การจัดทำเวทีลักษณะนี้ ผมให้ความสำคัญในการ “รู้จักตัวเอง” หมายถึงการรู้จักชุมชนของพวกเขาเอง ในทุกมิติ ทั้งทรัพยากร ผู้รู้ และ องค์ความรู้ ภูมิปัญญา เมื่อเรียนรู้ตัวเองแล้ว เรามาคิดต่อว่า เราจะใช้ทุนที่มีต่อขับเคลื่อนการพัฒนาบ้านเราได้อย่างไร?

ผมรับโทรศัพท์จากผู้ประสานงานประเด็นการท่องเที่ยวของูลนิธิโครงการหลวงี่เชียงใหม่ จะชวนผมไปเป็นวิทยากรเพื่อเตรียมพร้อมชุมชน เพื่อเข้าสู่ชุมชนที่จัดการการท่องเที่ยว  ณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี  ผมนึกไม่ออกเลยว่าทองผาภูมิไกลแค่ไหน เพราะไม่เคยไปมาก่อน ทราบเพียงแต่ว่าบางมุมของทองผาภูมิมีเรื่องราว เรื่องเล่าที่น่าสนใจ ณ ดินแดนม่านภูเขา

ผมแบ่งรับแบ่งสู้เพราะภารกิจที่รัดตัว พร้อมกับไม่มีวันว่างเอาเสียเลย การเดินทางไปทองผาภูมิเพื่อไปทำเวทีเตรียมชุมชนนั้นต้องใช้เวลาถึงสองวัน หนึ่งคืน แต่ท้ายสุดก็ต้องตอบตกลง เพราะผู้ประสานงานยอมรับเงื่อนไขของผมที่เลื่อนเขามาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง...ผมก็เกรงใจเขามาก

เย็นวันทำงานที่เมืองหลวง

ผมเดินทางจากย่านแจ้งวัฒนะมาทางลาดพร้าว เพื่อเข้าร่วมประชุมกับ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ในช่วงเย็นที่รถติดเป็นเรื่องธรรมดาของเมืองหลวงช่วงเลิกงาน  เราประชุมกันเริ่มเวลา ห้าโมงเย็น !!!  (ประชุมงานที่ผมรับทำให้ มสช.ประเด็น Humanized Health care)

ผมกังวลใจพอสมควรที่นัดคณะมูลนิธิโครงการหลวงรอรับผมเพื่อเดินทางไปทองผาภูมิ

ในคืนนี้หลังจากที่ผมประชุมงานผมเสร็จ  ผมประชุมอย่างไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่นัก เสียงโทรศัพท์จากทีมงานบอกผมว่ามาถึงที่นครปฐมแล้ว (ผมนัดหมายให้รับผมที่หน้า รพ.นครปฐม) เพราะผมจะขับรถไปกับเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งหลังจากประชุมเสร็จ

ผมไม่มีสมาธิเอาเสียเลยนอกจากทีมงานมาถึงเพื่อรอเรานานๆ และยังมีนักศึกษาปริญญาโทจากธรรมศาสตร์ท่านหนึ่งมารอที่จะร่วมเดินทางไปสังเกตการณ์ผมทำเวทีด้วย ...

กว่าจะเลิกประชุมที่ มสช.(มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ) ก็ปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม เรารีบเดินทางมุ่งหน้าไปนครปฐมพร้อมโทรบอกปลายทางบอกว่า ประมาณหนึ่งชั่วโมงจะไปถึง...น่าจะถึงราวสามทุ่ม

ตกลงว่าคืนนี้เราเดินทางไปทองผาภูมิจากนครปฐมเวลาสามทุ่ม เราใช้เวลาเดินทางไปถึง อ.เมือง กาญจนบุรี เกือบเที่ยงคืน ผมสังเกตเห็นคนขับรถแล้วสงสารก็เลยคิดว่านอนที่โรงแรมสักแห่งใน อ.เมือง ก่อนดีกว่า เช้าๆ ค่อนเดินทางต่อ น่าจะปลอดภัยกว่า พร้อมกับผมมีอาการไข้หวัดที่กำลังหนักเอาการ ปวดศรีษะ จาม ไอ  คิดไม่ออกว่าพรุ่งนี้ผมจะยืนอยู่หน้าเวทีทำกิจกรรมได้อย่างไร?  อาจจะทำงานหนักมากไป พักผ่อนน้อย ผมเลยเริ่มมีอาการไม่สบาย ร่างกายฟ้องว่าน่าจะพักผ่อนบ้าง...

ผมรู้สึกเหนื่อยมาก พอหัวถึงหมอนที่โรงแรมกลางเมืองกาญจน์ ผมหลับแบบสลบเหมือดไปเลย ตื่นอีกทีก็เช้าแล้ว สดชื่นและมีพลังพอที่จะเดินทางต่อ...

ยามเช้าที่ทองผาภูมิ

--------------------------------------------------

จากเมืองกาญจน์ ถึงทองผาภูมิใช้เวลาราว ชั่วโมงเศษๆ

เราพักทานอาหารเช้าที่ ตลอดทองผาภูมิ อากาศยาวเช้าที่นี่สบายๆ ทิวเขารอบทิศ ไม่ต่างจากบ้านผมที่เหนือ สวยและมีเสน่ห์เมื่อหมอกสวยเคลียคลอยอดเขา...ทิวทัศน์ในเช้าอันแช่มชื่น พร้อมกาแฟร้อนๆทำให้ผมกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที

เราเดินทางไป แบบสบายๆเพราะ เราทำเวลาได้ดี

ยามเช้าแบบนี้ อากาศดี ผมขอให้รถมูลนิธิจอดเป็นระยะๆ เพื่อถ่ายรูปความสวยงามของธรรมชาติ สองข้างทาง สวรรค์บนดินที่ยังคงอุดมด้วยทรัพยากรป่าไม้ แม่น้ำ ระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก

เส้นทางสวยๆที่เราเดินทางผ่านไป

-------------------------------------------

มาถึงสถานที่จัดเวทีที่ทางมูลนิธิโครงการหลวงจะใช้จัดกิจกรรมในวันนี้ สวยมาก ต้นไม้และสวนสวยได้รับการดูแลเป็นอย่างดี น้องชี้บ้านพักสวยๆริมน้ำ พร้อมบอกผมว่า เมื่อคืนหากเราเดินทาทางถึงทองผาภูมิได้ เขาได้จองบ้านพักหลังนั้นให้ผม ...เสียดายจัง  คิดในใจว่าโอกาสหน้าคงมีโอกาสมาเยือนที่นี่อีกครั้ง

แกนนำชาวบ้านทยอยมาบ้างแล้ว เราจะเริ่มเวทีประมาณ เก้าโมงเช้า  ...พอถึงเวลาชาวบ้านก็ทยอยมาครบ โดยทั้งหมดเป็นแกนนำชุมชนประมาณ ๗ – ๘ ชุมชน เข้ามาเพื่อจะมาเตรียมความพร้อมการพัฒนาชุมชนขึ้นสู่ชุมชนที่สามารถจัดการท่องเที่ยวได้

ผมค่อนข้างหนักใจเพราะ

·  กลุ่มเป้าหมายหลากหลายบริบท (มี ๗ หมู่บ้าน)   และทั้งหมดเป็นผู้นำชุมชน

· โจทย์ที่มูลนิธิโครงการคิดมาให้ คือ การให้ความรู้ชุมชน ประเด็น การจัดการท่องเที่ยว นั้นยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ผมพิจารณาจากคนเข้าร่วมแล้วแก้ไขกระบวนการตรงนั้นเลย

·  ข้อมูลพื้นฐานที่มูลนิธิโครงการหลวงให้ผมมานั้นน้อยมาก ...

สิ่งที่ผมสามารถทำได้ ตอนนี้คือ ปรับกระบวนการทั้งหมด คิดอย่างไรจะให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ เรียนรู้ร่วมกัน และวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายไปพร้อมกัน หลังจากเราทำกิจกรรมทำความรู้จักกันแล้ว ผมใช้

·  กิจกรรมสิ่งของแทนนิยามการท่องเที่ยว (ไข่ ดอกไม้ และก้อนหิน) โดยแบ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมออกเป็นสามกลุ่ม และใช้สิ่งของสามสิ่งที่เตรียมมา กระจายให้กลุ่มละหนึ่งสิ่ง พร้อมกับให้ระดมความคิดโดยให้โจทย์ว่า “ท่านเปรียบการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ท่านมีอย่างไร?”  

กิจกรรมนี้ช่วยให้ผมทราบ ระดับของความรู้ด้านการท่องเที่ยวของชุมชนได้ ว่าพวกเขามีวิธีคิดอย่างไร และเราจะเติมกระบวนการใดต่อจากนี้

Tpp1

</span>

 

 

กิจกรรม หิน ดอกไม้ และ ไข่ สนุกสนานพอสมควร

ให้ทุกคนระดมความคิดเห็น พร้อมกับให้นำเสนอ ...ลีลาการนำเสนอของแต่ละท่านก็สร้างความสนุกสนาน บรรยากาศสบายๆอย่างที่ผมต้องการ..

ผมพอเห็นวิธีคิด และระดับความรู้ของกลุ่มบ้างแล้ว กระบวนการต่อไป คือ

การเติมความรู้ที่เตรียมมา นำเสนอเป็นการบรรยายโดย Power point เน้นการเรียนรู้การปฏิบัติผ่านภาพ อธิบายง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ

ภาคบ่าย เน้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้

โดยผมมีข้อมูลว่าชาวบ้านที่นี่มีพื้นการจัดการชุมชนโดยใช้ การท่องเที่ยวมาแล้วระดับหนึ่ง โดยมี ปตท.เป็นพี่เลี้ยง ที่มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ผมมองว่า การได้มานั่งคุยกันจะได้ประโยชน์มาก ...เวทีการนั่งพูดคุยจึงเป็นการนั่งพูดคุยแบบธรรมชาติออกรส  รวมถึงช่วยกันคิดแผนว่า ในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนต่อไป เราน่าจะทำอะไรก่อน หลัง ทั้งนี้ต้องใช้ฐานของ “ทุน” ที่ชาวบ้านมีอยู่

การจัดทำเวทีลักษณะนี้ ผมให้ความสำคัญในการ “รู้จักตัวเอง” หมายถึงการรู้จักชุมชนของพวกเขาเอง ในทุกมิติ ทั้งทรัพยากร ผู้รู้ และ  องค์ความรู้ ภูมิปัญญา เมื่อเรียนรู้ตัวเองแล้ว

 

เรามาคิดต่อว่า เราจะใช้ทุนที่มีต่อขับเคลื่อนการพัฒนาบ้านเราได้อย่างไร?

จากประสบการณ์ของผม หากเราวิเคราะห์ชุมชนร่วมกับชุมชนออกมาได้ชัดแล้ว การคิดกิจกรรมพัฒนาไม่ยาก กิจกรรมนั้นจะสอดคล้องกับทุนที่มีอยู่

อย่างไรก็ตามเวทีนี้เป็นเวทีแรกที่ทองผาภูมิ ...ความคาดหวังของผม ก็เพียงให้ชุมชน ได้มาเรียนรู้ตัวเองร่วมกัน รวมถึง ผมให้ความรู้ด้านการท่องเที่ยว ประสบการณ์จากที่อื่นๆ เพื่อจุดประกายให้ผู้เข้าร่วมเวที

ผมสังเกตว่า ผมน่าจะจุดไฟติดแล้ว สังเกตจากความสนใจของผู้เข้าร่วม ...จากนี้ อาจต้องมีเวทีต่อเนื่องในการร่วมคิดร่วมทำ พัฒนาชุมชนให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป...


ผมเสร็จภารกิจอย่างสมบูรณ์ที่ทองผาภูมิแล้ว เราทั้งหมดก็เดินทางกลับ กรุงเทพฯ ภารกิจผมเสร็จไปอีกหนึ่งภารกิจแล้ว  

แต่นี่ป็นเพียงจุดเริ่มต้น... ยังอีกยาวไกลที่ทองผาภูมิ