INTENTION (Part II)
หลังจากที่เขียน Intention ไปแล้วหนึ่งบทความ รู้สึกค่อนข้างห้วน และพอดีมีการสนทนา ปุชฉา วิสัชนากันต่ออีกเล็กน้อย เลยเกิดแรงผลักดันให้มี Part II นี้ขึ้นมา บทความต่อไปนี้จะเป็นเชิงสนทนา เชิงพูดคุยกัน ไม่ใช่เป็นบทความวิชาการ ดังนั้น อาจจะหย่อนซึ่งการอ้างอิง หรือหลักฐาน ถือว่าคุยกันเอาสนุก เอาตื่นเต้น เอาน่าสนใจก็พอ
ทุกๆสรรพสิ่งที่เรามองเห็น สัมผัส รับรู้ ประกอบด้วยอณูเล็กๆ คนประกอบไปด้วยอวัยวะ อวัยะวะเป็นกลุ่มเนื้อเยื่อ กลุ่มเซลล์มากมายหลายประเภท ได้รับสารพลังงานจากการเปลียนแปลงรูปร่างโครงสร้างทางเคมี และสารพลังงานต่างๆเหล่านี้ก็ประกอบมาจากอะตอมเล็กๆจำนวนมาก อาทิ คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน ไฮโดรเจน และอื่นๆ อะตอมเหล่านี้มีนิวเคลียสเป็นจุดศูนย์กลาง และรายล้อมด้วยอนุภาคเล็กๆวิ่งวนรอบนิวเคลียสนี้ตลอดเวลา และ "รูปร่าง" ของอะตอมที่มาประกอบเป็นโมเลกุลนี้ ก็เป็นผลมาจากการวิ่งของอนุภาครอบๆจุดศูนย์กลางนี้นี่เอง
รัศมีของการวิ่งของอนุภาคก็แล้วแต่ขนาดของอะตอมนั้นๆ แต่ที่น่าสนใจมากก็คือ เราพบว่าโครงสร้างพื้นฐานอันเล็กสุดที่ประกอบเป็นอะไรต่อมิอะไรมากมาย เป็นคน สัตว์ สิ่งของ พืช น้ำ อากาศ ฯลฯ แท้จริงสร้างมากจาก "พื้นที่ว่าง" เป็นส่วนใหญ่ในระดับเล็กสุด อนุภาคมูลฐานที่วิ่งอยู่ทำให้เกิด "หมอกแห่งความน่าจะเป็น" ซึ่งเกิดปฏิสัมพันธ์กับหมอกแห่งความน่าจะเป็นของอะตอมอื่นๆ และโมเลกุลอื่นๆ กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราก็คือผลลัพธ์แห่งปฏิสัมพันธ์ของ "หมอกแห่งความน่าจะเป็น" นี้นั่นเอง
Intention เป็นอะไรบางอย่าง (ที่ในการศึกษา Intention Experiments ค้นพบว่าเราอาจจะวัด หรือศึกษาได้ ในรูปแบบของพลังงานบางรูป หรือแม้แต่ "ผล" ที่มีต่อวัตถุกายภาพ แม้ว่าเราจะไม่ได้วัดโดยตรงกับตัว "Intention" เองก็ตาม) ที่หากจะมีคำอธิบายความสัมพันธ์ของ intention และผลต่อสรรพสิ่ง สมมติฐานอย่างหนึ่งที่อยากจะคุยก็คือ "ผลต่อความน่าจะเป็น"
เวลาพูดถึง "สมมติฐาน" ที่พยายามจะอธิบายกลไกในเรื่องแบบนี้ เกือบจะเหมือนกับว่าผมได้ย่างเท้าลงไปพื้นที่กับดักที่จะมัดและดูดจมลงไปในความโกลาหลอลหม่านแล้ว ฉะนั้นทำใจเลื่อนลอยห้อยแขวน อย่า serious จริงจังเกินไปนะครับ
พระพุทธเจ้าทรงพูดถึง "อจินไตย" หรือถ้าเป็นพระไตรปิฏกภาคภาษาอังกฤษอาจจะใช้คำว่า "imponderable question" คือคำถามประเภทไม่ควรที่จะไปนั่ง "คิด" ตามเหตุ ตามผล เพราะคำถามกลุ่มนี้จะไม่ถูกเฉลยมาโดย logic หรือตรรกะเท่านั้น แต่เป็น "สภาวะหยั่งรู้" ที่จะผุดกำเนิดมาตาม "จิต" ของแต่ละปัจเจก ยิ่งถ่้าเราไปอธิบาย หรือพยายามลากสร้างสมการ ยิ่งหลงเลือนมากขึ้นๆ หนึ่งในคำถามประเภทนี้ได้แก่ "การอธิบายกลไกของวิบาก และกรรม" เพราะว่ามันจะซับซ้อน มีความเกี่ยวเนื่องโยงใยของสิ่งต่างๆมากมายเหลือเกิน ไม่สามารถจะเขียนเป็นสมการเชิงเดี่ยวๆให้ชัดเจนประเภท ใส่ไอ้นี่ลงไปแล้วจะเกิดอันนี้ 2+2=4 อะไรทำนองนั้น เหมือนเวลาที่เราโยนก้อนหินลงไปในสระแห่งหนึ่งแล้วถามว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่สามารถจะตอบออกมาได้ชัดเจนว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่มีเยอะทีเดียว ในสมดุลเดิมแห่งความน่าจะเป็นของนิเวศเก่า เมื่อมีหินแฝงด้วยพลังงานที่เราโยนลงไป ก็จะดูดซับความเป็นหินบวกพลังงานที่โยน เข้ากับสมดุลเดิม และเกิดเป็น "สมดุลแห่งความน่าจะเป็นใหม่" เกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ผลแห่งเจตจำนง ความมุ่งมั่นนั้น ไม่เพียงแต่จะส่งไปยังสมรรถภาพโดยองค์รวมของกิจกรรมที่เรากำลังทำเท่านั้น แต่ยังมีส่งไปถึง "ผลลัพธ์" ของกิจกรรมนั้นๆได้ด้วย
ส่งผลในที่นี้ คือการไปรบกวน "ความน่าจะเป็น" ให้เกิดการเบี่ยงเบนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และแน่นอนที่สุด ผลสุดท้ายนั้น ก็จะเป็น sum of all ของเหตุปัจจัยทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นแม้ว่าเราอยากจะทำให้มัน simple เรียบง่ายเพียงไร แต่เราจะกำลัง underestimate หรือกำลัง oversimplify ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของสรรพสิ่งอยู่มากทีเดียว ถ้าเราอยากจะใช้สมการเชิงเดี่ยวอยู่เรื่อยๆ
คนที่ศึกษาเรื่องปอมเปอี หรืออาณาจักรโซดอมและกอมโมรา อาจจะบอกถึงสาเหตุที่เมืองล่มสลายว่าเป็นภัยธรรมชาติ เป็น freak incidents ของแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง เกิดจากมือปืนลอบสังหารมกุฏราชกุมารออสเตรียคนเดียว หรือฮิตเล่อร์เพียงผู้เดียว นั่นก็จะง่ายเกินไปหน่อย การเลี้ยงดูอบรมมาตั้งแต่เกิดของผู้ลอบสังหารและของฮิตเล่อร์ ประชาชนผู้ไปลงคะแนนเสียงตามระบอบประชาธิปไตยของเยอรมันนี ณ เวลานั้น ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับ "ตัวตน" ของผู้ลอบสังหารและตัวฮิตเล่อร์เอง ในปัจจุบันกาลของเวลานั้นๆด้วยอย่างแยกไม่ออก
ทางศาสนาพุทธนั้น สั่งสอนให้เราเห็นถึง "เหตุปัจจัย" ทั้งในอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาท กล่าวถึงอวิชชาแห่งการไม่รู้เห็นถึงผลแห่งอดีตต่อปัจจุบัน ผลแห่งปัจจุบันต่ออนาคต ความเป็น "เหตุปัจจัย" มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องทำให้เราถึงต้องพากเพียรฝึกฝนให้มีสติ อยู่ในความไม่ประมาทอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ปัจจัยนี้อาจจะมีทั้งที่เรา aware และที่เราไม่ aware หรือที่เรา "ไม่สามารถ aware แต่มีอยู่" ได้ทั้งสิ้น
Intention ที่คุณภาพดีมากๆ ได้แก่เจตจำนงดั้งเดิมที่คงไว้ซึ่งศักยภาพอันบริสุทธิ์แห่งความเป็นมนุษย์ จะมีพลังสูงกว่า intention เทียมที่ตอบสนองต่อความดิบ ด้วยมนุษย์นั้นได้มีการติดตั้งจิตประภัสสรอันทรงอานุภาพนัก เพราะเราสามารถที่จะรักผู้อื่นได้อย่างไม่มีเงื่อนไข สามารถมองเห็นความกระจ้อยร่อยกระจิดริดของอัตตา ของตนเอง ศิโรราบต่อมหาสมุทรแห่งความโยงใยเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงแห่งสรรพสิ่ง จนสามารถเกิดสติ เกิดความยับยั้งชั่งใจในแรงผลักดันดิบ ทีสนองต่อ self ต่ออัตตาคับแคบ ต่อการสนองความต้องการของตนเองเท่านั้นได้
อ่านมาใกล้จบก็นึกถึงเรื่องบารมี โดยเฉพาะอย่างอย่างอธิษฐานบารมี ซึ่งเป็นความตั้งใจจงใจของคนเพื่อจะได้ประสบกับสิ่งที่คาดหวัง...
เจริญพร
นมัสการหลวงพี่ชัยวุธครับ
แหม ผมกำลังนึกถึงคำๆเดียวกันเลย คือ "อธิษฐาน" ผมคิด (เอาเอง) ว่าแต่เดิมการที่เราทำสมาธิ นั่งอธิษฐานขออะไรนั้น คงจะไม่ได้หมายถึงแค่งอมืองอเท้าเฝ้าอธิษฐานอย่างเดียว แต่น่าจะประกอบกับการ "ลงมือ" อะไรไปด้วย แต่การอธิษฐานไม่เพียงแต่เป็นการหล่อหลอม "ฉันทาคติ" ยังเป็นการสร้างวิริยะ จิตตะ วิมังสา ตามไปด้วย ไม่ว่าผลแห่งอธิษฐานโดยตรงต่อท้ายสุดเช่นไร การผนึกสติสมาธิก็เป็นผลดีเยี่ยมต่อกิจกรรมการงานอยู่ในตัวแล้ว
นึกต่อไปถึงการ "ไหว้ครู" ก่อนทำอะไรหลายๆอย่าง อาทิ วงดนตรีไทย (ผมเล่นระนาดเอก) หรือมวยไทย ไม่เพียงแต่เป็นการ warm up แต่เป็นการรวบรวมสมาธิให้อยู่ ณ ปัจจุบัน ปลกเร้าความตื่นตัว ความรู้ตัว ในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ระดมกำลังใจ แรงบันดาลใจจากครูบาอาจารย์แต่เดิมมาสถิตย์อยู่คู่จิต เจตจำนง และทำให้เกิดความมั่นใจ มี conviction ที่จะทำงานนั้นๆให้ลุล่วง เพราะได้ใคร่ครวญไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว
ขอบพระคุณครับผม
ต่ออีกนิด...
อิทธิบาท คือ ทางแห่งความสำเร็จนี้ ในบทสวดสหัสนัย แนวอภิธรรม ยังขยายความออกไปเป็น...
เฉพาะ intention ถ้าจะศึกษาในแง่พุทธศาสนา นอกจากเรื่องบารมีซึ่งมีอธิษฐานบารมีแล้ว... ในอิทธิบาทธรรมนั้น จิตตาธิปัตเตยยะ น่าสนใจมากที่สุด...
อาตมาก็มีพื้นกว้างๆ เท่านั้น ไม่ได้เจาะลึก แต่ีพออ่านที่อาจารย์เขียนก็มักจะนึกได้ว่า ถ้าป็นของพุทธฯ น่าจะอยู่ตรงนี้ หรือเป็นอย่างนี้... ทำนองนั้น
เจริญพร
นมัสการหลวงพี่ชัยวุธครับ
ขอบพระคุณมากครับ ผมมักจะอดมิได้ที่จะคิดเสมอว่า ไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าเรามองหา มักจะเจอะเจอ references ในพระไตรปิฏกเสมอ ดูแล้วเป็นตำราที่ "ร่วมสมัย" มากๆเลยนะครับ
เหมือน .. โยนหินถามทาง .. มั้ยคะ
รบกวนอีกสักนิดนะคะ
คือหนูสงสัยจริงๆว่า .. สมมตินะคะ .. สมมติ
สมมติว่า ถ้าเราอยากรู้ว่า .. " น้ำนั้น .. สะอาด .. พอที่จะกินได้หรือไม่?"
การโยนหินลงไปในน้ำ แล้วเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะตอบได้ "ตรง" กับ intention ของคนโยนเปล่า
งง .. งง มั้ยคะ
คือหนูสงสัยเรื่อง"การออกแบบ" วิธีที่ใช้ทดสอบ .. น่ะค่ะ
สงสัยจัง เผื่อตัวเองถูกตั้งเป็นสมมติฐานบ้าง .. ก็อยากจะมีส่วนร่วมออกแบบวิธีด้วย
อะไรทำนองนี้..
คนที่จะพิพากษาว่า "ตรง" กับ intention หรือไม่ น่าจะเป็นเจ้าของ intention นั้นไหมครับ?
อาจารย์ครับ มีคำถาม 2 ข้อครับ
1. ถ้ามี Intention สองอย่างที่ขัดแย้งกัน(เกิดจากคนๆเดียวกัน)แล้วเราต้องการเลือกที่จะเสริม(หรือขจัดอย่างใดอย่างหนึ่งออกไป) จะต้องทำอย่างไร?
------
2. Intention มีประจุ และมีปริมาณ ใช่มั๊ย?
อย่างเช่น โยนหิน(ที่ความหนาแน่นมากกว่าน้ำ)ลงน้ำโดยใส่ความตั้งใจว่าถ้าน้ำนี้สะอาดพอดื่มได้ขอให้หินลอย
ถ้าแรงใจคนโยนน้อยกว่าแรงธรรมชาติ ต่อให้น้ำสะอาดหินมันก็ไม่มีทางลอย
ต่อให้เป็นการอ้างสัจจะ แต่ถ้าบารมียังน้อย ปาฏิหาริย์ก็ไม่เกิด
------
คำถามพิเศษ Intention แปลเป็นไทยความหมายคืออะไรครับใช่ "เจตนา" รึเปล่าครับ
คุณ Roong ครับ
มันก็จะเป็นอย่างที่คุณ Roong ว่าครับ คือ "เรา" เองท้ายสุดจะเป็นผู้เลือก วิธีก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร พอถึงเวลาเราก็แค่ "เลือก" เพราะมันถึงเวลาจริงๆ ยิ่งถ้ามันเป็นไปได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น จะขึ้น/ไม่ขึ้นรถไฟ พอถึง "เวลา" จริงๆก็คือตอนรถไฟออก เราก็ "เลือก" อย่างใดอย่างหนึ่งออกมา
ตัว intention มีประจุหรือปริมาณหรือไม่ ผมไม่ทราบเหมือนกันครับ และตอบว่ามี/ไม่มี เดี๋ยวก็จะเกิดปัญหาต่อไปคือเราพูดถึงเรื่องเดียวกันหรือไม่ คำว่าประจุคืออะไร ฯลฯ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ที่จริงมันมี intention แฝงอยู่ไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว ณ ตอนที่เกิดก็เป็นสมดุล ณ เวลานั้น และข้อสำคัญก็คือ ณ สมดุล ณ เวลานั้น สิ่งที่เป็นผล ก็เป็นสมดุลของ "ความน่าจะเป็น" เท่านั้น เช่น ณ จุดสมดุลนี้ "น่าจะเกิด" เหตุการณ์นี้ถึง 90% ก็ไม่ได้แปลว่าจะเกิด ยังมีอีก 10% ที่จะโดนเหตุปัจจัยอื่นๆสามารถทำให้เกิดก็ได้
อธิษฐานให้เหาะได้ ให้ทนน้ำ ลุยไฟ ฯลฯ ก็เพียงไปทำให้สมดุลที่เราจะหล่น หรือเราจะไม่ไหม้ shift ไปบ้าง แต่จะ "ถึงขนาด" ทำให้เราลอยไป หรือไม่ไหม้จริงๆ ก็เป็นเพียง band ของความน่าจะเป็นที่เลื่อนไป
แปลว่าเจตนาอาจจะไม่ได้ถึงความหมายทั้งหมดทุกบริบทของคำๆนี้ครับ Intention มันมีความหนักแน่น ความมุ่งมั่น คุณค่า แฝงอยู่เยอะ อันนี้เป็นลักษณะของภาษาที่มีมิติลึกผสม ส่วนภาษาไทยนั้นรุ่มรวยคำ ทำให้เราเอาคำมาประกอบขยายกันมากกว่าที่จะให้มิติลึกลงในคำๆเดียวรึเปล่าก็ไม่ทราบ แต่มันจะไม่สามารถแปลเป็นตำต่อคำและคงความหมายได้ทั้งหมดทีเดียวครับ
แหววเข้ามาติดตามเรื่องราวดีๆ ค่ะ
คุณแหววครับ
ในขณะที่ western knowledge จะทำงานกับ facts เป็นส่วนใหญ่ แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อริยสัจสี่ หรือ The Four Noble Truths ซึ่ง truth หรือสัจจธรรมนั้นเป็น absolute สัมบูรณ์ ขณะที่ facts หรือ "ข้อเท็จจริง" นั้นก็จะไปตันที่ผัสสะ 6 หรือเท่าที่เครื่องมือเครื่องไม้ที่นักวิทยาศาสตร์พยายามประดิษฐ์คิดค้นมาเพื่อขยายผัสสะของเรานั้นเอง
ดังนั้นเอง ข้อได้เปรียบประการหนึ่งก็คือ การตั้งต้นจากสัจจธรรมนั้น เป็น "รากฐาน" ของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิชาสาขาใดๆต่างก็ต้องย้อนกลับไปหา "รากฐาน" เหมือนๆกัน ในวิชาทฤษฎีฟิสิกส์จึงไม่แปลกอะไรที่นักฟิสิกส์เหล่านี้ที่กำลังค้นหา Theory of Everything ก็จะพบความมหัสจรรย์อย่างเดียวกันกับที่คุณแหววว่ามา ไอสไตน์เองก็กล่าวถึงศาสนาพุทธว่าเป็น The religion of The Universe ทีเดียว