สวัสดีครับท่านอัยการชาวเกาะ

เห็นด้วยและคิดเช่นกันครับ ยิ่งเมื่อยกตัวบทที่อาจเกี่ยวเนื่องเป็นผลกันแล้ว ก็เห็นได้ว่ากฎหมายออกมาคล้าย ๆ จะขัดกันในเจตนารมณ์ด้วยซ้ำ ตกลงว่าเราออกมาเพื่อควบคุมคนในสังคม หรือเพื่อปลดปล่อยคนในสังคมกันแน่

เพราะประเด็นเรื่องการเป็นอิสระหรือปลดปล่อย ไม่น่าจะมองเรื่องนี้ มันคาบเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศิลธรรมอันดี เปลี่ยนเป็นแบบ นายและนาง ไปเลยจะตรงตามเจตนารมณ์มากกว่า หรือที่จริงการหย่ามาแล้ว ก็เป็นสิ่งบ่งบอกให้คนในสังคมและตัวเองระมัดระวังมากขึ้น ผมว่าไม่ใช่การใช้ชีวิตใหม่หรืออิสระใหม่

แต่เป็นเรื่องที่การเริ่มใหม่ที่รอบคอบ เพราะจะทราบได้อย่างไร ว่าใครโสดไม่โสด แต่งงานมาแล้วหรือไม่ เนื่องจากในความเป็นจริงสังคมต่างคาดหวังและมีเงื่อนไขแห่งการคบหากัน หากอีกฝ่ายมีเงื่อนไขที่ต้องการคนโสดไม่ผ่านการแต่งงาน แล้วรู้ความจริงภายหลัง ก็ทำให้ความสัมพันธ์เงื่อนไขเดิมเปลี่ยนใหม่ หรืออาจล้มเลิกความสัมพันธ์ไปเลย

อีกประเด็นหากต้องการเป็นอิสระ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่นนอกจากการมีคู่ใหม่แล้ว นั่นคือคุณจะลบฐานข้อมูลประวัติ และอาจจะมีการนำไปถึงการจดทะเบียนยกลูกให้กับคนอื่น เพื่อลบพยานหลักฐานไปอีก แบบนั้นระบบครอบครัวก็ยิ่งไปกันใหญ่

แม่ยังสาว หย่า เปลี่ยนนามสกุล ยังเป็นนางสาว เป็นโสด เงื่อนไขแห่งการคบหาที่เริ่มใหม่ แต่ลูกเป็นเงื่อนไขที่มีตัวตนมีชีวิต แม่คนสวยกำจัดเงื่อนไขนี้ โดยจดทะเบียนยินยอมยกบุตรเป็นบุตรบุญธรรมของญาติ เพื่อฟอกตัวเองใหม่หมด

ผมไม่ได้มองโลกแง่ร้ายเกินไปแน่นอน เพราะในโลกเรามีสิ่งที่ร้ายเต็มไปหมด

ผมก็คิดเช่นกันว่าเราแก้ไม่ถูกจุดเสียแล้วครับ ด้วยความเคารพสิทธิสตรีเช่นกัน หากถูกจุดความต้องการแล้ว เราเท่าเทียมกันหากใช้ คำว่านาย และนาง เช่นเดียวกับ อำแดง และนาย เช่นเดียวกับ ไอ้ อี ในสมัยก่อน น่าจะเป็นความหมายจริง ๆ ของความเท่าเทียมทางสถานะที่ใช้คำเรียกนำหน้าชื่อ นะครับ

ขอบคุณครับผม