หมอสมศักดิ์กับหมอก้องเกียรติ ชวน อ. หมอธาดากับผมไปคุยกันเรื่องการทำธุรกิจแบบไม่หวังผลกำไร หมอก้องเกียรติค้นเอกสารเรื่อง Social Entrepreneur จาก อินเทอร์เน็ต ส่งมาให้อ่านล่วงหน้า เอกสารชิ้นหนึ่งชื่อ Toward a better understanding of social entrepreneurship: Some important distinctions เขียนโดย Jerr Boschee and Jim McClurg


ผมอ่านแล้ว AAR ว่า ผู้ประกอบการทางสังคมเป็น nonprofits acting in an entrepreneurial manner หลักการสำคัญคือเป็น nonprofit organization ที่ generating earned revenue from its activities แปลเป็นไทยว่า ทำงานหาเงิน/รายได้จากกิจกรรมของตน ซึ่งเวลานี้ มสช. และ มสส. ที่ผมเป็นกรรมการอยู่ด้วย เป็นเช่นนั้น และผมเป็นผู้เสนอต่อ อ. หมอประเวศ เมื่อเกือบสิบปีมาแล้วว่า มสช. ควรหาเงินมาดำเนินการเพื่อสังคมแบบหารายได้ มีการจัดการแบบธุรกิจ แต่ไม่แสวงกำไร ไม่เอารายได้ที่เหลือจากค่าใช้จ่ายไปแบ่งปันกัน และคนที่มาทำงานก็มีเป้าหมายทำเพื่อสังคม ไม่ทำเพื่อตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ทำเพื่อไต่อำนาจการเมือง หรือเพื่อร่ำรวยโภคทรัพย์ แต่เน้น ร่ำรวย อริยทรัพย์


หัวใจของการประกอบการ คือความต่อเนื่องยั่งยืน ถ้าไม่หารายได้เลี้ยงตัวเอง และพัฒนาความเข้มแข็งจากการหารายได้นั้น ความยั่งยืนก็จะเกิดได้ยาก กิจการเพื่อสังคมที่ยืนอยู่บนฐานของการบริจาคล้วนๆ จะยั่งยืนได้ยาก


กิจการ / องค์กร / บุคคล ที่พึ่งพิงทรัพยากรของผู้อื่น ไม่มีวันมีความมั่นคง ความมั่นคงมาจากความสามารถในการยืนบนขาตนเอง และออกกำลังพัฒนาความสามารถของตนเองให้เผชิญความไม่แน่นอนได้


ผม AAR ว่า ผู้ประกอบการทางสังคมที่แท้จริง ต้องเป็น Learning Organization

เอกสารอีกชิ้นหนึ่ง เรื่อง Social Entrepreneur : The Case for Definition เขียนโดย Roger L. Martin & Sally Osberg ลงพิมพ์ใน Stanford Social Innovation Review 2007 www.ssireview.org เน้นนิยามที่คำว่า entrepreneur ซึ่งต้องเป็นผู้ทำสิ่งแปลกใหม่ ที่ต้องใช้ความ กล้าเสี่ยงในการลงมือทำ มองเห็นโอกาส มีความสร้างสรรค์ คือทำสิ่งแปลกใหม่ตามโอกาสที่เปิดนั้น มุ่งมั่นบากบั่นต่อสู้เอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย จนประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย จึงจะเรียกว่า entrepreneur ถ้าล้มเหลวก็ไม่เรียก entrepreneur แต่เรียกว่าคนล้มเหลว คำนี้จึงได้รับในภายหลัง หลังจากกิจการประสบความสำเร็จแล้ว ไม่ใช่เรียกตอนกำลังตะเกียกตะกายอยู่
ผมมองว่า สำหรับ entrepreneur เขาเห็นโอกาสเพียงรางๆ เท่านั้น แต่เขากล้าเข้าไปลอง “เปิดประตู” โอกาสนั้น สร้างให้เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ยิ่งใหญ่
ต้องอ่านบทความนี้เองนะครับ จึงจะเข้าใจว่าวิธีหาโอกาส วิธีหนึ่งคือ เห็น suboptimal equilibrium เพื่อหา solution ใหม่ ที่จะนำไปสู่ product ใหม่, service ใหม่ หรือ process ใหม่ อ่านถึงตรงนี้ผมมีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวดีคือผมมองเห็นวิธีจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้เพื่อสร้าง entrepreneur แจ๋วแหววทีเดียวครับ ข่าวร้ายคือการศึกษาไทยทำในทางตรงกันข้ามครับ


คุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ (แต่ธรรมดา) ของ entrepreneur คือ ลงมือทำ ครับ ไม่ใช่รอให้คนอื่นทำ เมื่อเห็นปัญหาที่เป็นโอกาสหรือช่องทาง ก็ลงมือทำ


บทความนี้บอกว่า ทั้ง entrepreneur และ social entrepreneur เป็นคนตระกูลเดียวกัน คือมีความหลงไหลอยู่ใน “โอกาส” ที่ตนเห็น และมุ่งทุ่มเททำให้โอกาสนั้นกลายเป็นความจริง ตัวขับดันหลักต่อคนทั้งสองชนิด (ที่เป็นชนิดเดียวกัน) นี้ ไม่ใช่เงินหรือความร่ำรวย แต่เป็นความท้าทายที่จะทำฝันให้เป็นจริง
ความแตกต่างอยู่ที่ entrepreneur มีเป้าหมายรูปธรรมที่กำไรหรือเงิน แก่ผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้น แต่ social entrepreneur มี เป้าหมายรูปธรรมอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงสังคม เน้นที่คนยากจน หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคม
บทความนี้ให้ทฤษฎีหรือหลักการในการสร้าง social entrepreneurship ไว้ ๓ ขั้นตอน โดยยึดหลัก suboptimal equilibrium คือ
๑. หาสภาพที่เรียกว่า unjust equilibrium ในสังคม ที่มีความไม่เท่าเทียม หรือความไม่ยุติธรรมในสังคม
๒. หาโอกาสสร้าง equilibrium ใหม่ที่เป็นธรรมกว่า
๓. ดำเนินการ ฟันฝ่า ไปสู่เป้าหมายใหม่นั้น

เขายกตัวอย่าง Mohammad Yunus ผู้ก่อตั้ง Grameen Bank และระบบ micro credit, Robert Redford ดาราภาพยนตร์ผู้ก่อตั้ง Sundance Institute สนับสนุนให้ดาราเป็นผู้สร้างหนังตามจินตนาการของตน (เรียกว่า Independent Film Movement) ไม่ใช่ตามความต้องการของนายทุน Victoria Hale ผู้ก่อตั้ง OneWorldHealth ผลิตยารักษาโรคของคนจน


บทความนี้บอกว่าต้องแยกการกระทำเพื่อสังคม หรือ social change agent ๓ แบบ ออกจากกัน คือ Social Service Provision, Social Activism และ Social Entrepreneurship ทั้ง Social Activism และ Social Entrepreneurship มีเป้าหมายสร้าง equilibrium ใหม่ทางสังคม ต่างกันที่ Social Entrepreneurship ลงมือทำเอง แต่ Social Activism เรียกร้องให้คนอื่นทำ


เอกสาร The Meaning of “Social Entrepreneurship” โดย J. Gregory Dees Original Draft: October 31, 1998 Reformatted and revised: May 30, 2001 บอกว่า entrepreneur ทำงานในระบบตลาด แต่ social entrepreneur ทำงานในระบบสังคม บทความนี้ระบุกิจกรรมของ social entrepreneur ไว้ชัดเจนมาก ดังนี้


Social entrepreneurs play the role of change agents in the social sector, by:
•Adopting a mission to create and sustain social value (not just private value),
•Recognizing and relentlessly pursuing new opportunities to serve that mission,
•Engaging in a process of continuous innovation, adaptation, and learning,
•Acting boldly without being limited by resources currently in hand, and
•Exhibiting heightened accountability to the constituencies served and for the outcomes created.

วันนัดคือวันที่ ๑๘ ก.ค. ๕๑ เป็นวันเข้าพรรษา วันมงคล คณะผู้ก่อการ ซึ่งตามปกตินัดพบกันยากมาก อาศัยวันหยุดเป็นวันนัดพบกันที่ มสช. โดยหมอสมศักดิ์เป็นผู้นัด คนที่มาไกลคือ อ. หมอธาดา จากสงขลา เจ้าของเรื่องคือหมอก้องเกียรติก็มาไกล จากภูเก็ต สมศักดิ์ชวน รศ. นพ. สมชาติ โตรักษา จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม. มหิดล มาร่วมด้วย


ตอนนัด เรารับนัดกันแบบเชื่อใจ ว่าต้องเป็นเรื่องดีเรื่องสำคัญต่อบ้านเมือง รู้เลาๆ ว่าเป็นเรื่องการทำงานเพื่อสังคม เชื่อมโยงมาจากการจัดตั้งบริษัทพัฒนาและให้บริการ Hospital OS ที่ก้องเกียรติทำมา ๗ ปีแล้ว ต่อยอดจากโครงการ R&D ที่ สกว. ให้ทุน โดย มสช. เป็นผู้จัดการทุนวิจัย


สรุปประเด็นที่เราคุยได้ว่า แรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาสังคมภาพใหญ่ มี ๓ แรงใหญ่ๆ
๑. ภาครัฐ เป็นแรงผสมระหว่างราชการกับการเมือง
๒. ภาคธุรกิจ เป็นการทำงานที่เป้าหมายสูงสุดคือกำไร แม้เวลานี้จะมีแนวคิด BSC, CSR
๓. ภาคประชาสังคม หรือ Third Sector หรือภาค NPO
เรามองว่าต้องประสาน ๓ แรงนี้ สังคมจึงจะพัฒนาอย่างยั่งยืน ก้องเกียรติ มีประสบการณ์ชีวิตทั้งภาคที่ ๑ และภาคที่ ๒ มาแล้ว ยังค้นหาตัวเองไม่พบ อยากหันมาลองในภาคที่ ๓ บ้าง


ผมสรุปจากการสนทนาว่า ในโลกนี้มีเงินเหลือใช้มากมายมหาศาล ส่วนหนึ่งเขาเอาไปเข้าภาคที่ ๑ คือรัฐ โดยการเก็บภาษี อ้างว่าเอาไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร ซึ่งก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง อีกส่วนหนึ่งเราเอาไปเข้าภาคที่ ๒ ที่เรียกว่าเอาไปลงทุน เท่ากับเอาเงินต่อเงิน เป้าหมายคือสะสมทรัพย์สมบัติเป็นเงินหรือหลักทรัพย์ ก้องเกียรติอยากให้สังคมไทยเอาเงินเหลือใช้มาเข้าภาคที่ ๓ บ้าง คือเอาเงินมาต่อหรือสะสมความมั่งคั่งทางสังคม เกิดการทำงานหรือองค์กรที่ทำงานแบบธุรกิจ แต่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สังคม ไม่ใช่กำไรเป็นเงิน โดยที่ผลลัพธ์จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับนวัตกรรมสังคม ก้องเกียรติอยากให้มี Social Entrepreneur Fund ในสังคมไทย


ผมถือโอกาสตั้งชื่อ ว่าเราคบคิดกันจะตั้งองค์กร ชื่อ SEN Foundation ย่อมาจาก Social Entrepreneur Network Foundation โดยหมอก้องเกียรติ เกษเพชร จะลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต มาทำงานนี้เต็มเวลา เห็นเลือดบ้าของหมอก้องเกียรติไหมครับ แต่นี่เป็นความบ้าเพื่อสังคม หรือบ้าดี ผมจึงสนับสนุนเต็มที่


หมอก้องเกียรติต้องการเป็น SE ที่ทำงานสร้าง SE ให้แก่สังคมไทย หรือทำงานสนับสนุน SE ที่มีหน่ออ่อนในสังคมไทย


อ. หมอธาดาสรุปว่า SE คือคนที่มองเห็น gap หรือ suboptimal equilibrium ในสังคม และมองเห็นโอกาสปิดช่องว่างนั้น แล้วลงมือทำ ทำต่อเนื่อง ฟันฝ่าอุปสรรค์ จนเกิดนวัตกรรมสังคม เราควรทำให้การทำงาน SE ง่ายขึ้น โดยหาคนที่มองเห็น gap มาช่วยกันบอก gap คล้ายๆ รวบรวม gap แล้วรวบรวมคนที่จะทำงานปิด gap มาทำงานกันเป็นเครือข่าย


ผมกลับมาคิดต่อที่บ้าน ว่างาน SEN ต้องมียุทธศาสตร์การทำงานที่เข้าใจ จิตวิญญาณของ SE ผมมองว่า SE คือคนที่ตื่นเต้นกับ social gap ที่ตนมองเห็น เห็นทั้ง gap และเห็นทั้งโอกาสในเวลาเดียวกัน คือนอกจากมอง gap เป็นโอกาสแล้ว ยังเห็นโอกาสปิด gap ด้วย อย่างน้อยก็รางๆ ในเบื้องต้น และวิธีปิด gap ของ SE จะไ ม่ใช่ conventional means แต่เป็น innovative / unconventional means ตรงนี้แหละที่เป็นพลังขับดัน SE คือเขาชอบสนุกกับการทำอะไรที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน หรือคนอื่นนึกไม่ถึง ย้ำว่า “คนอื่นเขาไม่ทำกัน หรือคนอื่นนึกไม่ถึง” เป็น “viagra” ของ SE


ดังนั้น วิธีทำงานของ SEN Foundation ควรนึกถึงประเด็นนี้ แต่ต้องเตือนว่า อย่าเชื่อตามที่ผมฝันมากนัก


อย่างไรก็ตาม สังคมไทยมี SE ที่น่ายกย่องมากมาย เช่น PDA ของคุณมีชัย, มสช. เองก็มีเป้าหมายนี้, มูลนิธิ สคส. ก็หวังทำงาน SE, ตัวท่านอดีตรองนายกไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ก็น่าจะถือเป็น SE คนหนึ่ง, อ. หมอประเวศ ก็ใช่


ในที่ประชุมเราพูดถึง SVN หรือ Social Venture Network ซึ่งเป็นขบวนการระดับนานาชาติ http://www.svn.org/ และมีภาคเอเซีย http://www.svnasia.org/ แต่ก็เป็นเรื่องของ CSR มากกว่า หมอสมศักดิ์พูดถึง BRAC http://www.brac.net/ ซึ่งเป็น SE ที่น่าทึ่งมาก

เรามีนัดกันครั้งที่ ๒ โดยจะเชิญคนที่รู้ว่า “ตลาดเงิน” สำหรับทำ SEN อยู่ที่ไหน มาร่วมหารือด้วย

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ก.ค. ๕๑



จากซ้าย หมอธาดา หมอก้องเกียรติ และหมอสมศักดิ์