
ฤากรุงเทพจะจมอยู่ใต้บาดาล
เมื่อภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ช่วงนี้หลายคนคงฉุ่มช่ำไปกับสายฝนที่จะเรียกว่าโปรยปรายก็คงไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่าเทกระหน่ำลงมาน่าจะเหมาะกว่า แต่ข่าวที่มาพร้อมหน้าฝนปีนี้คงทำให้ใครหลายคนเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ กันเป็นแถวเมื่อกระแสวิตกเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพ เมืองหลวงของเราถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น
หลายคนคงมีคำถามอยู่ในใจว่าเหตุใดเราต้องมากังวลกับเรื่องน้ำท่วมกันด้วย ในเมื่อพระพิรุณมาเยือนบ้านเราคราวใดก็มักจะเกิดปัญหาน้ำท่วมตามมาอยู่เนื่องๆ ประกอบกับกรุงเทพตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงไม่กี่เมตร เรื่องน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องปกติที่มักเกิดขึ้น แต่เมื่ออุทกภัยประจำปีมาปะทะกับภาวะโลกร้อนที่เริ่มสำแดงเดชให้เราเห็น น้ำท่วมเมืองจึงไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป มีการคาดการณ์กันออกมาว่า ผลจากภัยพิบัตินี้อาจส่งผลให้น้ำทะเลหนุน เอ่อล้นฝั่น ส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดตามชายฝั่งทะเล และหลายจังหวัดในภาคกลาง เช่นเดียวกับหลายเมืองสำคัญทั่วโลกที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำทะลักเข้าท่วมเช่นกัน ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง และเช่นเคย เป็นธรรมเนียมของ t.g.i Friday ที่เมื่อเกิดประเด็นร้อนขึ้นมาครั้งใด ก็อดไม่ได้ที่จะไปหาคำตอบมาไขความกระจ่างให้คุณผู้อ่านอยู่เสมอ
ภาวะโลกร้อนอีกหนึ่งมูลเหตุความวุ่นวายทางธรรมชาติ
|
ภาวะโลกร้อนเริ่มต้นก่อปัญหาขึ้นที่บริเวณชั้นบรรยากาศโลกซึ่งมีแนวโน้มว่าบางลงเรื่อยๆ โดยปกติแล้วโลกของเราได้รับแสงสว่างและความอบอุ่นจากดวงอาทิตย์ในรูปของคลื่นแสง (Light Wave) ซึ่งช่วยให้โลกอุ่นขึ้น และรังสีจากคลื่นแสงบางส่วนจะถูกดูดซับเอาไว้ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น จากนั้นก็จะถูกสะท้อนกลับไปยังอวกาศในรูปของรังสีอินฟาเรด กระบวนการนี้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานนับล้านๆ ปี
แต่แล้วเมื่อชั้นบรรยากาศโลกเริ่มบางมากขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากมลภาวะที่ลอยขึ้นไปสะสมอยู่ที่ชั้นบรรยากาศ จึงเกิดเป็นภาวะก๊าซเรือนกระจก ทำให้ชั้นบรรยากาศกลับมาหนาขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่เป็นผลดีต่อโลกนัก เพราะรังสีอินฟาเรดที่ควรจะถูกสะท้อนกลับออกไปยังอวกาศ จะถูกกักเอาไว้ที่ชั้นบรรยากาศแทน ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือที่มาของ ภาวะโลกร้อน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะก๊าซเรือนกระจกคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีที่มาจาก 2 แหล่งใหญ่ด้วยกันคือ จากธรรมชาติและจากน้ำมือมนุษย์ ในส่วนที่มาจากการกระทำของมนุษย์นั้นคงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีคนรับรู้กันมากนัก นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ทำการวัดค่าคาร์บอนไดออกไซด์มาเป็นเวลานานและสังเกตเห็นว่าในแต่ละปี ค่าที่วัดได้ไม่คงที่ ปัจจัยที่ทำให้ระดับคาร์บอกไดออกไซด์เปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากฤดูกาลของโลก
อธิบายง่ายๆ คือเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน และฤดูร้อน ใบไม้จะแตกยอด ผลิใบและดูดเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในธรรมชาติลดลง แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว ใบไม้จะทยอยร่วงพร้อมกับคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คาร์บอนไดออกไซด์บนโลกจึงเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นโลกจึงมีช่วงเวลาที่คาร์บอนไดออกไซด์สูงและลดต่ำลงเป็นจังหวะๆ แต่หลังจากปี 1968 เป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์กลับพบว่าโลกมีการหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง ซึ่งทำให้นับจากนั้นเป็นต้นมา มนุษย์เราจึงเริ่มมองเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้กันบ้างแล้ว

ยิ่งคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น อุณหภูมิโลกก็จะยิ่งร้อนขึ้น จะเห็นได้ว่า4-5 ปีที่ผ่านมานี้ เราเจอคลื่นความร้อนเข้าเล่นงานในหลายภูมิภาคของโลก ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในยุโรป ภัยแล้งในแอฟริกา พายุหิมะที่มาเร็วเกินกำหนดในอเมริกา นอกจากนี้พิษของภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอีกประการคือ ฝนที่ตกหนักขึ้นและมักจะตกลงมาทีเดียวเหมือนพายุใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากน้ำในมหาสมุทรเกิดการระเหย ทำให้เกิดความชื้นสะสมบนอากาศและก่อตัวเป็นกลุ่มฝนขนาดใหญ่ สุดท้ายจึงกลั่นตัวเป็นพายุฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
http://www.aksorn.com/article/article_detail.php?content_id=582
ขอบคุณค่ะ