ผมเขียนบทความชิ้นนี้ไม่มีเจตนาที่จะล่วงละเมิดสิทธิสตรี เพราะคนที่รู้จักผมก็จะรู้ว่าผมให้ความเคารพในสิทธิสตรี ผมไม่ปฏิเสธข้อดีของกฎหมายที่ออกมาแต่ละฉบับ แต่ผมจะชี้มุมมองของผมซึ่งมองอย่างคนที่รักครอบครัวที่มีต่อกฎหมายนั้นๆ และยินดีที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยปราศจากอคติใดๆ อ้อ..เจตนาอีกประการหนึ่งคือไม่อยากให้เครียดกับกฎหมายที่ออกมาใหม่ๆ อิอิ
ช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ สมัยรัฐบาลที่ผ่านมา มีการตรากฎหมายใหม่หลายฉบับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่เกิดจากกฎหมายนั้นๆยังไม่เป็นที่ประจักษ์ว่าจะเกิดผลกระทบอะไรต่อสังคมบ้าง แต่มันมีข้อน่าคิดหลายประการว่าเรากำลังออกกฎหมายเพื่อป้องกันสังคมครอบครัวหรือเรากำลังออกกฎหมายทำให้ครอบครัวแตกแยก
การที่ผู้หญิงจะใช้คำนำหน้านามเป็นนางหรือนางสาว โดยแท้จริงแล้วมันไม่ได้หนักศีรษะผู้ชายตรงไหน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแก้ให้เลือกใช้สถานะตามที่ต้องการ ถ้างั้นไม่ต้องใช้คำนำหน้านามไปเลยไม่ดีกว่าหรือ หรือถ้าจะแก้จะไปแก้ที่คำนำหน้านามผู้ชายได้ไหม ก่อนแต่งเป็น “นายหนุ่ม” เพื่อให้คู่กับ “นางสาว” พอแต่งงานก็เป็น “นาย” และผู้หญิงก็เป็น “นาง” หรือทำไมไม่เปลี่ยนให้เป็นแบบผู้ชายไปเลยล่ะ จาก “เด็กหญิง” ก็เป็น “นาง” ไปเลย ให้เหมือนกับผู้ชายที่จาก “เด็กชาย” เป็น “นาย” ผมสงสัยว่าทำไมชาติตะวันตกที่เขามีวิวัฒนาการทางการคุ้มครองสิทธิสตรีทำไมไม่คุ้มครองสตรีทั่วโลกให้เลือกใช้คำนำหน้านามได้ ทำไมถึงต้องเป็นเมืองไทย
ผมยังไม่เข้าใจต่อไปอีกว่า ผู้หญิงที่มีลูกสี่ห้าคน เธอภูมิใจอะไรนักหนาที่อยู่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนคำนำหน้านามว่า “นางสาว” ผมยังสงสัยว่าแก้กฎหมายแล้วมันทำให้สังคมดีขึ้นตรงไหน เห็นแต่ว่าบางคนแม้จะดีใจที่มีกฎหมายในเรื่องนี้แต่ก็ไม่ไปแก้คำนำหน้านามหรอก เพราะมันต้องไปแก้ในเอกสารราชการทุกอย่าง มันยุ่ง มันเสียเวลา มันเสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าแก้เป็นว่าหญิงที่หย่าขาดจากสามีแล้วจะกลับไปใช้นางสาวอีกก็ไม่ว่ากัน เพราะหมดความผูกพันทางนิติสัมพันธ์กับชายแล้ว เธอเป็นอิสระแล้ว
ผมเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเรื่องนามสกุล ผู้หญิงก็ควรมีสิทธิใช้นามสกุลของเธอบ้าง ถึงเธอแต่งงานมีสามีแล้วก็ตามแต่สิ่งที่เธอสร้างความยิ่งใหญ่ได้ไม่ว่าในทางธุรกิจหรือในทางสังคมบางครั้งเป็นความสามารถของเธอล้วนๆ เพราะพันธุกรรมทางฝ่ายหญิงล้วนๆ ให้เครดิตกับนามสกุลของฝ่ายเธอบ้างไม่ได้หรือไง ผมเห็นด้วย
พอเราไปลองดูปัญหากฎหมายครอบครัว มาตรา ๑๕๒๓ ซึ่งบัญญัติว่า
“เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา ๑๕๑๖(๑) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น
สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้
ถ้าสามีหรือภริยายินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา ๑๕๑๖(๑) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง สามีหรือภริยานั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้”
มาตรา ๑๕๑๖(๑) เป็นเหตุฟ้องหย่าเหตุหนึ่งซึ่งกฎหมายระบุกรณีตาม (๑) ดังนี้ครับ
“(๑) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้”
เราลองมานึกกันเล่นๆในเชิงกฎหมาย มิใช่จะเจตนาแกว่งปากหาส้นเท้าของหญิงใด..อิอิ ถ้าหญิงที่สมรสแล้ว ใช้คำนำหน้านามว่านางสาว เกิดไปมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นโดยชายนั้นไม่รู้ว่าหญิงนั้นมีสามีแล้ว ถามว่าจากกฎหมายข้างต้น สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภรรยาในทำนองชู้สาวได้ไหม เพราะเขาไม่รู้ว่าเธอมีสามีแล้ว.....ถ้าบอกว่าเรียกได้ ถามว่าเป็นธรรมกับเขาไหมในเมื่อเขาจงใจจะมีสัมพันธ์กับนางสาว เขาไม่ได้มีเจตนามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่มีสามีแล้ว เขาไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืนศีลข้อสาม ถ้าบอกว่าเรียกไม่ได้ ก็จะถามว่าไปแก้คำนำหน้านามทำไม.....
สตรีลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิกันมากขึ้นทุกวัน เพราะในสังคมนี้ผู้หญิงเก่งเยอะมาก ผมว่าบทบาทของผู้ชายก็จะน้อยลงไปทุกวัน และผู้ชายในยุคสมัยใหม่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็นแบบนี้ครับ อิอิ

สังเกตว่ากฏหมายจะเน้น สิทธิมนุษยชน มากขึ้นในช่วงหลัง รวมถึงการเรียกร้องความเท่าเทียมด้านเพศภาวะไปด้วยกัน
ไม่กี่วันก่อน มีน้องท่านหนึ่ง ได้โทรศัพท์มาปรึกษา เรื่องการ "หย่า" ผมเองก็มึนไปหมด เพราะเราไม่เคยได้ศึกษากฏหมายมาก่อน
แต่พอให้ข้อมูลว่า ต้องไปปรึกษา ทนายความหรือ นักกฏกมายของจังหวัด ที่เขาเปิดบริการให้คำปรึกษาในแต่ละจังหวัดให้กับประชาชน
-------------------------------------------------------------
*** เรื่อง รายงานตัว และกำหนดการปฐมนิเทศ คิดว่าท่านคงทราบแล้วนะครับ ผมได้จัดการในส่วนของใบ confirm ในการร่วมปฐมนิเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนห้องพักได้จัดคู่ให้กับ พ่อครูบาสุทธินันท์ เผือว่าจะได้ ปะทะพลังความคิดกัน คือ เรื่องของเรื่อง ผมจะไปแอบฟัง ปราชญ์คุยกันครับผม
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับท่าน...โดยเฉพาะ เรื่องที่ต้องแก้ไขเอกสารทุกอย่าง มันคงยุ่ง และเสียเวลามากทีเดียว....
เรียนท่านอัยการค่ะ
* ยังไม่มีประสบการณ์ มิบังอาจตอบประเด็นนี้ค่ะ :)
* คิดถึงท่านอัยการนะคะ เก็บตัวจะไปไหนกับคุณเอกกันอีกคะ
* ... เมื่อวานหลังจากพี่ครูปู tag เกริ่น ปูก็คิดต่อ
* แน่นอน หนึ่งหนุ่มในใจที่อยากทราบความลับ คือ
* ท่านอัยการคะ .. หุ หุ .. มาเกริ่นๆ จองตัวท่านไว้ก่อนค่ะ
* บุคคล popular ก็อย่างนี้แหละนะคะ . ขอบพระคุณค่ะ
* ว้าว The perfect man - ยังมีรึค่ะเนี่ย .. :)
สวัสดีคะท่านอัยการชาวเกาะ
* เห็นด้วยกับการที่ผู้หญิงมีสิทธิเลือกใช้นามสกุลได้
* ส่วนการเปลี่ยนหน้าชื่อ ไม่ว่าจะเป็น นางสาว หรือนาง ก็ไม่มีปัญหา ถ้าผู้หญิงทุกคนปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม
พรุ่งนี้ ถึงกี่โมง ลงเครื่องที่ไหน พักที่ไหน ครับ
สวัสดีค่ะ
มาตามอ่านความคิดที่รวบรวมได้ถูกใจ
เป็นคนหนึ่ง ที่มีสิทธิืที่จะทำหลายๆอย่างตามกฎหมายได้ แต่ก็เลือกที่จะทำ เหมือนท่านว่าค่ะ
สวัสดีค่ะ
เพิ่งเคยเข้ามาเป็นครั้งแรก แวะมาเพราะรู้สึกติดใจในประเด็นนี้ค่ะ
อ่านแล้วถูกใจ และไม่ได้รู้สึกว่าสิทธิสตรีจะถูกละเมิดแต่อย่างใด
คงมีคนส่วนหนึ่งที่ต้องการและรู้สึกว่าจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนคำนำหน้า
แต่ถ้าเรียกร้องไปแล้วเกิดแต่ผลเสียกับคนอื่นก็ไม่รู้จะทำไปทำไมค่ะ
มีคนเคยบอกว่าเพื่อต้องการหลอกตัวเอง หลอก...
อันนี้ไม่ทราบเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ค่ะ :)
เรย์
สวัสดีครับท่านอัยการชาวเกาะ
เห็นด้วยและคิดเช่นกันครับ ยิ่งเมื่อยกตัวบทที่อาจเกี่ยวเนื่องเป็นผลกันแล้ว ก็เห็นได้ว่ากฎหมายออกมาคล้าย ๆ จะขัดกันในเจตนารมณ์ด้วยซ้ำ ตกลงว่าเราออกมาเพื่อควบคุมคนในสังคม หรือเพื่อปลดปล่อยคนในสังคมกันแน่
เพราะประเด็นเรื่องการเป็นอิสระหรือปลดปล่อย ไม่น่าจะมองเรื่องนี้ มันคาบเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศิลธรรมอันดี เปลี่ยนเป็นแบบ นายและนาง ไปเลยจะตรงตามเจตนารมณ์มากกว่า หรือที่จริงการหย่ามาแล้ว ก็เป็นสิ่งบ่งบอกให้คนในสังคมและตัวเองระมัดระวังมากขึ้น ผมว่าไม่ใช่การใช้ชีวิตใหม่หรืออิสระใหม่
แต่เป็นเรื่องที่การเริ่มใหม่ที่รอบคอบ เพราะจะทราบได้อย่างไร ว่าใครโสดไม่โสด แต่งงานมาแล้วหรือไม่ เนื่องจากในความเป็นจริงสังคมต่างคาดหวังและมีเงื่อนไขแห่งการคบหากัน หากอีกฝ่ายมีเงื่อนไขที่ต้องการคนโสดไม่ผ่านการแต่งงาน แล้วรู้ความจริงภายหลัง ก็ทำให้ความสัมพันธ์เงื่อนไขเดิมเปลี่ยนใหม่ หรืออาจล้มเลิกความสัมพันธ์ไปเลย
อีกประเด็นหากต้องการเป็นอิสระ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่นนอกจากการมีคู่ใหม่แล้ว นั่นคือคุณจะลบฐานข้อมูลประวัติ และอาจจะมีการนำไปถึงการจดทะเบียนยกลูกให้กับคนอื่น เพื่อลบพยานหลักฐานไปอีก แบบนั้นระบบครอบครัวก็ยิ่งไปกันใหญ่
แม่ยังสาว หย่า เปลี่ยนนามสกุล ยังเป็นนางสาว เป็นโสด เงื่อนไขแห่งการคบหาที่เริ่มใหม่ แต่ลูกเป็นเงื่อนไขที่มีตัวตนมีชีวิต แม่คนสวยกำจัดเงื่อนไขนี้ โดยจดทะเบียนยินยอมยกบุตรเป็นบุตรบุญธรรมของญาติ เพื่อฟอกตัวเองใหม่หมด
ผมไม่ได้มองโลกแง่ร้ายเกินไปแน่นอน เพราะในโลกเรามีสิ่งที่ร้ายเต็มไปหมด
ผมก็คิดเช่นกันว่าเราแก้ไม่ถูกจุดเสียแล้วครับ ด้วยความเคารพสิทธิสตรีเช่นกัน หากถูกจุดความต้องการแล้ว เราเท่าเทียมกันหากใช้ คำว่านาย และนาง เช่นเดียวกับ อำแดง และนาย เช่นเดียวกับ ไอ้ อี ในสมัยก่อน น่าจะเป็นความหมายจริง ๆ ของความเท่าเทียมทางสถานะที่ใช้คำเรียกนำหน้าชื่อ นะครับ
ขอบคุณครับผม
เมื่อเกิดกฎหมายใหม่ ประเด็นใหม่ ๆ ก็ย่อมเกิดปัญหาที่ต้องขบคิดกันใหม่ ...
ขอบคุณครับท่านอัยการฯ :)
สวัสดีครับทุุกท่าน
เดี๋ยวถึงภูเก็ตแล้วผมจะมาตอบอีกทีครับ
ตอนนี้อยู่ที่ตะกั่วป่าครับ
สวัสดีครับน้องเอก
มีปัญหาเรื่องพวกนี้ต่อสายให้คุยกับผมได้เลยยินดีให้คำแนะนำปรึกษาครับ
แอบฟังปราชญ์ชาวบ้านพูดกับปาดนะเหรอ อิอิ
สวัสดีครับคุณประเสริฐ
เป็นนักเปียนโนอยู่เกาะไหนครับ เกาะภูเก็ต เกาะสมุย เกาะกูด อิอิ
ยินดีที่ได้รู้จักและขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
สวัสดีครับน้องน้ำผึ้ง
โป๊ะเชะเลยครับ "แต่ทุกสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่สำคัญไปกว่าการให้เกียรติกันและกัน ความรัก ความเข้าใจกัน"
ขอบคุณที่ลปรร ครับ
น้อง poo ครับ
ผมจะไปเรียนหนังสือกับน้องเอกจะต้องไปดูแลนักเรียนโข่ง อิอิ ไม่ได้ไปหนีเที่ยวคร๊าบ...
ความลับผมเยอะ กลัวจะเล่าไม่หมดนะซี...อิอิ
สวัสดีครับครูเอียด
ขอบคุณที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
อ.ขจิต ครับ
ฟิตนิดหน่อยก็คงได้มั๊ง กล้ามน่ะ 555
เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ค่อยมีใครกล้าค้านเพราะกลัวถูกด่า ว่าดูถูกกดขี่ผู้หญิง อิอิ มันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้แหละ ผมยังมองว่าเราน่าจะแก้รัฐธรรมนูญไปเลย เพราะเขาเขียนให้ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน เขียนต่อไปสักนิดก็ได้ว่า กฎหมายใดที่เขียนให้การทำนิติกรรมต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งให้ถือว่าไม่สามารถบังคับได้ คราวนี้ใครอยากทำอะไรก็ไม่ต้องรู้กัน ต่างคนต่างมีสิทธิ คงสนุก อิอิ
หรือจะเขียนว่า การทำนิติกรรมใดที่กฎหมายให้ฝ่ายชายสามารถกระทำได้โดยไม่มีข้อกำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมจากฝ่ายหญิงให้ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสฝ่ายหญิง คราวนี้จะได้เท่ากัน คือฝ่ายชายไปทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินก็ต้องได้รับความยินยอมจากฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงไปซื้อขายก็ต้องได้รับความยินยอมจากฝ่ายชาย ก็จะเท่าเทียมกันสนุกดี ไปไหนก็ยกโขยงกันไป ฮ่าๆ
ขอบคุณคุณหมอรุ่งที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ