บ่ายวันหนึ่งผมมีโอกาสได้พบ พี่อรสม สุทธิสาคร นักเขียนที่ผมชื่นชอบคนหนึ่ง เรียกได้ว่าผมเป็นแฟนประจำของพี่อรสมคนหนึ่ง ด้วยลีลาการเขียนเชิงสารคดีที่ผมโปรดปราน ผมมองว่าการเขียนที่มีชีวิต คือการเข้าไปคลุกเก็บข้อมูลแล้วนำเสนอออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ + เร้าใจ ผู้อ่าน ซึ่งช่วงหลังๆงานเขียนของผมก็ผลิตออกมาแนวนี้
พี่ อรสม สุทธิสาคร
ผมหลงใหลงานวิจัยเชิงคุณภาพ ย้อนหลังไปในช่วงที่ผมเรียนปริญญาโท งานวิทยานิพนธ์ของผมเขียนเหมือนงานสารคดี แต่ก็เกือบจะไม่ผ่านการพิจารณา แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่า หากจะเข้าใจปรากฏการณ์ของสังคมจริงๆการนำเสนอต้องให้ละเอียด ให้เห็นภาพ เห็นชีวิตจริงๆทั้งความรู้สึก อารมณ์ ไปด้วยกัน นึกย้อนไปถึงวันสอบวิทยานิพนธ์ครั้งนั้น เหมือนผมกำลังเล่านวนิยายให้กรรมการฟัง อาจารย์ทุกท่านตั้งใจฟังและเคลิ้บเคลิ้มไปกับเรื่องเล่า...เป็นบรรยากาศการสอบที่มีความสุขดี
จากงานวิจัยเชิงคุณภาพมาถึงงานเขียนสารคดีดีๆ ผมใฝ่ฝันอีกหละครับอยากเป็นนักเขียน แต่ก็ยังไม่สมความฝันสักที เคยเขียนหนังสือมาหนึ่งเล่มวางตลาดแล้ว ตอนนี้หนังสือก็หมดไปแล้ว (เพราะผมบังคับให้เพื่อนๆคนรู้จักซื้อคนละหลายๆเล่ม) ก็เป็นความภูมิใจเล็กๆที่เกิดขึ้นบนถนนสายอักษร คิดว่าในอนาคตผมน่าจะมีหนังสือเป็นของตัวเองในประเด็นที่ผมสนใจและผมมีประสบการณ์ตรงน่าจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมบ้าง
วันนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีอีกวันที่มีโอกาสได้สนทนากับพี่อรสม สุทธิสาคร ผมพยายามดึงเอาเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ในการสนทนามาให้ทุกท่านได้เรียนรู้ร่วมกับผม
งานของพี่อรสม เป็นงานเขียนที่เขียนเรื่องที่ว่าด้วย “ชีวิตจริง” ภายใต้บริบทที่หลากหลายของละครชีวิตโรงใหญ่ ตั้งแต่วาระแรกของจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่พี่อรสมบอกผมว่า ได้กำไร เพราะไม่ใช่แค่เห็นแต่ได้สัมผัสเรียนรู้ชีวิตร่วมไปกับเป้าหมายที่สัมภาษณ์ไปด้วยแค่นั้น การเข้าถึงแก่นเรื่องเล่าทำให้เรามีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นสามารถเข้าใจคนอื่น ในขณะเดียวกันทำให้เราเข้าใจตนเองเพิ่มมากขึ้นด้วย
ปรากฏการณ์ชีวิตที่เห็น หากมองผิวเผินเราอาจสรุปความได้แค่เปลือก แต่หากเราเปิดใจเข้าไปร่วมเรียนรู้ในมุมเดียวกับเขา อคติที่เรามักตั้งไว้เมื่อเห็นเพียงฉากแรกก็จะเปลี่ยนไป เราจะสัมผัสมิติของผู้คนที่เป็นมิติที่มีคุณค่า เป็นมุมมองใหม่ๆจากการเปิดใจ ยอมรับซึ่งกันและกัน
ตรงนี้พี่อรสม เน้นให้ความสำคัญของ การเปิดใจ...เป็นเบื้องต้นที่นำไปสู่ความสำเร็จ (ทั้งงานเขียน และการเป็นนักวิจัยเชิงคุณภาพที่ดี)
ถามว่า พื้นฐานที่สำคัญของ นักเขียน ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง
พี่อ้วนบอกว่า พื้นฐานของนักเขียนควร ชอบที่จะอ่านหนังสือ วิเคราะห์และศึกษารูปแบบการเขียนของนักเขียนแต่ละท่าน การอ่านหนังสือเป็นเส้นทางลัดในการเข้าใจการเป็นไปของโลก ทั้งระดับปัจเจกและสังคม นักเขียนต้องเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต
นอกจากนี้คุณสมบัติที่ดีของนักเขียน ควร...
· ชอบที่จะตั้งคำถาม แล้วค้นหาคำตอบ
· สานเสวนากับผู้รู้ เราจะได้ข้อคิดที่ดี ที่เราคิดไม่ถึง
· มีทักษะการตั้งคำถามเร้าจินตนาการ
· มีทักษะแปรรูปจากภาษาเล่า เป็นภาษาเขียน
· มองในมุมที่คนอื่นไม่ค่อยมอง
· ความคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking)
· มีความอ่อนไหว(sensitive) กับสิ่งที่มากระทบ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
· เก็บข้อมูลเหมือนเก็บทรัพย์ พยายามเรียนรู้จากเขาให้มากที่สุด เรียนรู้เชิงลึกทำการบ้านให้หนัก
· “รักเพื่อนมนุษย์” ผมชอบคำนี้จังเลยครับ พี่อรสมสำทับเพิ่มอีกว่า การรักเพื่อนมนุษย์จะทำให้เรามองเห็นความงามที่แทรกตัวอยู่ทุกที่ได้ง่าย เป็นการฝึกธรรมะ ฝึกจิตใจ ฝึกจิตปัญญา
ผมถามคำถามต่อไปอีกว่า จากที่ผมอ่านงานเขียนของพี่อรสม เป็นงานเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวที่เป็น Crisis ของชีวิตแทบทั้งนั้น การเข้าถึงแหล่งข้อมูล (นักเขียน – นักวิจัย) ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
พี่อรสมบอกว่า สิ่งแรกคือ การบอก วัตถุประสงค์การมาเก็บข้อมูลให้กลุ่มเป้าหมายของเราให้เข้าใจ และบอกให้เป้าหมายเรารู้ว่า เรื่องราวของเขานั้นจะมีประโยชน์แก่คนอ่าน บทเรียนที่ถอดออกมาเปรียบเสมือนครูให้กับผู้คนในสังคม การสร้างมนุษยสัมพันธ์ มีอารมณ์ขัน สร้างความคุ้นเคยด้วยการพูดคุยกับเขาก่อนที่จะเก็บข้อมูลพูดคุยในประเด็นที่เราตั้งใจไว้ และเราต้องฟังอย่างตั้งใจ ท่าทีที่นุ่มนวล ใส่ใจ ทำตัวให้กลมกลืน
บ่อยครั้งที่เราสัมผัสชีวิตคนๆหนึ่งผ่านเรื่องเล่า เรามักติดอยู่กับอารมณ์ ที่เรียกว่า Symphaty หากเราไม่รู้จักดึงเอาตัวเองออกจากอารมณ์นั้น เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของเรามาก ดังนั้นการแยกแยะอารมณ์ โดยการมองเห็นเหตุแห่งอารมณ์ แล้ววิเคราะห์ถือว่าเป็นทักษะแบบหนึ่งที่เราควรฝึกฝน
เราควรทำอย่างไร?
· ไม่เก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดอีกหรือฝึกการแขวนลอยความรู้สึกเอาไว้ (Hold หรือ Suspending )
· จากกันกับเป้าหมาย ด้วยความรู้สึกสบาย ไม่เครียด
ข้อค้นพบที่น่าสนใจ เมื่อสัมผัสกับเป้าหมายที่มีวิกฤติชีวิต นักเขียนควรดึงออกมากให้ได้คือ “เมื่อมนุษย์มีความทุกข์ เรามีวิธีการจัดการกับความทุกข์นั้นอย่างไร อยู่ได้ด้วยอะไร ฝ่าข้ามความทุกข์นั้นได้อย่างไร?” ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจและเป็นแนวทางชีวิตให้กับใครอีกหลายคน
ความเป็นจริงที่เราควรยอมรับว่า “มนุษย์เรามีจุดเปราะบาง มีจุดอ่อนแอ มีต้นทุนสูงในบางด้าน และต่ำในบางด้าน”
ความจริงที่เราเจอเป็นชีวิตสอนชีวิต เรามองเห็นทุกข์จากการได้เข้าไปเรียนรู้ นั่นหมายถึง เราเข้าใจทุกข์ เราจะรู้จักสุข เป็นธรรมะที่กล่อมเกลาจิตใจเรา ...นี่คือผลพลอยได้จากงาน
ผมอ่านเจอหนังสือที่พี่อรสม ได้ให้สัมภาษณ์ นิตยสาร "ฅ ฅน" พี่อ้วนได้สรุปความได้อย่างน่าฟังว่า
"...อย่างที่บอกอุปสรรคมันมาก แต่ถ้าคุณก้าวเข้ามาได้สำเร็จ
คุณก็จะมีความสุข เพราะงานนี้ทำให้เราได้รู้จักชีวิต
รู้จักตัวเราเองมากขึ้น
และต่อให้เราทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องที่น่าหดหู่มากแค่ไหน
แต่สิ่งที่เราได้คือการเห็นคุณค่าชีวิต
ให้เราได้เรียนรู้ว่าโลกใบนี้ยังมีสิ่งดีๆ
อีกมหาศาลให้เราได้ชื่นชม..."
ระยะหลังผมกับพี่อรสม ได้เดินทางร่วมเส้นทางกันบ่อยๆในงานประเด็นเดียวกัน ที่เราจะต้องร่วมกันถอดบทเรียน “จิตปัญญา” อันเป็น ความจริง ความดี ความงาม ของมนุษย์ เมล็ดพันธุ์ที่ดีงามในสถานการณ์ที่ปัจจุบันเรามองหาความงามเหล่านี้ยากมากขึ้น
ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในวิทยากรกระบวนการในแผนพัฒนาจิต ของมูลนิธิสดศรี เราทำงานถอดบทเรียน "จิตปัญญา" กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ภาคใต้ แต่เราเชื่อมั่นว่าในโลกใบนี้มีสิ่งดีๆมหาศาลความดีงามเหล่านั้นจะถูกนำมาถ่ายทอด และชื่นชม ยินดีร่วมกันครับ
ส่วนหนึ่งของ ความจริง ความดี ความงาม ของมนุษย์
บันทึก "จิตปัญญา" ที่ภาคใต้
อ่านเรื่องราวของ คุณอรสม สุทธิสาคร ต่อที่
![]() |
KMI Thailand » คนดีวันละคน : ๑๖๐. อรสม สุทธิสาคร โดย Prof. Vicharn Panich |

รักเพื่อมนุษย์
รักผืนแผ่นดินค่ะ
มีความสุขในสิ่งที่รัก นะคะ
รักษาสุขภาพ ปลอดภัย
แวะมาทักทายยยยยยยยค่ะ
รักเพื่อนมนุษย์ค่ะ sorry
พิมพ์ผิดค่ะ
สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณเอก
คงไม่มีความรู้แลกเปลี่ยน เรื่องการเขียนหนังสือแต่ก็ชอบเข้ามาอ่านแนวความคิดของแต่ละท่านในบล็อก
และก็ชอบประโยคที่ว่า
"การรักเพื่อนมนุษย์จะทำให้เรามองเห็นความงามที่แทรกตัวอยู่ทุกที่ได้ง่าย เป็นการฝึกธรรมะ ฝึกจิตใจ ฝึกจิตปัญญา"
ก็ขอเป็นกำลังใจในการเขียนหนังสือเล่มต่อไปก็แล้วกันค่ะ
ถ้าพี่มีเวลามากกว่านี้ คงต้องบวกความมุ่งมั่น(อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)
งานเขียนเชิงสารคดี เกี่ยวเนื่องสิ่งที่เรารู้ จะต้องออกมาให้ได้ในหนึ่งปีนี้ค่ะ
แล้วจะส่งไปให้อ่าน แนะนำ ค่ะ
ปล.งานเป็นวิทยากร เขาฝึกฝน เรียนรู้กัน หรือ...โอ๊ย (คำถามอีกเยอะ)
พี่ใจรักแต่ยังไม่มีแวว และ ไม่ค่อยเคย มีใครแนะนำชักจูงค่ะ
เป็น หนึ่งความฝัน หนึ่งความหมาย ของพี่...ค่ะ
@..สายธาร..@ ขอบคุณสำหรับคำทักทาย ในเช้าที่สดใสของวันนี้ครับผม
ฟังเพลงนี้ด้วยกันครับ รักคนโทรมาจังเลย
คุณ danthai
ผมประทับใจคำนี้เช่นกันครับ
"รักเพื่อนมนุษย์"
หากเรารักกัน เราจะเดินทางไปสู่ความสมานฉันท์ ความเอื้ออาทร แบ่งปัน
และสันติสุขเป็นเรื่องราวเล่าถึงโลกใบนี้
ขอบคุณมากครับ :)
พี่หมอเล็ก จริยา
ทุกคนสามารถเขียนได้ หัวใจที่สำคัญคือ การเก็บข้อมูล และทักษะการเขียน จากที่อ่านใน gotoknow ทุกคนมีทักษะการเขียนอยู่แล้ว
เชื่อแน่ว่าจะเรียน ป.เอก ป.โท thesis เชิงคุณภาพ คงง่ายนิดเดียวนะครับ
ส่วน วิทยากรกระบวนการนั้น ไม่ยากครับ ฝึกฝนกันได้อยู่แล้ว เพียงแต่เราให้โอกาสตัวเองครับ
ว่างๆเรามานั่งจิบกาแฟคุยกันดีมั้ยครับผม
:)
เฮ่อ....ต่างกับพอลล่า จังเลย อิอิ
พอลล่ามาแถลงไข ต่อนะครับว่า ต่างกันยังไงครับ??
:)
อิอิ ... มาแถลงไข ...ก็พี่เขียนซะยาววว ดี มีสาระ พอลล่าเขียนไม่มีสาระเท่าไหร่ อิอิ
มาชม คุณจตุพร
เป็นบันทึกหนึ่งที่เข้าถึงใจคนอ่านนะนี่
ก้าวต่อไปในเส้นทางที่ดีงามนี้นะครับ
ผมทำงานวิจัยเชิงคุณภาพ ฮิฮิ แต่พยายามเขียนรายงานแบบวิชาการ ยากแสนเข็ญ เพราะอยากเอาทุกความรู้สึกที่เราได้รับใส่ลงไปในรายงานที่เป็นทางการ ออ.แต่เวลาผมนำงานผมไปเสนอ นั่นแหละครับ ถึงจะได้อารมณ์อย่างแท้จริง (เดือนหน้าคิดว่าจะมีโอกาสไปนำเสนองานที่ กทม.)
อ่านที่คุณเอกเขียนมาตลอด คุณเอกเขียนเก่งนะคะ เป็นแฟนประจำค่ะ
แวะมาเยี่ยมตามคำแนะนำ...โอ้ โฮ...เขียนได้สาระและประพันธ์ได้ดีมาก ๆ ๆ เลยนะครับ..ศรัทธามาก ๆ เลยจ้า........พี่ชาย ชยพร แอคะรัจน์
สวัสดีค่ะ
* ตามมาจากอาจารย์ Umi ค่ะ
* ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ " การดึงตัวเองออกจากอารมณ์ "
* ฝากม้าวิ่งมาให้ชมค่ะ
พี่เรียนการทำวิจัยเชิงคุณภาพจบไปแล้ว กำลังพยายามทำความเข้าใจค่ะ
อ่านแล้วตรงใจมาก
ทำให้ได้ความรู้และหลักในการเก็บข้อมูลมากขึ้นค่ะ
ชอบครับ...หากเราเปิดใจเข้าไปร่วมเรียนรู้ในมุมเดียวกับเขา อคติที่เรามักตั้งไว้เมื่อเห็นเพียงฉากแรกก็จะเปลี่ยนไป เราจะสัมผัสมิติของผู้คนที่เป็นมิติที่มีคุณค่า เป็นมุมมองใหม่ๆจากการเปิดใจ ยอมรับซึ่งกันและกัน...
"การเปิดใจ" ง่ายๆ แต่ดูเหมือนจะทำได้ยากนะครับ...เพราะผู้คนส่วนหนึ่ง "ติด" อยู่กับชุดความคิดเดิมๆ แล้ว "รื้อ" ออกยากซะด้วยซี
...ถึงได้มีเรื่องยุ่งๆ อย่างทุกวันนี้..
แล้วใครจะถอยก่อนใคร!!!....
ขอบคุณครับ
แวะมาเยี่ยมพี่เอกค่ะ เมื่อไรจะมาเที่ยวเมืองแปง ถั่วเหลือง เขียวขจีแล้วค่ะ