ความจริงที่เราเจอเป็นชีวิตสอนชีวิต เรามองเห็นทุกข์จากการได้เข้าไปเรียนรู้ นั่นหมายถึง เราเข้าใจทุกข์ เราจะรู้จักสุข เป็นธรรมะที่กล่อมเกลาจิตใจเรา ...นี่คือผลพลอยได้จากงาน

บ่ายวันหนึ่งผมมีโอกาสได้พบ พี่อรสม สุทธิสาคร นักเขียนที่ผมชื่นชอบคนหนึ่ง เรียกได้ว่าผมเป็นแฟนประจำของพี่อรสมคนหนึ่ง ด้วยลีลาการเขียนเชิงสารคดีที่ผมโปรดปราน  ผมมองว่าการเขียนที่มีชีวิต คือการเข้าไปคลุกเก็บข้อมูลแล้วนำเสนอออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ + เร้าใจ ผู้อ่าน ซึ่งช่วงหลังๆงานเขียนของผมก็ผลิตออกมาแนวนี้

 Dsc02204

พี่ อรสม สุทธิสาคร

 

ผมหลงใหลงานวิจัยเชิงคุณภาพ ย้อนหลังไปในช่วงที่ผมเรียนปริญญาโท งานวิทยานิพนธ์ของผมเขียนเหมือนงานสารคดี แต่ก็เกือบจะไม่ผ่านการพิจารณา แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่า หากจะเข้าใจปรากฏการณ์ของสังคมจริงๆการนำเสนอต้องให้ละเอียด ให้เห็นภาพ เห็นชีวิตจริงๆทั้งความรู้สึก อารมณ์ ไปด้วยกัน นึกย้อนไปถึงวันสอบวิทยานิพนธ์ครั้งนั้น เหมือนผมกำลังเล่านวนิยายให้กรรมการฟัง อาจารย์ทุกท่านตั้งใจฟังและเคลิ้บเคลิ้มไปกับเรื่องเล่า...เป็นบรรยากาศการสอบที่มีความสุขดี

จากงานวิจัยเชิงคุณภาพมาถึงงานเขียนสารคดีดีๆ  ผมใฝ่ฝันอีกหละครับอยากเป็นนักเขียน แต่ก็ยังไม่สมความฝันสักที เคยเขียนหนังสือมาหนึ่งเล่มวางตลาดแล้ว ตอนนี้หนังสือก็หมดไปแล้ว (เพราะผมบังคับให้เพื่อนๆคนรู้จักซื้อคนละหลายๆเล่ม) ก็เป็นความภูมิใจเล็กๆที่เกิดขึ้นบนถนนสายอักษร คิดว่าในอนาคตผมน่าจะมีหนังสือเป็นของตัวเองในประเด็นที่ผมสนใจและผมมีประสบการณ์ตรงน่าจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมบ้าง

วันนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีอีกวันที่มีโอกาสได้สนทนากับพี่อรสม สุทธิสาคร ผมพยายามดึงเอาเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ในการสนทนามาให้ทุกท่านได้เรียนรู้ร่วมกับผม

งานของพี่อรสม เป็นงานเขียนที่เขียนเรื่องที่ว่าด้วย “ชีวิตจริง” ภายใต้บริบทที่หลากหลายของละครชีวิตโรงใหญ่ ตั้งแต่วาระแรกของจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่พี่อรสมบอกผมว่า ได้กำไร เพราะไม่ใช่แค่เห็นแต่ได้สัมผัสเรียนรู้ชีวิตร่วมไปกับเป้าหมายที่สัมภาษณ์ไปด้วยแค่นั้น การเข้าถึงแก่นเรื่องเล่าทำให้เรามี้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นสามารถเข้าใจคนอื่น ในขณะเดียวกันทำให้เราเข้าใจตนเองเพิ่มมากขึ้นด้วย

ปรากฏการณ์ชีวิตที่เห็น หากมองผิวเผินเราอาจสรุปความได้แค่เปลือก แต่หากเราเปิดใจเข้าไปร่วมเรียนรู้ในมุมเดียวกับเขา อคติที่เรามักตั้งไว้เมื่อเห็นเพียงฉากแรกก็จะเปลี่ยนไป เราจะสัมผัสมิติของผู้คนที่เป็นมิติที่มีคุณค่า เป็นมุมมองใหม่ๆจากการเปิดใจ ยอมรับซึ่งกันและกัน

ตรงนี้พี่อรสม เน้นให้ความสำคัญของ การเปิดใจ...เป็นเบื้องต้นที่นำไปสู่ความสำเร็จ (ทั้งงานเขียน และการเป็นนักวิจัยเชิงคุณภาพที่ดี)

ถามว่า พื้นฐานที่สำคัญของ นักเขียน  ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง

พี่อ้วนบอกว่า พื้นฐานของนักเขียนควร ชอบที่จะอ่านหนังสือ วิเคราะห์และศึกษารูปแบบการเขียนของนักเขียนแต่ละท่าน การอ่านหนังสือเป็นเส้นทางลัดในการเข้าใจการเป็นไปของโลก ทั้งระดับปัจเจกและสังคม นักเขียนต้องเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต

นอกจากนี้คุณสมบัติที่ดีของนักเขียน ควร...

·         ชอบที่จะตั้งคำถาม แล้วค้นหาคำตอบ

·         สานเสวนากับผู้รู้ เราจะได้ข้อคิดที่ดี ที่เราคิดไม่ถึง

·         มีทักษะการตั้งคำถามเร้าจินตนาการ

·         มีทักษะแปรรูปจากภาษาเล่า เป็นภาษาเขียน

·         มองในมุมที่คนอื่นไม่ค่อยมอง

·         ความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking)

·         มีความอ่อนไหว(sensitive) กับสิ่งที่มากระทบ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

·         เก็บข้อมูลเหมือนเก็บทรัพย์ พยายามเรียนรู้จากเขาให้มากที่สุด เรียนรู้เชิงลึกทำการบ้านให้หนัก

·         “รักเพื่อนมนุษย์” ผมชอบคำนี้จังเลยครับ  พี่อรสมสำทับเพิ่มอีกว่า การรักเพื่อนมนุษย์จะทำให้เรามองเห็นความงามที่แทรกตัวอยู่ทุกที่ได้ง่าย เป็นการฝึกธรรมะ ฝึกจิตใจ ฝึกจิตปัญญา

ผมถามคำถามต่อไปอีกว่า จากที่ผมอ่านงานเขียนของพี่อรสม เป็นงานเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวที่เป็น Crisis ของชีวิตแทบทั้งนั้น การเข้าถึงแหล่งข้อมูล (นักเขียน – นักวิจัย) ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

พี่อรสมบอกว่า สิ่งแรกคือ การบอก วัตถุประสงค์การมาเก็บข้อมูลให้กลุ่มเป้าหมายของเราให้เข้าใจ และบอกให้เป้าหมายเรารู้ว่า เรื่องราวของเขานั้นจะมีประโยชน์แก่คนอ่าน บทเรียนที่ถอดออกมาเปรียบเสมือนครูให้กับผู้คนในสังคม  การสร้างมนุษยสัมพันธ์ มีอารมณ์ขัน สร้างความคุ้นเคยด้วยการพูดคุยกับเขาก่อนที่จะเก็บข้อมูลพูดคุยในประเด็นที่เราตั้งใจไว้  และเราต้องฟังอย่างตั้งใจ ท่าทีที่นุ่มนวล ใส่ใจ ทำตัวให้กลมกลืน

บ่อยครั้งที่เราสัมผัสชีวิตคนๆหนึ่งผ่านเรื่องเล่า เรามักติดอยู่กับอารมณ์ ที่เรียกว่า Symphaty หากเราไม่รู้จักดึงเอาตัวเองออกจากอารมณ์นั้น เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของเรามาก ดังนั้นการแยกแยะอารมณ์ โดยการมองเห็นเหตุแห่งอารมณ์ แล้ววิเคราะห์ถือว่าเป็นทักษะแบบหนึ่งที่เราควรฝึกฝน

เราควรทำอย่างไร?

·         ไม่เก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดอีกหรือฝึกการแขวนลอยความรู้สึกเอาไว้  (Hold หรือ Suspending )

·         จากกันกับเป้าหมาย ด้วยความรู้สึกสบาย ไม่เครียด

ข้อค้นพบที่น่าสนใจ เมื่อสัมผัสกับเป้าหมายที่มีวิกฤติชีวิต นักเขียนควรดึงออกมากให้ได้คือ “เมื่อมนุษย์มีความทุกข์ เรามีวิธีการจัดการกับความทุกข์นั้นอย่างไร อยู่ได้ด้วยอะไร ฝ่าข้ามความทุกข์นั้นได้อย่างไร? ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจและเป็นแนวทางชีวิตให้กับใครอีกหลายคน

ความเป็นจริงที่เราควรยอมรับว่า “มนุษย์เรามีจุดเปราะบาง มีจุดอ่อนแอ  มีต้นทุนสูงในบางด้าน และต่ำในบางด้าน”

ความจริงที่เราเจอเป็นชีวิตสอนชีวิต เรามองเห็นทุกข์จากการได้เข้าไปเรียนรู้ นั่นหมายถึง เราเข้าใจทุกข์ เราจะรู้จักสุข เป็นธรรมะที่กล่อมเกลาจิตใจเรา ...นี่คือผลพลอยได้จากงาน

ผมอ่านเจอหนังสือที่พี่อรสม ได้ให้สัมภาษณ์ นิตยสาร "ฅ ฅน" พี่อ้วนได้สรุปความได้อย่างน่าฟังว่า

"...อย่างที่บอกอุปสรรคมันมาก แต่ถ้าคุณก้าวเข้ามาได้สำเร็จ

คุณก็จะมีความสุข เพราะงานนี้ทำให้เราได้รู้จักชีวิต

รู้จักตัวเราเองมากขึ้น

และต่อให้เราทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องที่น่าหดหู่มากแค่ไหน

แต่สิ่งที่เราได้คือการเห็นคุณค่าชีวิต

ให้เราได้เรียนรู้ว่าโลกใบนี้ยังมีสิ่งดีๆ

อีกมหาศาลให้เราได้ชื่นชม..."

ระยะหลังผมกับพี่อรสม ได้เดินทางร่วมเส้นทางกันบ่อยๆในงานประเด็นเดียวกัน ที่เราจะต้องร่วมกันถอดบทเรียน “จิตปัญญา” อันเป็น ความจริง ความดี ความงาม ของมนุษย์ เมล็ดพันธุ์ที่ดีงามในสถานการณ์ที่ปัจจุบันเรามองหาความงามเหล่านี้ยากมากขึ้น

ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในวิทยากรกระบวนการในแผนพัฒนาจิต ของมูลนิธิสดศรี เราทำงานถอดบทเรียน "จิตปัญญา" กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ภาคใต้ แต่เราเชื่อมั่นว่าในโลกใบนี้มีสิ่งดีๆมหาศาลความดีงามเหล่านั้นจะถูกนำมาถ่ายทอด และชื่นชม ยินดีร่วมกันครับ

 


 

ส่วนหนึ่งของ ความจริง ความดี ความงาม ของมนุษย์

บันทึก "จิตปัญญา" ที่ภาคใต้

 

 อ่านเรื่องราวของ คุณอรสม สุทธิสาคร  ต่อที่

P KMI Thailand »
คนดีวันละคน : ๑๖๐. อรสม สุทธิสาคร 
โดย Prof. Vicharn Panich