT ที่โจดี ฟอสเตอร์ เล่นเป็นนักวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ที่โกรธพระเจ้า (ที่มาพรากพ่อเธอไปตั้งแต่เด็ก... จนตอนบาทหลวงมาปลอบใจว่าที่พ่อเธอเสีย เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ด.ญ.โจดี ก็สวนกลับไปว่า พ่อเธอตายเพราะเธอไม่ได้เก็บยาหัวใจไว้ที่ชั้นล่างของบ้าน ทำให้วิ่งไปหยิบยาไม่ทัน) และตั้งแต่นั้นมาก็ยึด science และการ "พิสูจน์ได้" เป็นสรณะมาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็ถูกคำถามของพระเอกเรียบๆง่ายๆว่า

"คุณรักพ่อคุณไหม?"

"รักสิ ถามได้"

"ไหน พิสูจน์สิ?"

"................?????????"

Values จำนวนมาก (แต่สิ่งเหล่านี้ นับเป็น wisdom ไหม​?) เราไม่ได้ใช้อะไรมาวัด ยกเว้น "หัวใจ" ของเรา ใช้ความรู้สึกของเรา ใช้ประสบการณ์ตรงของเรา

หรือไม่?

มิฉะนั้นคำ "unconditional love" นั้น พอจะเป็น logic ไหมว่า มันเป็นอะไร "รักไม่มีเงื่อนไข" มันมาได้อย่างไร มันมาเพราะอะไร อะไรที่ทำให้ make sense และประการสำคัญตอนที่เรา (หรือใครบางคน) สามารถ "มี" การรักที่ปราศจากเงื่อนไขที่ว่านี้ มันมาเป็น protocol เป็น mechanism เป็นขั้นตอน หรือเป็น "สภาวะจิต"?

School of Wisdom นั้น เป็นการ "จดทะเบียน" wisdom นั้นๆหรือไม่? ก็คงจะขึ้นกับคำถาม หรือหัวข้อการเรียน การศึกษา ที่ตั้ง เช่น ถ้าเราพยายามจะศึกษา Goodness ของอริสโตเติ้ล เราก็คงจะ reference อริสโตเติ้ล แต่ถ้าเราศึกษา goodness เราอาจจะเฉียดอรสิโตเติ้ลไปทีนึง อาจจะเฉียดขงจื๊อไปทีนึง เฉียดมหาตมะคานธีไปที เฉียดอิมมานูเอล คานต์ ไปอีกทีนึง ท่านเหล่านี้คงไม่ว่าอะไรที่เราไม่ได้บอกว่าท่านเป็นเจ้าของ แต่ท่านเคยเฉียดและกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ว่าอย่างไรบ้าง (ที่จริง เราก็ "แปล" อีกรอบ และ "ตีความ" อีกรอบว่าท่านพูดไว้อย่างนั้น อย่างนี้ เราไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า "จริงๆแล้ว" ท่านคิดว่ายังไง เนื่องจากภาษาที่แปลๆกันมาหลายสิบ หลายร้อยรอบนั้น ผ่าน "ตัวตน" ของคนอีกจำนวนมากที่สอดแทรกความคิดเห็นของตัวเองลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนมาถึงตัวเราเองก็เช่นกัน)