การเรียนปริญญาเอกในวันนี้ ทุกคนต้องถามตัวเองว่าเราเรียนไปเพื่ออะไร สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องเรียนเพื่อสะสมทุนทางปัญญามากกว่าแค่มีปริญญา
สวัสดีครับลูกศิษย์ PhD มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และชาว Blog
เช่นเคยครับผมเปิด Blog นี้สำหรับลูกศิษย์ปริญญาเอกของผมซึ่งจะเริ่มมีการเรียนการสอนกันครั้งแรกในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2551 นี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Blog นี้จะเป็นแหล่งสะสมทุนทางปัญญา และเครือข่ายความรู้ของพวกเรา แล้วพบกันครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
..........................................................................................................................
บรรยายการของห้องเรียนวันแรก


เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ผมขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ทั่ว ๆไป ก่อนครับ ผมเป็นนักศึกษา ป.เอก ม.สวนสุนันทา PhD ซึ่งอาจารย์ได้มาสอนครั้งแรก เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2551 เมื่อวานนี้เอง ในสมองผมยังกรุ่นๆ และอุ่นร้อนกับความรู้ที่ได้เริ่มต้นกับการเรียนกับอาจารย์ชั่วโมงแรก ผมมีความรู้สึกว่าตั้งแต่อาจารย์พูดจบในชั่วโมงสุดท้ายแล้ว ทำให้ผมอยากจะเข้ามาในเว็บของอาจารย์ ว่าเป็นอย่างไร พอเปิดเข้ามาก็เห็นรูปอาจารย์อย่างเด่นชัด ใต้ชื่อบอกว่า เป็นมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ทำให้ผมเกิดความสนใจและทึ่งในอาจารย์ เพราะคำว่า มูลนิธิ + ระหว่างประเทศ ผมคิดว่าคนที่จะทำงานนี้ได้ต้องทำด้วยใจและมีอุดมการณ์ และงานนี้เป็นงานในระดับ Inter อีกด้วย ผมจึง อ่านหัวข้อหลักสูตรต่างๆ ที่อาจารย์สอน อย่างคร่าว ๆ ก็ยิ่งเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น จะต้องหาเวลาเข้ามาอ่านเพราะคิดว่าเจอแหล่งเรียนรู้แหล่งสะสมทุนทางความรู้ ในด้านที่เป็นหัวใจคือ เรื่องทุน(มนุษย์) ตอนนี้ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือที่อาจารย์มอบหมายให้อ่าน และเข้ามา Comment หนังสือ 2 เล่มนั้น แต่ผมอดทนในการเข้ามาใน Blog ไม่ไหว จึงขอเข้ามาแสดงความรู้สึก แสดงความคิดเห็น ขั้นต้นเสียก่อน อ่านจบแล้ว ผมจะเข้ามาอีกครั้ง เท่าที่จำได้ในหัวสมอง ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง ที่อาจารย์สอนคือ Main Idea หลัก ๆ เมื่อวานคือ จำได้ติดสมองคือ มนุษย์ คือ ทุนอย่างหนึ่ง ในปัจจัยการบริหารต่างๆ และเป็นทุนที่อยู่อันดับแรก ที่มีความสำคัญที่สุด เมื่อเราเห็นเป้าหมายว่า ทุนมุนษย์ เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดแล้ว ก็จะต้องหาวิธีการที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้ ( คือผลิตทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพออกมาให้ได้ ) แต่จะผลิตอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ นั่นคือ เริ่มจากหลักการศึกษาต่างๆ เสียก่อนว่า เข้ากับยุคสมัยหรือเปล่า นำไปใช้ได้ไหม และเกิดประโยชน์มากที่สุดหรือไม่ รวมถึงแนวคิดทางวัฒนธรรม ที่ออกมาเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมว่า อันไหนบ้างที่ยังดีอยู่ อันไหนบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคน ซึ่งก็คือ การอบรมสั่งสอนลูกหลาน ที่ฝากไว้กับสถาบันครอบครัว ที่ถือว่าเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุด รวมตลอดถึง องค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่รับคนเข้าไปทำงาน ว่า มีวัฒนธรรมขององค์กรที่สอดคล้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างไร บางองค์กรภาครัฐนั้น ขาดการวางแผนและพัฒนา ทุนมนุษย์ เพราะมนุษย์จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บางองค์กรมีเพียงไม่กี่หลักสูตร ที่เป็นหลักสูตรพัฒนาคน ส่วนมากจะเน้นวิธีการ เพียงสอนให้เขาทำงานได้ตามแบบเดิมๆ ที่ทำกันมา แต่ไม่ได้สอนให้คิดเป็น แถมวัฒนธรรมขององค์กร กลับไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาเสียด้วยซ้ำ หรือไม่ ตอนจัดให้มีหลักสูตรอบรมหรือพัฒนา คน ถ้าหน่วยงานนั้นฟิตเปรี๊ยะมีการจัดหลักสูตร อย่างตรงประเด็นเลย ตอนอบรมก็ดูคึกคัก แต่พอจบหลักสูตรผ่านประตูห้องอบรมไป ก็ต้องกลับไปอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเก่า ๆเดิมๆ (วัฒนธรรมองค์กรที่แย่ๆ ) ก็เป็นปัญหาอีก อาจจะเกิดคำถามในใจกับคนๆ นั้นขึ้นได้ (เพราะขาดภูมิคุ้มกันในการที่จะรักษามาตรฐานของการเป็นคนดี คนมีคุณภาพ ไว้ได้) อาจจะเกิดคำถามกับตัวเองว่า "หากข้าทำคนเดียวแล้วจะทำไปทำไมวะ ทีคนอื่นๆ ไม่เห็นทำกันเลย หรือ " นี่ขนาดหัวหน้าข้าฯ นะ ยังทำเสียเอง แล้วข้าฯจะทำ ทำไม " หรือ " นี่สังคมไทยในความเป็นจริงมันก็เป็นอย่างนี้แล้ว ไปเข้างานที่ไหนต้องมีเส้น ต้องมีคนฝาก แล้วคุณมีคนฝากหรือยัง ถ้ายังไม่มีใครฝากก็เข้าไม่ได้หรอก อย่ายึดถืออุดมการณ์ของตัวเองเลย เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความตั้งใจเสียเถอะ " สิ่งที่ยกมาผมกล้ารับประกันได้ว่าในสังคมไทยมีแน่นอน แต่สำหรับผมเอง เราต้องเริ่มต้นด้วยตัวเราก่อน อย่าเปลี่ยนอุดมการณ์ (เพื่อชาติ เพื่อในหลวงของเรา) ต้องแน่วแน่ บอกกับตัวเองว่า จะต้องใช้ความรู้ ความสามารถของตัวเองแสวงหา ผิดหวังก็อย่าท้อแท้ และรวมกันขยายแนวคิดให้เป็นกลุ่มก้อน ให้มีพลัง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ตรงเป้าหมายได้ ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า คน เป็น ทุน ที่สำคัญที่สุด และจะต้องลงทุนด้วย แต่จะลงทุนอย่างไร ก็ต้องใช้การบริหารจัดการที่ดี ( ซึ่งการบริหารจัดการระดับชาติ คือแผนพัฒนาสังคม แผนพัฒนาการศึกษา และอื่นๆ ที่สอดคล้อง) และที่สำคัญ ผมประทับใจอาจารย์ที่บอกว่า มาเรียนที่นี่ตอนนี้ยังไม่เก่ง แต่อาจารย์จะปั้นให้เป็นคนเก่งได้ ผมเห็นความตั้งใจของอาจารย์ก็ประทับใจแล้วครับ ด้วยความเคารพ จึงขอเกริ่นนำมาเบื้องต้นเท่านี้ก่อนครับ ให้ผมอ่านจบแล้วจะเข้ามาอีก ด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกศิษย์ PhD รุ่นที่ 2
เรียน คุณเจนวิทย์ เลิศอารยกุล
ผมประทับใจมาที่ส่ง Blog มาเป็นคนแรก และขอยกย่องว่าคุณเป็นคนที่มีความใฝ่รู้ ผมจะขอตอบคำถามคุณเจนวิทย์สั้น ๆ เกี่ยวกับ “มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ” ซึ่งหากศึกษาประวัติของผมจะเห็นว่าผมมีประสบการณ์ที่ทำงานด้านทรัพยากรมนุษย์มาโดยตลอดทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ การที่คุณสนใจ “มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ” และถามว่าคืออะไรนั้นผมก็จะถือโอกาสเล่าให้ฟังสั้น ๆ
มูลนิธิฯ นี้ เกิดจากความคิดของผม ซึ่งในสมัยรัฐบาลชวน 1 ก็จัดให้มีการประชุมสภาความมั่นคงเป็นครั้งแรก และได้มีการหารือกันในที่ประชุมว่า ทำไมประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น กัมพูชา ลาว เวียตนาม พม่า ฯลฯ จึงยังไม่ไว้ใจประเทศไทย ดังนั้น สภาความมั่นคงจึงได้ตั้กรรมการขึ้นมารวม 7 ชุด อาทิ
· ด้านการค้า
· ด้านการลงทุน
· ด้านโครงสร้างพื้นฐาน
· ด้านทรัพยากรมนุษย์
· ฯลฯ
และในการนี้ผมก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการด้านทรัพยากรมนุษย์ (เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว) ปกติแล้วส่วนใหญ่ตำแหน่งประธานคนที่ได้รับเลือกมักจะเป็นระดับอธิบดี หรือเทียบเท่า แต่ก็น่าแปลกที่ผมได้รับเลือกให้ทำงานในครั้งนี้
ในช่วงที่ผมเป็นประธานฯ ผมคิดอยู่เสมอว่าการทำงานเรื่องทรัพยากรมนุษย์จะต้องต่อเนื่อง ผมเน้นเรื่อง
· ความรู้สึก
· การยอมรับความเสมอภาค
· การยกย่องให้เกียรติประเทศเพื่อนบ้าน
· เรียนรู้จากประวัติศาสตร์และสงครามในอดีต
หลังจากที่ได้มีโอกาสได้ทำงานดังกล่าว ผมก็ผลักดันให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะตั้งมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศขึ้น ซึ่งมูลนิธิฯ ก็ได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งขึ้น โดยมติของคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่จัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาต่าง ๆ ทั้งภาคราชการและภาคเอกชน เราทำงานในลักษณะของการทูตภาคประชาชน (People to People Diplomacy หรือ PPD)
ผลงานสำคัญ ๆ ของมูลนิธิฯ ที่ผ่านมามีมากมาย เช่น การจัดประชุม Leadership Forum (5 ครั้ง) เป็นเวทีการประชุมผู้นำระดับนานาชาติ การเผยแพร่แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ต่อประเทศเพื่อนบ้าน การทำวิจัย Impact Studyฯลฯ หากสนใจก็ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ www.fihrd.org และถ้าสนใจเรื่องโลกาภิวัตน์ผมเคยเขียนตำราไว้ที่ มสธ. ก็ลองไปค้นคว้าด฿
ผมประทับใจมากที่คำถามของคุณเจนวิทย์เป็นคำถามที่โป๊ะเช๊ะ สำหรับเพื่อน ๆ คนอื่นที่จะเข้ามาเขียน Blog ผมก็หวังว่าจะมีความ “คม” เช่นเดียวกันเป็นความคิดที่มาจากมุมมองและการวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ไม่อยากให้ Copy คนอื่นมา
จีระ หงส์ลดารมภ์
สวัสดีค่ะ
ในฐานะของผู้ช่วยของอาจารย์จีระ และจะช่วยเป็น Facilitator สำหรับทุกท่าน รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้รู้จักนักศึกษาปริญญาเอกในรุ่นนี้ทุกคนค่ะ ได้ฟังการแนะนำตัวของทุกท่านซึ่งน่าสนใจ และก็แอบคิดเหมือนกันว่าการเรียนปริญญาเอกในเมืองไทยนี้ คนที่เรียนมีเป้าหมายเพื่ออะไร?
นักศึกษาในรุ่นนี้มีทั้งข้าราชการ ทหาร เจ้าของธุรกิจ และจากภาคเอกชนแน่นอนว่าเป้าหมายของแต่ละคนคงจะไม่เหมือนกันแน่ ซึ่งหากท่านใดจะนำมาแลกเปลี่ยนกันที่นี่ก็คงจะเป็นประโยชน์ และคงได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
การเรียนกับอาจารย์จีระ หลาย ๆ คนก็ยังคงงง ๆ และยังสับสนกับแนวคิด ทฤษฎีบางอย่างที่อาจารย์สอน สำหรับเอ กว่าจะเข้าใจก็ใช้เวลาเกือบ 7 ปีเต็ม แต่เมื่อเข้าใจแล้วก็รู้สึกทึ่ง และคิดว่ามันเป็นทฤษฎีและแนวคิดที่นำมาปฏิบัติได้จริง และเป็นประโยชน์มาก เพราะแนวคิดทุกแนวคิดที่อาจารย์สอนอาจารย์คิดขึ้นมาโดยใช้ประสบการณ์ของอาจารย์ที่สะสมมาซึ่งมีคุณค่ามาก ๆ และถ้าทุกท่านเข้าใจมันจริง ๆ และนำไปใช้ นำไปถ่ายทอดต่อมันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง และยังขยายไปสู่สังคมได้จริง ๆ
ในฐานะที่ติดตามอาจารย์ และเป็น TA ของอาจารย์มาเกือบ 15 ปี เออาจจะช่วยอธิบายบางแนวคิดเพื่อให้ทุกคนเข้าใจเร็วขึ้นได้ และยินดีค่ะ เพราะอยากให้แนวคิดของอาจารย์ได้มีผู้นำไปใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อให้แก่สังคม
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมีพลังในการเรียนนะคะ
วราพร ชูภักดี (เอ)
(หากจะพิมพ์ Blog ให้สวย ใช้ Font: Angsana new 18 พิมพ์ใน word แล้ว Copy & Paste ใน Blog ค่ะ ที่หัวกล่องข้อความให้เลือกใช้งานตัวจัดการข้อความก่อนนะคะ)
สวัสดีครับ อาจารย์จีระที่เคารพ
ในวันเสาร์ที่ 21 มิ.ย. 51 เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์ครับ อย่างที่คุณเอผู้ช่วยของอาจารย์ได้พูดไว้ข้างต้น ผมยอมรับว่ายังคงงง ๆ และยังสับสนกับแนวคิดทฤษฎีบางอย่างที่อาจารย์สอน แต่การเรียนกับอาจารย์ทำให้ผมสนใจในเรื่องการทุนมนุษย์เพิ่มขึ้น เพราะจากการที่ได้มีโอกาสไปต่างประเทศ ทั้งประเทศที่เจริญกว่า หรือด้อยกว่าประเทศไทยเรา ก็เกิดความสงสัยว่า บางประเทศไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเลยแต่ทำไมเจริญก้าวหน้า กับประเทศไทยซึ่งมีทรัพยากรมากกว่าหลายเท่านัก ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือเรื่องการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยเรา เช่นเรื่องการศึกษา ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง และไม่มีนโยบายแก้ไขปัญหาเพื่อหวังผลระยะยาวอย่างที่อาจารย์ได้บอกไว้ ยังไม่มีนักการศึกษาที่ดีมีวิสัยทัศน์ในเรื่องการจัดการทุนมนุษย์มาเป็นรัฐมนตรี เพื่อวาง Road Map ในเรื่องการพัฒนาประชากรของเราเลย
ผมก็หวังว่าจะทำความเข้าใจกับแนวคิดของอาจารย์ให้ได้ภายในหนึ่งภาคเรียน โดยไม่ต้องใช้เวลา 7 ปีเหมือนคุณเอ ส่วนการบ้านจะรีบพยายามส่งให้ทันตามกำหนดครับ
ทวีป วุฒิบาทุกาจิตต์
นักศึกษา ป.เอก DM. รุ่น 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
เรียนท่านอาจารย์จิระ
ผมได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์จิระครั้งแรก รู้สึกประทับใจมากกับเรื่องทุนมนุษย์ ทำให้ผมได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง ผมจบทางนิเทศศาสตร์มาทั้งปริญญาตรี และปริญญาโท มุมมองของผมมีแต่เรื่องการสื่อสาร ผมตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเรียนสาขานี้ในระดับปริญญาเอก แทนที่จะเรียนนิเทศศาสตร์
การเรียนกับท่านอาจารย์ ทำให้ผมได้รู้จักคำว่า Vision อย่างจริงๆ จังๆ และเริ่มเข้าใจว่าการที่จะเป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์นั้น ต้องมีแนวคิด และปฏิบัติตนแบบไหน รวมถึงคำว่า “ยั่งยืน” เป็นอย่างไร เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่มองแค่วันนี้ และมองวันข้างหน้าแบบระยะสั้น การเรียนเรื่องการจัดการทุนมนุษย์ ทำให้เห็นคุณค่าของคนมากขึ้น เพราะการพัฒนาคน เป็นการลงทุน ที่ได้ผลตอบแทนแบบยั่งยืน
การที่ได้อ่านหนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน กับหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ทำให้เห็นมุมมองชัดเจนในเรื่องทุนมนุษย์ การนำเสนอของหนังสือทั้งสองเล่ม โดยการนำเสนอแบบบทสนทนา ทำให้น่าติดตาม อ่านแล้วรู้สึกว่าต้องอ่านต่อไปจนจบ ทำให้ผู้อ่านไม่เบื่อกับเรื่องหนักๆ เป็น Edutainment สำหรับผมเลยครับ
หนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน ทำให้ผมได้เห็นองค์ความรู้จากผู้ประสบความสำเร็จใน 2 ภาคส่วน คือผู้บริหารสูงสุดในวงราชการ และนักวิชาการที่มีประสบการณ์สูงสุดในการบริหารจัดการ ได้เสนอทฤษฎี 8H’s และ 8K’s ที่มีความสอดคล้องกัน ทฤษฎี 8H’s เป็นทฤษฎีที่ทำขึ้นมาให้จำง่าย ไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติของนักบริหาร ส่วนทฤษฎี 8K’s เป็นทฤษฎีทรัพยากร ที่มีรายละเอียดลึกซื้งและครอบคลุม ในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นทุน ได้อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบ 2 ทฤษฎี แล้ว ทฤษฎี 8H’s จะให้ความสำคัญกับ H ทุกตัวเท่าๆ กัน แต่ทฤษฎี 8K’s ผมเห็นเป็นลำดับขั้นความสำคัญแบบปิรามิดหัวตั้ง โดยมีฐานเป็นทุนมนุษย์ ถัดไปเป็นทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ,ทุนทางปัญญา, ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ, ทุนทางจริยธรรม, ทุนแห่งความสุข, ทุนทางสังคม และยอดปิรามิดคือทุนแห่งความยั่งยืน เหมือนการพัฒนาเป็นลำดับขั้นจนไปถึงจุดสูงสุดคือทุนแห่งความยั่งยืน โดยทฤษฎี 8K’s ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ และขาดไม่ได้ในปัจจุบันอีกด้วย
ส่วนอีกเล่มคือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ผมเลือกอ่านทีหลังเพราะดูท่าทางเนื้อหาจะหนักกว่า เพราะหนากว่า เลยอ่านเล่มบางก่อน คิดไม่ผิดจริงๆ ครับ หนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ เหมือนการเล่าที่มาของทฤษฎีทรัพยากร 8K’s ว่ามาได้อย่างไร โดยเล่าผ่านประสบการณ์ของท่านอาจารย์จิระ และท่านพารณ ที่มุ่งเน้นเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ที่จะผลิตมนุษย์พันธุ์ใหม่ ที่มีศักยภาพสูง เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันของโลกปัจจุบัน และยั่งยืนไปยังโลกอนาคต เพราะมนุษย์พันธุ์ใหม่ จะมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้ทันโลกล่วงหน้า และนำพาประเทศชาติ พัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ผมอ่านเล่มนี้จบทำให้ผมเริ่มเห็นว่าประเทศไทยถ้าไม่มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง ต่อไปคงลำบากแน่ เพราะแค่วิกฤตน้ำมัน ยังมาเถียงอยู่เรื่อง CNG หรือน้ำมัน E85 ในขณะที่ประเทศอื่นเขาพัฒนาพลังงานทางเลือกมาแล้วเป็นสิบๆปี จนตอนนี้เขาพัฒนาน้ำเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะแล้ว
ในเรื่อง HR Architecture ผมมองว่าเป็น Model ที่แสดงให้เห็นเรื่องทุนมนุษย์ในภาพใหญ่ ทำให้เห็นว่าถ้าลงทุนกับประชากรตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อประชากรมีคุณภาพ ก็จะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ สู่ภาคการผลิตที่มีคุณภาพ มีศักยภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืน รวมถึงมีความสุขในชีวิตหลังเกษียณ เป็น Model ที่อธิบายเรื่องทุนมนุษย์ที่เป็น Generation ได้ชัดเจน ว่ามนุษย์แต่ละรุ่นจะต้องผ่าน Model นี้ ถ้าทุนดีตั้งแต่ต้น ชีวิตหลังเกษียณ ยังมีคุณค่าในการเป็นที่ปรึกษาให้กับ Generation ต่อไป ในการพัฒนาประเทศชาติให้ดำรงอยู่ได้ ในโลกที่แบนอย่างยั่งยืน
นายพงศธร โฆสิตธรรม
นักศึกษา D.M. รุ่น 2
ถึงลูกศิษย์ทุกคน
ในการสอนครั้งนี้ผมมีความรู้สึกดี เพราะมีทีมที่เข้มแข็ง คือ คุณวราพร (เอ) และคุณกาญจนา (เอ้) ช่วยกันและทำงานเป็นทีมได้ดี เพราะความรู้ต่าง ๆ ที่เราจะเรียนร่วมกันนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน และจะต่อเนื่องกับงานที่ผมทำอยู่
Combination ของห้องก็ดี คือ จำนวนไม่มาก เน้นการเรียนและการวิเคราะห์กับแบบเป็นคู่
การประเมินผลการเรียนในครั้งนี้ก็จะเข้มข้นขึ้นเพราะจะมีการสอบถึง 3 ครั้ง และ Blog ซึ่งเคยทำแล้วก็น่าจะดีกว่าเดิม มีคำถามดี ๆ ทั้งในห้องเรียนและใน Blog
ถ้าลูกศิษย์คนไหนติดตามความคิดและงานของผมในรายการโทรทัศน์ที่จะออกอากาศทาง True Visions ช่อง 8 (TNN2) ในวันพุธนี้ (4 ทุ่ม) แล้ววิจารณ์ว่าดูแล้วได้อะไรก็จะมีคะแนนพิเศษ
และถ้าลูกศิษย์คนไหนสามารถแนะนำเพื่อน Blog บัดดี้ ให้เข้ามา Jam ด้วยก็จะให้คะแนนพิเศษครับ (ต้องระบุผู้แนะนำด้วย)
ผมก็หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกศิษย์มีการเรียนรู้ที่ดีขึ้น และสร้างงานวิจัยที่ดีได้ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ถึง คุณทวีป
คุณทวีปเป็นคนที่ 2 ที่ส่ง Blog มา ผมชอบความคิดที่ว่าเราน่าจะช่วยกันเน้นนโยบายสร้างทุนมนุษย์ในประเทศไทยเพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้ ช่วยเขียนร่วมกันหน่อยครับจะได้เป็น Roadmap
จีระ หงส์ลดารมภ์
ถึง คุณพงศธร
ผมดีใจที่คุณพงศธรส่ง Blog มาเป็นคนที่ 3 เรื่องทุนมนุษย์ต้นเน้นตั้งแต่เกิดจนตาย และอย่าประมาทมีแล้วอาจจะไม่พอก็ได้ เพราะต้องเติม หรือ Invest อยู่เสมอ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ถึง ทุก ๆ คน
ผมดีใจที่เน้นคำว่า “ทุนมนุษย์” และผมเป็นผู้จุดประกายให้ แต่ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ ข้าราชการในเมืองไทยส่วนหนึ่งโดยเฉพาะคนที่อยู่ในกระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษายังไม่มีความเข้าใจและไม่สนใจที่จะให้มนุษย์มีคุณภาพ ดูจากสิงคโปร์เขาเน้นมาก พวกเราควรจะศึกษาวิธีการของสิงคโปร์ แต่ไม่ใช่เชื่อทุก ๆ อย่าง เพราะคนเก่งของเขาเครียด คนไทยไม่เก่งและไม่เครียด ต้องให้คนไทยค่อย ๆ เก่งแต่มีความสุขในการทำงาน สำหรับผมผมทำงานเพราะสนุก ผมอ่าน Blog ของพวกคุณด้วยความหวังว่าจะมีช้างเผือกอยู่ในห้องนี้ด้วย
จีระ หงส์ลดารมภ์
ถึงลูกศิษย์ทุกคน
การสอนปริญญาเอกรุ่นนี้ดีตรงที่ผมมีประสบการณ์แล้วจากรุ่นก่อน และผมอยากสอน การมีทีมงานที่เข้มแข็งก็ช่วยมาก จำนวนนักศึกษาก็ไม่มากไป
ผมอยากเน้นว่า นอกจากการมี Buddy ในห้องเรียน หากใครมี Buddy ข้างนอก เป็น Buddy ที่เป็นแนวร่วม และสามารถเขียน Blog ที่มีคุณภาพได้ ผมจะให้คะแนนพิเศษ โดยเฉพาะการมีอิทธิพลต่อหน่วยงานราชการทั้งระดับกลาง และท้องถิ่น โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข อบจ. เทศบาลอบต. และสื่อมวลชน
ผมยังอยากเห็นหลายคนในห้องนี้คิดเชื่อมโยงไปถึงทุน อื่น ๆ ซึ่งผมคิดมานานแล้ว เช่น
§ Financial Capital กับ Human Capital
§ Natural Resource Capital กับ Human Capital
ระหว่างที่เขียนนี้ เป็นช่วงบ่าย ๆ วันอังคารซึ่งจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมตรีและ 7 รัฐมนตรี ก็คงจะต้องเชื่อมโยงระหว่าง Political Capital กับ Human Capital เพราะเป็นจุดหักเหทีเดียวสำหรับทางรอดของคนไทย
จีระ หงส์ลดารมภ์
โครงการปริญญาเอก วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
หลักสูตร การจัดการนวัตกรรม
รหัสวิชา-ชื่อวิชา PHD 8202, DMI 8202
การจัดการทุนมนุษย์
(Human Capital Management)
อาจารย์ผู้สอน ศ. ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และทีม Chira Academy
โทรศัพท์ 0-2884-9420-1
วัตถุประสงค์
1. เรียนเพื่อนำไปใช้ และนำไปสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
2. หลักสูตรขึ้นอยู่กับผู้เรียน ถ้าสนใจอะไรก็สามารถเพิ่มเติมได้
3. อาจารย์เป็นผู้ประสานความรู้
4. วิธีการเรียนแบบ 4L’s
5. หา Concepts ใหม่ ๆ
6. หาหัวข้อวิจัยที่เป็นประโยชน์
ครั้งที่
วันที่
หัวเรื่อง
1
วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2551
ปฐมนิเทศแนะนำวิธีการเรียนการสอนโดยใช้ Concept 4L’s
ภาพรวมของการจัดการทรัพยากรมนุษย์
มอง Macro ไปสู่ Micro
HR Architecture
โลกาภิวัตน์และผลกระทบ
ผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายในประเทศ
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
2
วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2551
HR แบบเก่า-HR แบบใหม่ (จาก Function สู่ Strategy)
ทฤษฎี 8 K และ 5 K ใหม่เพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์
ทฤษฎี 3 วงกลมเพื่อการพัฒนาและบริหารทรัพยากรมนุษย์
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
3
วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม 2551
การบริหารการเปลี่ยนแปลง(Change Management)
โดย อ.ประกาย ชลหาญ
4
วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2551
สอบกลางภาค ครั้งที่ 1 (1 ชั่วโมง)
อภิปรายทั่วไปในเรื่อง HR และเปรียบเทียบ 8 H กับ 8 K
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
5
วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2551
ความสำคัญของ KM, LO, LC, LN ในองค์กรยุคใหม่
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
6
วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2551
Rate of Return in HR
โดย คุณทายาท ศรีปลั่ง
7
วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม 2551
การสร้างผู้นำแบบเดิมกับการสร้างผู้นำแบบ Ram Charan
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
8
วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2551
สอบกลางภาค ครั้งที่ 2 (1 ชั่วโมง)
Talent Management
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
9
วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2551
การอภิปราย เรื่อง Good Governance ในระบบราชการ
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ อ.อรพินทร์ สพโชคชัย
10
วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2551
Performance Management System
โดย คุณพจนารถ ซีบังเกิด
11
วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2551
Creativity and Innovation Leadership
โดย Dr. Detlef Reis
12
วันเสาร์ที่ 6 กันยายน 2551
ทุนมนุษย์ (Human Capital)
อ. ศิริลักษณ์ เมฆสังข์
13
วันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2551
การทำงานอย่างมีความสุข
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
14
วันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2551
สอบปลายภาค
เรียนท่านอาจารย์จีระที่เคารพ
ผมมิใช่นักศึกษาโครงการนี้ แต่ได้เคยติดตาม ผลงานและรับฟังการสัมมนาของอาจารย์ในที่ต่างๆ มาเป็นเวลานาน มีความเคารพ และชื่นชมในผลงาน และคุณประโยชน์ต่างๆที่อาจารย์ได้ทำให้แก่ประเทศชาติ นักศึกษาเหล่านี้นับว่าโชคดีที่ได้มีโอกาสมาเข้าเรียนโครงการนี้ กับอาจารย์โดยตรง
ในฐานะของเพื่อของคุณสร้อยสุคนธ์ นิยมวานิช ก็ขออนุญาตแสดงความยินดีกับทุกๆท่านที่ได้รับโอกาสดีในครั้งนี้ครับ
พิชิต ภัทรวิมลพร
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
เรียน อาจารย์จีระ
ขอส่งเรื่องแรกตามความข้างล่าง สำหรับเรื่องอื่นจะทะยอยส่งอาจารย์ภายหลัง
หนังสือ Total Quality of Human Resources ว่าด้วย 2 พลังความคิด ชีวิต และงานที่ไล่ล่าความเป็นเลิศด้วยกฎ 8 H’s และ 8 K’s ของนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ คุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ และ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
ข้าพเจ้า นางสร้อยสุคนธ์ นิยมวานิช ผู้อำนวยการฝ่ายเงินฝากและตราสารหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นนักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการจัดการ ประจำปีการศึกษา 2551 รุ่นที่ 2 ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ได้พบประเด็นที่เป็นประโยชน์ของ 8 H’s และ 8 K’s ที่เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบันแบบไทย
8 H’s เป็นทฤษฎีที่น่าภูมิใจที่ยึดหลักแนวทางบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยพฤติกรรมและวิถีชีวิตไทยที่มีการสืบทอด ตั้งแต่วิถีวัฒนธรรมไทยที่ให้กำเนิดมนุษย์คนไทย เพื่อความสมบูรณ์ และพร้อมเป็นคนดีของสังคมทั้งกาย วาจา ใจ และหลักจริยธรรมแนวทางพุทธศาสนาตามอย่างวิถีชีวิตไทยด้วยหลักสัจธรรม ทุกข์ สุข เป็นเรื่องคู่กัน ตั้งแต่เยาว์วัย วัยเรียน วัยทำงาน วัยครอบครัว และวัยเกษียณอายุ แต่ละวัยจะทุกข์ สุขเป็นเรื่องที่ต้องมีการบริหารจัดการ และพัฒนาตนให้รู้ทุกข์ รู้สุข ซึ่งคุณภาพการบริหาร และพัฒนาชีวิตมนุษย์ไปสู่ความสำเร็จอันเป็นตัวอย่างการประพฤติ ปฏิบัติด้วยชีวิตจริงจากบทสัมภาษณ์ของคุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ ด้วยรูปแบบ 8 H’s จึงเป็นทฤษฎีที่สามารถนำไปประยุกต์พร้อมบูรณาการในการบริหารและพัฒนามนุษย์ทั้งตนเองและผู้อื่นรอบข้างไปสู่คุณภาพที่เป็นเลิศทั้งต่อองค์กร และชีวิตส่วนตัว
ประทับใจ
1. ยิ้มสู้ ทุกสถานการณ์เมื่อเกิดปัญหา
2. การบริหารและพัฒนามนุษย์ด้วยการรับพัฒนา และการให้การพัฒนาต้องมาจาก Heart ใจที่มุ่งมั่นจะบังเกิดผลอย่างยั่งยืน จึงจะบรรลุ 8 H’s
3. โอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่แสวงหา และเพิ่มเติมสิ่งที่ขาดได้
8 K’s ได้แสดงให้เห็นถึงทุนที่มีในมนุษย์ โลกในยุคโลกาภิวัฒน์ และเทคโนโลยีที่นำไปสู่เศรษฐกิจระบบใหม่ (New Economy) เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) เป็นการบริหารทุนมุนษย์ (Human Capital Management)
ข้อน่าสนใจจากผลงานวิจัย บริษัทที่พัฒนาตัวเองได้เร็วที่สุด 200 แห่งทั่วโลก พบว่า ผู้บริหารให้ความสำคัญ 3 เรื่อง
1. ทำอย่างไรจึงจะได้คนดี คนเก่งมาร่วมงาน
2. ทำอย่างไรจึงจะให้คนดี คนเก่ง อยู่ทำงานกับบริษัทไปนาน ๆ
3. ทำอย่งไร จึงจะพัฒนาความรู้ ความสามารถ (ทุนมนุษย์) ของบุคลากรที่มีอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ดังนั้น ทรัพยากรมนุษย์ คือ ทุนที่สำคัญขององค์การ ผู้นำองค์การต้องคำนึงถึงการลงทุนในพนักงานให้เป็นทุนมนุษย์ที่มี “มูลค่าเพิ่มตลอดเวลา” นั่นคือ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ
ข้อประทับใจ
1. ปัจจุบัน และอนาคต โลกแบน “Flatterness” และเล็กเป็นขนาดจิ๋วในยุคGlobalization ที่คนทั้งโลกเข้าถึงเทคโนโลยี (Plug and Play)
2. ทุนที่มีอยู่ในมนุษย์ซึ่งมองไม่เห็น ได้แก่ อาทิเช่น องค์ความรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ความคิดสร้างสรรค์ และนวตกรรมความต้องการของลูกค้า การปรับตัวขององค์กรสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ ฯลฯ ซึ่งวัดผลได้ด้วยความสำเร็จร่วมกันที่อาจเป็นได้ทั้งปริมาณ และคุณภาพ รวมทั้งความสุขทั้งทางกาย และใจ มนุษย์จะไม่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องจักร หรือส่วนหนึ่งของกำไร แต่มนุษย์จะเป็นปัจจัยสำคัญของแรงขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีพลังอัศจรรย์หากทั้งกาย และใจมีความสุข ก่อเกิดปัญญาร่วมกันอันทรงพลัง นำองค์กรสู่ความเป็นเลิศ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบกัน ไม่เบียดบังผลประโยชน์เพื่อตนเอง โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เป็นความยั่งยืนในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มในทุนมนุษย์ให้เป็นคนดีและคนเก่งของสังคม
ข้อเสนอแนะ
8 H’s และ 8 K’sMacro สู่ Micro กับ Micro สู่ Macro ไหนสัมพันธ์กันอย่างไร
ภาครัฐ ควรกำหนดนโยบาย และจัดสรรงบประมาณที่กำหนดวัตถุประสงค์กิจกรรมชัดเจนด้านส่งเสิรมคุณธรรม จริยธรรม ฯลฯลงทุนสู่ Micro ภาคชุมชน ภาควัด ภาคโรงเรียน ลดระดับความพึงพอใจในวัตถุนิยม เพิ่มระดับคุณธรรม จริยธรรม ความสามัคคี การมีส่วนร่วมตั้งแต่ครอบครัว สังคมชุมชน สังคมระหว่างจังหวัด ไปสู่สังคมทั่วประเทศ ทั้งนี้ ควรเป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาวที่กำหนดเป้าหมายความสำเร็จ 5 ปี, 10 ปี, 15 ปี และ 20 ปี เป็นต้น
สถาบันครอบครัว Single Family ครอบครัวเดี่ยวในโลกาภิวัฒน์ที่มีคุณภาพ ควรสร้างหลักสูตรการศึกษาให้เตรียมความพร้อมก่อน เพื่อสร้างครอบครัวเดี่ยวที่มีคุณภาพ ทั้งด้านกาย และใจ ที่มีความสุขตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน วัยเกษียณอายุ โดยมีตัวอย่างที่ประพฤติปฏิบัติจริงทั้งด้านความสำเร็จ และล้มแหลว ด้วยวิธีการยกย่องคนดี คนเก่ง ด้วยวิธีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่บางครั้งเหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่มีข้อแนะนำของสังคมรอบข้างที่เอื้ออาทร ปัญหายากก็กลายเป็นง่าย เมื่อได้สื่อสัมพันธ์กันในสังคมชุมชน และในบ้าน ตัวอย่างวัฒนธรรมไทย และจีน นัดกินข้าวร่วมกันเพื่อพูดคุย ปรับทุกข์ และสุข บางครั้งจะได้ข้อคิดบนโต๊ะอาหาร
การศึกษา ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถาบันการศึกษาเท่านั้น โดยวัด โดยโบสถ์ โดยหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ให้การสนับสนุน น่าสนใจใน Single Family อาจสู่ความเป็นเลิศได้ด้วยทฤษฎี 8 H’s และ 8 K’s หากมีการขยายผลตามสื่อต่าง ๆ ที่ท่านอาจารย์ทั้งสองดำเนินมาตลอดชีวิตการทำงานของท่าน
สรุป ด้วยการเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวให้ใกล้ชิด โบสถ์ วัด โรงเรียน เป็นแกนนำข้อคิด แบบอย่าง กิจกรรมร่วมอย่างสม่ำเสมอ การขยายผลในทุนมนุษย์ เพื่อสร้างคนดี คนเก่ง ที่รัก ครอบครัว รักชุมชน รักจังหวัด รักประเทศไทย สิ่งสำคัญร่วมกัน “รักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9” ทรงเป็นแบบอย่างการสร้างทุนมนุษย์คนไทยอย่างกว้างขวางตลอด 80 ปีที่ครองราชย์
สวัสดีค่ะ
ยินดีมากค่ะที่ได้เป็นผู้ช่วยสอนให้นักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาอีกครั้ง ได้มีโอกาสทำงานกับ อ.จีระ มาประมาณ 2 ปีถือว่ายังเป็นมือใหม่อยู่ แต่ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือทุกท่านอย่างเต็มที่ค่ะ
สำหรับประสบการณ์ที่เป็น TA ให้กับ อ.จีระนอกจากได้สร้าง Connection กับนักศึกษาและ อาจารย์พิเศษแต่ละท่าน (ตามทฤษฎี Networking ของ อ.จีระค่ะ) แล้วยังได้มีโอกาสเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว เพราะแนวทางการสอนของอ.จีระจะเน้นที่ความสดของสถานการณ์ แล้วให้วิเคราะห์โดยในทฤษฎีต่างๆเพื่อการนำมาประยุกต์จริง (2 R’s) การที่ได้ฟังการวิเคราะห์จากนักศึกษาแต่ละท่านมีประโยชน์มากค่ะ
และสุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านวิ่งไปที่จุดมุ่งหมายให้ได้ค่ะ
กาญจนา (เอ้)
เรียน ศ. ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ผมได้อ่านหนังสือจบไปแล้ว 1 เล่ม 1 เที่ยว คือ 2 พลังความคิดชีวิตและงาน ของ 2 สุดยอดผู้นำ ทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ใน ทฤษฎี 8 H s ( ทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ) และ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ใน ทฤษฎี 8 K s (ทฤษฎีทุนในทรัพยากรมนุษย์) ซึ่งท่านทั้ง 2 ถือว่าเป็นปรมาจารย์ในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นการนำเสนอที่อ่านแล้วชวนให้ติดตาม วางไม่ลง ได้สาระ เข้าใจง่าย ไม่เครียดผมว่าเป็นความลงตัวอย่างเหมาะเจาะ เพราะทั้ง 2ท่าน เป็นสุดยอดในวงวิชาการด้านนี้ จึงสามารถบูรณาการแนวคิด ในเชิงการถามตอบ ที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนุกได้ความรู้ ความเข้าใจเป็นอย่างมากทีเดียว
ผมขอกล่าวถึงทฤษฎีของท่าน คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ก่อนครับจาก นั้น จึงไปถึงทฤษฎีของท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ครับ ในการเข้ามาครั้งที่ 2 นี้ ผมอยากจะสะท้อนในมุมมองที่มีต่อทฤษฎีของอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน มากกว่าที่จะสรุป ว่า ทฤษฎีทั้ง 2 พูดถึงอะไรบ้าง แต่อยากจะขออนุญาตวิจารณ์ในมุมมองของตัวเองว่า แต่ละทฤษฎีเป็นอย่างไร เป็นลักษณะของการแตกความคิดออกไป ซึ่งอาจจะผิดบ้างก็ไม่เป็นไรครับ จะได้หาคำตอบได้ถูกต้องและช่วยให้ผมจดจำได้ดียิ่งขึ้น เพราะผมคิดว่าเป็นเวทีการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ ดังนั้นความคิดจึงต้องมีอิสระทำให้ผมสามารถคิดเห็นและเขียนได้สะดวกมากขึ้น สิ่งที่ผมตั้งเป็นข้อสังเกต นั้น อาจจะมองในมุมของคนที่รู้น้อย หรือโง่เขลาแต่ก็เป็นความคิดมุมมองเพื่อค้นหาความจริง
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือ ทฤษฎี 8 H s ก่อนอื่นผมขอนำ วลีหรือ ประโยคที่สะดุดตา ประทับใจ จากคำพูดของท่านที่แทรกไว้ระหว่างการสนทนา ซึ่งฟังดูมีความหมายทุกบรรทัด แต่จะคัดที่คิดว่ามีความหมาย เข้าใจได้ดีที่สุด มองเห็นภาพ มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับทุนมนุษย์มากที่สุด ดังนี้ ฯล ฯ
“ มรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเสาหลักคือ พระมหากษัตริย์ ” “ เป็นผู้นำต้องแสดงออกให้ลูกน้องเห็นความเป็นตัวตน”
“ หลังจากนั้น ก็ซื้อหนังสือบ้าง เทปบ้างเพื่อไปแจกคนที่รู้จัก หรือลูกน้องที่มีปัญหาเรื่องการทำงาน ”
“ สร้างจุดแข็งในความเป็น วัฒนธรรมร่วม ให้ประชาชน เกิดความภาคภูมิใจ เพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม ”
“ การใช้สติปัญญาคือ รู้ตัวทุกขณะว่า เกิดอะไร เพื่อจะทำอะไร ” “ เราได้เรียนในสถาบันที่เขาเปิดโอกาสให้แสดงความคิด ให้โชว์ความสามารถได้ ผิดหรือถูกไม่มีใครดูถูก เราก็มีความมั่นใจในตัวเอง ”
“ แต่เราต้องรู้จริงก่อน จึงจะเสนอแนะได้ ” “ สำคัญที่สุดในการทำงาน หรือการดำรงชีวิต อย่าลืมจิตใจที่ยึดมั่นคุณธรรม จริยธรรม อย่างน้อยที่สุดต้องรู้จักอกเขาอกเรา แล้วเราจะรู้จักเพียงพอและแบ่งปัน”
“ ที่อเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันที่ให้โอกาสนักศึกษามาก ก็เลยได้ความมั่นใจในความเป็น ตัวตนมาจากสถาบันการศึกษาอีกด้วย ”
“ในส่วนตัวของดิฉันเอง ดิฉันมีความฝันที่อยากจะให้ประเทศไทยเรามีความสามารถในการแข่งขันเทียมบ่าเทียมไหล่กับประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาหรือยุโรป แต่ดิฉันยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดได้พร้อมกันทั้งประเทศได้ ดิฉันก็เริ่มทำด้วยตัวเองก่อน ว่าเรามีมันสมอง มีความรู้ความสามารถเทียมบ่าเทียมไหล่กับเพื่อนชาวจ่างชาติได้ ”
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นั้น ท่านมีทุนมนุษย์ ( Human Capital ) ขั้น พื้นฐานที่ดีมากจากภูมิหลังที่สั่งสมมาจากสถาบันครอบครัวที่ดี สถาบันการศึกษาต่างประเทศ จนได้รับความเจริญก้าวหน้าตำแหน่งหน้าที่ราชการเรื่อยมา จนถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นความโชคดีของข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรมที่ได้ผู้นำที่มีความสนใจในการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน แล้วเข้ามานำร่องสร้างแนวคิดทฤษฎีที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเร่งด่วน (ที่มีความเหมาะสมในด้านเวลาคือ ใช้ได้รวดเร็ว)
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
1. ท่านเป็นคนที่ฉลาดคิด ฉลาดในการนำเสนอ ฉลาดในการนำสิ่งที่เป็น นามธรรม (วัฒนธรรม) มาทำให้เป็นรูปธรรมได้ ( เช่น การทำให้เป็นที่ท่องเที่ยวแห่งการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม) ดังนั้น ท่านจึงออกแบบทฤษฎี 8 H s ที่หาคำใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัว H ขึ้นต้นทั้ง 8 คำที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน แล้วจัดหมวดหมู่แนวคิดต่างๆ ให้ลงไปอยู่ตามความหมายของแต่ละข้อ ซึ่งดูแล้วง่ายดี ( แต่คิดและทำยาก ) จดจำได้ง่าย
2. ทฤษฎีนี้ออกแบบมาใช้กับข้าราชการในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคล มากกว่าการคิดในเป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบ หรือ หรือในองค์รวมซึ่งต้องใช้เวลานาน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างมันคง เหตุผล เนื่องจากขณะที่ท่านมาเป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งยังเป็นกระทรวงใหม่ ใหม่ทั้งคน ใหม่ทั้งชื่อ ท่านคงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะหารูปลักษณ์ของกระทรวงนี้ได้ เพื่อวางทิศทางองค์กรให้ก้าวไปอย่างถูกทิศ ที่สำคัญคือ สร้างความรู้สึกร่วมให้ได้เสียก่อน ท่านต้องการใช้เวลาที่สั้นที่สุดและเกิดผลสำเร็จได้มากที่สุด ทฤษฎีนี้จึงถูกใช้เพื่อ ปรับเปลี่ยน แก้ไข ทัศนคติ เพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ ในการที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าราชการ หรือเพิ่มต้นทุนมนุษย์ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อจะได้ช่วยกันผลักดัน ขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จพร้อมๆ กัน ปัญหาคือ ความเร่งให้ทันการนั้น ควรมีการประเมินผลด้วยว่าหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ใส่ลงไปยังคงตกค้างอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้เข้ารับการอบรม สัมมนามากน้อยเพียงไร เพื่อหาทางเพิ่มพูนต่อไป
3. การนำเสนอตามตัวแบบทฤษฎีนี้ ท่านนำสิ่งที่มีอยู่ในที่ทำงาน ขณะ ทำงาน มาอธิบายด้วยการใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อนดูยุ่งยาก ทำให้ข้าราชการระลับล่างๆ สามารถสื่อความมายได้ตรงประเด็น เช่น การยกตัวอย่างของข้อ Hand มืออาชีพนั้น ท่านไม่ได้ให้คำอธิบายที่ฟังดูไม่ยุ่งยากซับซ้อน ยกตัวอย่างเข้าใจง่าย ท่านยกตัวอย่าง แม่ค้าขนมครก ซึ่งถ้าหากได้พัฒนาฝีมือการปรุงได้อร่อย มีสูตรที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน ใช้ประกอบเป็นอาชีพหลักเป็นฐานส่งลูกเรียนหนังสือได้ ก็ถือว่าได้พัฒนาไปถึงขั้นการเป็น มืออาชีพแล้ว สำหรับข้าราชการตำแหน่งต่างๆ ก็สามารถทำให้เป็นมืออาชีพได้เช่นกัน ปัญหาคือเราควรมีเกณฑ์หรือขอบเขตพอประมาณได้ว่า อาชีพแต่ละตำแหน่งควรเป็นอย่างไร พอมองเห็นขอบเขตที่ให้ข้าราชการสามารถมองเห็น จับต้องได้ และต้องการพัฒนาตัวเองให้ไปถึง
4. หัวข้อต่างๆ ที่ท่านกำหนดให้ เป็นได้ทั้งเป้าหมาย และ วิธีการด้วยในตัวเอง ในการมองเห็นเป้าหมาย ก็สามารถเห็นวิธีการไปถึงเป้าหมายด้วย บางเป้าหมายนั้นต้องใช้วิธีการที่ดี ต่อเนื่อง สั่งสม เข้มข้น ดังนั้น ควรการจัดทำโครงการฝึกอบรม พัฒนาข้าราชการระดับดับต่างๆ แทรกเข้าไปตามหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น Heart ท่านสามารถเชื่อมโยงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา) นำมาใช้พัฒนาจิตใจของผู้บริหารได้ดีทีเดียว
5.ทฤษฎีนี้ นำมาใช้กับสิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นอยู่แล้ว เช่น ใช้กับข้าราชการที่แต่ละ คนต่างก็มีทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว (ซึ่งแตกต่างกัน) ดังนั้นการนำมาใช้กับผู้ที่มีทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ก็สารมารถใช้ได้ผลดี มากกว่าคนที่มีทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐานน้อยกว่า อาจจะเป็นการยากมากยิ่งขึ้น หรือยากกว่า นั้นคือ ต้องใช้วิธีการที่จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือค่านิยม ซึ่งทำได้ยากกว่าการให้ความรู้ ความเข้าใจ ดังนั้น จึงควรใช้วิธีการที่แตกต่างกัน ซึ่งทำได้โดยใช้หลักสูตรการพัฒนาฝึกอบรมข้าราชการระดับต่างๆ ที่แตกต่างกัน (ผมแสดงความคิดเห็นในแง่ของหลักการ แต่ในข้อเท็จจริงท่านได้แก้ไขจุดอ่อนนี้อยู่แล้ว เพียงตั้งข้อสังเกตในการนำไปใช้โดยทั่วไปมากกว่า )
6. หัวข้อที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษโดยใช้ตัว H นั้น มุ่งหมายเพื่อให้จดจำง่าย โดยการหาคำที่กินความหมายกว้างเพื่อบรรจุแนวคิดต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเกี่ยวข้องกัน ไว้ในหัวข้อเดียวกัน เช่น Heritage ที่รวมเอาแนวคิดทางศาสนา ศิลปะ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติ และวัฒนธรรม เข้าไว้ในข้อเดียวกัน เรียกว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม อาจทำให้สื่อความหมายหัวข้อเป็น ทรัพย์สินมรดก ที่เป็นรูปธรรม ก็เป็นไปได้ บางข้อก็มีความชัดเจน สามารถใช้เป็นแนวคิดนำได้ แต่บางข้อ ขาดความชัดเจน ทำให้ผู้อ่านซึ่งเพียงเห็นแค่เพียงหัวข้อไม่อาจเชื่อมโยงความคิดได้ หรือลำบาก
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ผมคิดว่าความที่ท่านเป็นนักเรียนนอกมาโดยตลอด ภาษาอังกฤษก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับท่านเลย ประกอบกับท่านเป็นคนมีไฟในตัวเอง เป็นคนที่ริเริ่มอยู่เสมอ สรุปแล้ว วิสัยทัศน์ของท่านกว้างไกลมากทีเดียว มองสิ่งที่เป็นนามธรรมแล้วจับมาเข้าเป็นหมวดหมู่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ จึงได้ทฤษฎี 8 Ks ออกมา มีวลีหรือประโยค คำพูดต่าง ๆ ของท่านที่คมทุกคำพูดมีความหมาย แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลาไล่หลงมา เดี๋ยวผมจะกลายเป็นคนตกยุค เพราะยังมีประเด็นใหม่ ๆ ที่ท่านใส่เข้ามาอีกรออยู่ จึงขอยกมาพอสังเขป ดังนี้
“มันสมองของทรัพยากรมนุษย์นั้น มาจากทุนมนุษย์( Human Capital ) ทุนความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ( Talented Capital ) และทุนทางปัญญา( Intellectual Capital ) ”
“ฉะนั้น ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงควรให้การปลูกฝังทุนทางจริยธรรมไว้ตั้งแต่แรก หรือแทรกเข้าไปในเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ อีกส่วนหนึ่ง”
“โลกปัจจุบันนี้ เดินทางมาถึงช่วงโลกาภิวัฒน์ช่วงที่ 3 แล้ว นับจากปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา….เราต้องเผชิญหน้าในสนามแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน หรือ Level Playing Field (Digital Capital )”
“หากประเทศหรือองค์การขาดคนที่มีทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่มีคุณภาพ แม้จะมีทุนประเภทอื่นอยู่มากมายก็ไม่อาจสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศหรือองค์การได้ ”
“ เพราะ เรามีสติปัญญารู้ว่า ความสุขต้องแบ่งปัน สุขคนเดียวหรือสุขกลุ่มเดียวจะอยู่ได้ไม่นาน…. จะคิดหรือทำสิ่งใดก็ตามต้องคำนึงถึง ความสุขกับสิ่งที่ทำด้วยจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแต่ตนเอง และผู้อื่น ”
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
1.ทฤษฎี 8 Ks ของท่าน เป็นทฤษฎีที่สามารถนำไปใช้วางแผนพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ในภาพใหญ่ ทั้งระบบได้ ที่เป็นแผนระดับชาติได้ดีทีเดียว เป็นการสะสมทุนมนุษย์ได้อย่างยั่งยืน เห็นควรที่ให้แต่ละกระทรวง กรม กองต่างๆได้คิดโครงการพัฒนาอบรมบุคลากรมารองรับให้ตรงกับ หัวข้อตามทฤษฎีนี้ กระทรวงไหนไปเข้าหัวข้อไหนก็ควรยึดเอามาเป็นภารกิจหลัก แต่ต้องทำในเชิงบูรณาการทั้งหมดทุกกระทรวงร่วมกัน ไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนเพราะเรามีข้อจำกัดในงบประมาณ จึงเป็นการจัดการบริหารโครงการตามกลุ่มภารกิจ เพื่อได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น
2.นำทฤษฎีนี้ไปจัดทำแผนการพัฒนาการศึกษาของชาติ ได้อย่างครบประเด็น เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยังยืน มีทิศทาง ไม่ออกนอกกรอบ
3 หัวข้อต่างๆ ของทฤษฎีนี้ มีความชัดเจน ตรงประเด็น ไม่กินความหมายกว้าง เกินไป รวมแนวคิดมาไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ เกี่ยวโยงกัน
4.มีการให้น้ำหนักความสำคัญตามหัวข้อ ทำให้มองเห็นความเชื่อมโยงว่า หัวข้อ ใด เป็นเหตุให้เกิดหัวข้อหนึ่งตามมา สามารถจัดลำดับความสำคัญในการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติได้ว่า นโยบายใดควรทำก่อน นโยบาย ใดทำหลัง เพราะเรามีข้อจำกัดทางงบประมาณ และการจัดงบประมาณไปลงได้อย่างสอดคล้องกับความสำคัญ ด้วยความรีบเร่งในเวลา เพราะยังมีหนังสืออีกหนึ่งเล่มรอการเปิดอ่าน ผมจึงขอบรรจุข้อคิดเห็น นำมาลงเรื่อยๆ ครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
เจนวิทย์ เลิศอารยกุล นักศึกษา ป.เอก PhD รุ่น 2
ป.ล. อาจารย์ครับ ทฤษฎี 8 Ks อักษร ตัว K คืออะไรครับ ผมยังไม่ได้ค้นที่ไหนเลยครับตอนนี้ หมายถึง K = Knowledge หรือเปล่าครับ
กราบเรียนอาจารย์จีระที่เคารพ
1. หนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ หลังจากอ่านจบทำให้ได้ทราบว่า ทรัพยากรมนุษย์สำคัญที่สุดในองค์กร เพราะเป็นผลกำไรขององค์กร มิใช่เป็นเพียงทุนที่ได้มาซึ่งประโยชน์เฉพาะเเรงงาน หากได้ให้การศึกษา บริหารจัดการ และพัฒนาให้มีความสามารถองค์กรของเราก็จะสามารถยืนหยัดสู้กับองค์กรอื่นในโลกนี้ได้
คุณพารณได้เป็นต้นแบบให้เห็นใน 4 เรื่องซึ่งเป็นต้นแบบที่น่านำมาใช้ปฏิบัติ คือ (1) คนเก่ง-คนดี (เก่ง4ดี4) เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งเรียน ; ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม โดยใช้ capability ประเมินคนเก่ง และ acceptability ประเมินคนดี (2) ความเชื่อในเรื่องคุณค่าของคน คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุด มากกว่าทรัพย์สินอื่นใดในองค์กร (3) คนไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่เป็นเงินทองเพียงอย่างเดียวแต่ยังต้องการผลตอบแทนทางใจด้วย (4) ทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ควรพยายามสร้างองค์กรให้มีบรรยากาศเป็นแบบครอบครัว เพื่อให้พนักงานมีความกลมเกลียว ไม่ขัดเเย้งกัน และมีความสุขในการทำงาน
อาจารย์จีระเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีความกล้าที่จะทำงานแหวกวงล้อมเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายให้สำเร็จ ท่านได้นำสื่อโทรทัศน์มาเป็นเครื่องมือนำพาความคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กระจายสู่สังคมวงกว้างได้ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ท่านเป็นผู้วางพื้นฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย
ปรัชญาชีวิตของท่านที่น่านำมาประยุกต์ใช้ได้คือ เราเกิดมาเพื่อจะเรียนรู้และเรียนรู้อย่างสนุกเพื่อนำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งอาจารย์มีเเนวคิดอย่างชัดเจนที่จะพัฒนาคนเพื่อความก้าวหน้าของประเทศอย่างยั่งยืน
ทฤษฎี 3 วงกลมของอาจารย์จีระ เป็นทฤษฎีรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งการเมือง สังคมเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ซึ่งทฤษฎี 3 วงกลมประกอบไปด้วย หนึ่ง บริบท สอง ภาวะผู้นำ นวัตกรรม การบริหารเวลา และสาม หลักที่ดี
อาจารย์จีระและคุณพารณ ได้เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการทำงานของท่านโดยเน้นเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ที่จะพัฒนาคนให้มีศักยภาพ เพื่อที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันและอยู่รอดอย่างยั่งยืน ท่านทั้งสองมีความเห็นตรงกันว่า คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ได้เรียนรู้เรื่อง 4L’s ของคุณพารณ (Village that Learn, School that Learn, Industry that Learn และ Nation that Learn) และ 4L’s ของอาจารย์จีระ (Learning Methdology, Learning Environment, Learning Opportunity และ Learning Community) โดยอาจารย์จีระได้สอดเเทรกทฤษฎี 8K’s ไว้ด้วย ซึ่งทฤษฎี 4L’s ทั้งสองมีความต่างในรายละเอียดปลีกย่อยเเต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่จะใช้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยถือเป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมในการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ที่อาศัยพื้นฐานการเรียนรู้ที่เกิดจากตัวคนที่ปรารถนาที่จะเรียนรู้
และจากการอ่านหนังสือเล่มนี้สรุปได้ว่า นักบริหารที่ดีต้องปฏิบัติการด้านเพิ่มผลผลิตและคุณภาพควบคู่ไปกับการพัฒนาคนอย่างจริงจัง ต้องเป็นผู้ผลักดันความรู้และความสามารถของบุคลากรในทุกระดับองค์กร เน้นความมีส่วนร่วมของพนักงาน ให้เกิดความผูกพันและรักองค์กรของตัวเอง รวมทั้งต้องเอาใจใส่ดูแลหมั่นพัฒนาพนักงานให้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา องค์กรต้องระลึกอยู่เสมอว่าความสำเร็จในอดีต ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ถึงอนาคตว่าจะประสบความสำเร็จต่อไปหรือไม่ จึงต้องพร้อมในการพัฒนาความรู้ความสามารถของคนอยู่เสมอเพื่อให้อนาคตขององค์กรสามารถอยู่รอดและประสบความสำเร็จต่อไปได้
แนวโน้มการบริหารคนในอนาคตเป็นเรื่องสำคัญเราจะต้องเอาใจใส่พนักงานของเรา เเละเราต้องไม่สื่อสารเพียงแค่กับบุคคลที่ขึ้นตรงกับเราเท่านั้น แต่จะต้องติดต่อสื่อสารกับพนังงานทั่วไปทั้งองค์กร การรับฟังเป็นสิ่งสำคัญ พนักงานย่อมต้องการเจิญเติบโตในหน้าที่การงาน ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและการพัฒนาความรู้ก่อนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ยังต้องเลือกคนให้เหมาะกับงานด้วย
2. หนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน ได้ความรู้เเละข้อคิดมากมายจากทฤษฎี 8 H’s และ 8 K’s
8 H’s และ 8 K’s เป็นทฤษฎีที่น่ายึดเป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งกับตนเองและผู้อื่นเพื่อความเป็นเลิศต่อองค์กร และชีวิตส่วนตัว
คุณหญิงทิพาวดีกล่าวว่า องค์กรจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับคน ไม่ใช่อุปกรณ์หรือเทคโนโลยี องค์กรต้องขับเคลื่อนด้วยผู้นำโดยผู้นำต้องแสดงออกให้ลูกน้องเห็นความเป็นตัวตน ต้องสนใจและเล่นตามบทบาทของตนเอง
ทฤษฎี 8 H’s พัฒนามาจาก 3H ที่น่าสนใจคือ ความคิด (Head) มือ (Hand) และความตั้งใจ (Heart) ต่อมาก็ได้เพิ่ม H ขึ้นมาจนครบ 8H และให้ความสำคัญกับ Heritage เป็นอันดับเเรก เพราะเป็นมรดกซึ่งรากเหง้าของคนทุกๆคน และเป็นพื้นฐานในการสร้างครอบครัว (Home) คนต้องเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองโดยใช้สมอง (Head) นำความรู้ที่มีมาคิดต่อยอด ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนลงมือปฏิบัติ การทำงานต้องทำแบบมืออาชีพ (Hand) คิดอย่างสร้างสรรค์ย่อมทำให้ประสบความสำเร็จอย่างมีความสุข (Happiness) การบริหารและพัฒนาคนให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น หัวหน้าจะต้องใส่ “หัวใจ (Heart)” ลงในการบริหารและพัฒนาคนที่ตัวเองดูแลและรับผิดชอบ ต้องมีศิลปะในการสร้างความปรองดอง (Harmony) สร้างความสมานฉันท์ สุดท้ายเรื่องสุขภาพ (Health) ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อการทำงานด้วย
อาจารย์จีระกล่าวว่าทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพจะต้องมีองค์ประกอบของทุน 8 ประการ ตามทฤษฎี 8K’s
8 K’s ได้แสดงให้เห็นถึงทุนที่มีในมนุษย์ในยุคโลกาภิวัฒน์ และเทคโนโลยีที่นำไปสู่เศรษฐกิจระบบใหม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นการบริหารทุนมุนษย์ อาจารย์ให้ความสำคัญกับทุนมนุษย์ (Human Capital) เป็นอันดับเเรก เพราะเป็นทุนขั้นพื้นฐานที่ได้รับมาตั้งแต่เกิด เป็นทุนที่แสดงถึงสุขภาพที่ดี เป็นทุนที่ได้จากการศึกษาเล่าเรียนและได้จากการอบรมสั่งสอนจากบิดามารดา ซึ่งนำไปสู่ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ที่สามารถคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ หากได้รับการพัฒนาอยู่เสมอจะทำให้เราเกิดทักษะ และทัศนคติที่ดีมีคุณภาพ (Talented Capital) อีกทั้งควรสอดแทรกคุณธรรม (Ethical Capital) เข้าไปด้วย เพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงขในยุคโลกาภิวัฒน์ได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคม ย่อมส่งผลให้เกิดความสุข (Happiness Capital) ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีทำให้คนติดต่อสื่อสารและหาความรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว ดังนั้นจึงต้องพัฒนาให้คนมีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Capital) แต่เราก็ไม่ควรละเลยการวางตัวที่เหมาะสม รู้จักเข้าสังคม (Social Capital) ติดต่อปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อสร้างความยั่งยืน (Sustainable Capital) ให้กับองค์กร
3. ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ที่มีต่อ HR Architecture
ประชากร: ความยากจนทำให้ไม่ได้รับอาหารตามหลักโภชนาการส่งผลต่อสมอง การศึกษาไม่ทั่วถึงและไม่มีคุณภาพ ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบต้องแข่งขันทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวน้อยลง เมื่อก่อนการบริโภคในประเทศไทยมีกรอบจำกัด อาหารหลักคือข้าวและพืชผักที่ปลูกได้ ครั้นเมื่ออยู่ในยุคโลกาภิวัฒน์อาหารเริ่มเปลี่ยนไป เราเริ่มรู้จักกับผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ ๆ มากขึ้น มีการแปรรูป เป็นอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่น ขนมปัง แฮมเบอร์เกอร์
แรงงาน: เกิดอัตราการว่างงาน เนื่องจากมีการเข้ามาแทนที่ของเครื่องจักรอุตสาหกรรมมากขึ้น และมีการใช้ แรงงานต่างด้าวเนื่องจากมีค่าแรงถูกโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ
ภาคการผลิตที่มีคุณภาพ: ในยุคโลกาภิวัฒน์มีเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น เมื่อนำมาใช้ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น แต่เทคโนโลยีก็สามารถนำมาใช้เพิ่มความรู้ความสามารถของพนักงานได้ด้วย โดยอาศัยระบบการเรียนรู้ผ่านอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า e-learning
ศักยภาพการเเข่งขันและความยั่งยืน: ในมุมการค้าเพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้าและการกระจายสินค้า ในยุคโลกาภิวัฒน์ย่อมมีทางเลือก สามารถซื้อสินค้าได้ถูกลง การแข่งขันกันทำให้ต้องพัฒนาและสร้างคุณภาพสร้างผลผลิตให้ได้ต้นทุนที่ถูก ทำให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้า และบริการอย่างทั่วถึง
วัฒนธรรม: ปัญหาการเสื่อมถอยทางวัฒนธรรมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดในยุคโลกาภิวัฒน์ เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารอย่างไร้พรหมแดน เป็นตัวการการแพร่กระจายของสื่อลามก ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคน
ทรัพยากธรรมชาติ: จากความเจริญของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทำให้เราใช้ทรัพยากธรรมชาติอย่างขาดการยั้งคิด
4. มีข้อสงสัยเกี่ยวกับชีวิตหลังเกษียณของ HR Architecture หมายความว่า แม้เกษียณไปแล้วผลจากการกระทำในอดีตยังส่งผลมาให้เราในช่วงเกษียณหรือว่าถึงเกษียณเราก็ไม่ถือว่าเกษียณเพราะการทำงานไม่มีวันเกษียณ
และการที่หัวหน้าให้ความสำคัญกับการตลาดมากกว่าการประกันคุณภาพ เป็นเห็นว่ายุคนี้เป็นยุคเเห่งการแข่งขันต้องรุกเรื่องการตลาดให้ได้มาก และจะลดจำนวนคนในส่วนประกันที่มีความชำนาญระดับหนึ่งไปฝ่ายตลาด (ถ้าคิดในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการเพิ่มทักษะในการทำงานอีกด้านหนึ่งเหมือน) เป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำใช่มั้ยค่ะ เราควรให้ความสำคัญทั้งสองด้านเท่าๆกันใช่มั้ยค่ะ เราควรจัดการด้านคนอย่างไรดีค่ะ
นางสาวนิชธิมา ระย้าแก้ว
Dear Prof.Dr. Chira,
First of all, we highly appreciate on your great contribution to the nation, toward people development and the society, and generously extended to us, your new students.
From now on, I may be able to state my point of view as I am not an expert in this field which is new for me. Therefore, I can not say that I am able to critic or analyze the content of the text book. Just to share my opinion.
Learning from the “Total Quality of Human Resources (8 H’s vs 8 K’s)” & “HR.Champion”
Some points of view to the books, both express in the narrative method by referring the authors’ experiences which are very impressive and valuable to the readers. The stories were told and interviewed by the author himself and the persons surrounding by means of coming to point of each case, the hidden reasons and results.
After reading, I found that the investment in people is absolutely essential to the growth in the modern world and indeed an essential ingredient to progress.
For example, we may need good machines, equipment, plants and so on. But we need the good workers and good managers, and innovator entrepreneurs along with the right and sound structure to utilize these machines effectively. In fact, we really need and rely on good persons in a sound environment. We have to rely on our people and basically to invest in people is put people at the centre of structure, and that is where they should be. The structure I mean may be family unit, workplace, social unit, a part of economy system, a part of the nation and everywhere. Just keep in mind that people is the centre and the whole of the structure. What the results we need show responsively and conformably to the way we treat them.
Family plays a big role in forming and contributing to the training of the people and to the attitudes and preferences of the people as they grow up. Family shapes what are people’s attitudes towards honesty, responsibility, hard work, harmony, interrelation with others, self reliance, self respecting and so on. It might say that growing up in a sound and supporting family, which is the smallest social unit can generate marvelously toward Human Capital, Ethical Capital, Happiness Capital, Intellectual Capital and Talent Capital (or similarly, toward Home, Hand, Health, Heart, Head, and Happiness)
Formal schooling and on-the-job training from workplace are the source that people can acquire knowledge, skill and learn to know social life and its networks, all which assist to create the Social Capital, Talent Capital and Intellectual Capital.
Interaction between the investment in people and giving them the opportunities in a good learning environment is essential so that they can utilize the talents in a productive way (see Cement Thai’s HR management and practices in a good learning organization; and also consider A.Chira’s 4L’s theory – a sound learning environment).
To this point, I may give the example of good learning environment. Please consider the Chinese in Main China and Taiwan. They are Chinese, the same origin but Taiwanese has the right environment and proves more productivity and economic progress. Different environments have made an enormous difference. Also, Taiwanese know themselves in this modern life and learn how to compete in the world of globalization. This may be something related to Culture Capital, Heritage.
Apart from that, to the point of HR. practices in Cement Thai, there are :
1. Achieving recruiting and merit excellence; require both capability and acceptability person.
2. Creating a total reward and accountability orientation
3. Establishing a collegial, flexible workplace, opportunities in appropriate environment and sense of team work.
4. Opening up communication between management and employees. No walls between each linkage. Making certain the right attitude both top-down and bottom-up.
5. Implementing focused HR technology and development through training, job satisfaction, job challenges. People is the highest value to create productivity (as said “Make people before making the product”) In fact, people is the one who can create all the Intellectual Capital. We have to learn how to promote the use of those talents in a productive way rather in a counterproductive way (8 H’s -- Harmony).
In this last sentence, it may be said that nowadays a primary determinant of a country’s standard of living (macro) and of an organization (micro) is how well it succeeds in utilizing its people which is related to skills, knowledge, attitude, talent, intellectual, social network, ethical, harmony, team work, family background, the culture and the health of its people.
Thanks for all readers in paying some attention to this article and welcome for all suggestions.
Regards,
Chadarat Hengsadeekul
รายงานเรื่องการวิเคราะห์หนังสือ 2 พลังความคิด ชีวิตและงาน 8H & 8K
โดย นายดำรง วงษ์โชติปิ่นทอง ปริญญาเอก รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
1.Heritge
มรดก
การสะสมภูมิปัญญา
1.2.Sustainability Capital
หรือ Culture Capital
ทุนแห่งความยั่งยืน
สรุปเนื้อหาจากหนังสือ---การรักษามรดกทางวัฒนธรรมหรือทุนทางวัฒนธรรม ที่มีคุณค่าไม่ให้เปลี่ยนไปตามกระแสยุคโลกาภิวัฒน์
บทวิเคราะห์---ศิลปะและวัฒนธรรมของแต่ละชนชาตินั้นมีคุณค่ามหาศาล ได้ถูกสะสมมานานนับร้อยหรือพันปี เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาท อาจทำให้ถูกกลืนวัฒนธรรมตามแบบของประเทศมหาอำนาจได้โดยง่าย ถ้าจะเก็บรักษาวัฒนธรรมไว้ ควรจะต้องมีการสนับสนุนอย่างจริงจัง อะไรที่มีคุณค่าควรเก็บก็ต้องรักษาไว้ อะไรไม่ดีก็ทิ้งออกไปบ้างก็ได้
2.Head
สมอง และ ความคิด
2.2.Intellecture Capital Knowledge Base Technology ทุนทางปัญญา
Knowledge Skill Ability
สรุปเนื้อหาจากหนังสือ---ความรู้สร้างทักษะ ทักษะสร้างความสามารถในการแข่งขัน คนเราไม่ใช่มีความรู้เพียงอย่างเดียว ต้องคิดเป็นวิเคราะห์เป็นด้วยจึงจะอยู่รอด และสร้างให้เกิดปัญญาตามมา
บทวิเคราะห์---ต้องเริ่มจากการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่เกิด จนกระทั่งเรียนประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ระบบการศึกษาปัจจุบันสอนให้เด็กท่องจำตั้งแต่ต้น ไม่ได้สอนให้คิดเป็น กล้าคิด กล้าแสดงออก
3.Hand
มืออาชีพ
ลงมือทำ
Talent Capital
ทุนทางความรู้
ทักษะ และทัศนคติ
สรุปเนื้อหาจากหนังสือ---กระตุ้นให้พัฒนาตลอดเวลา "ความคิดใหม่ๆเกิดขึ้นได้ทุกวัน" ส่งเสริมให้มีการอบรมเพื่อการพัฒนาความรู้และพัฒนาทัศนคติ (Mindset)
บทวิเคราะห์---ถ้าคนทุกหน่วยงานในสังคมในระบบประเทศ พัฒนาตัวเอง พัฒนาองค์กร พัฒนาสังคม และประเทศชาติได้ ก็จะทำให้มีความสามารถในการแข่งขัน แต่ทั้งหมดก็ต้องเริ่มจาก การสร้างคนก่อน ถ้าเริ่มต้นสอนให้เด็กคิด และขยัน การพัฒนาก็จะทำให้เกิดขึ้นได้ง่าย คนที่เป็นแบบขี้เกียจและคิดไม่เป็นก็จะไม่ก้าวหน้า
4. Heart
Ethics
สรุปเนื้อหาจากหนังสือ---มีความรู้ทำให้สติปัญญาดี มีจริยธรรมในการบริหาร ก็จะสร้างให้ประเทศเจริญขึ้นได้
บทวิเคราะห์---จริยธรรมจะต้องถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกันกับความคิด เพราะถ้าไม่ถูกปลูกฝังก็จะไม่รู้ว่าตนทำผิดจริยธรรมในตอนโต ต่างคนต่างคิดว่าตนเองทำถูก แม้ในเรื่องเล็กๆ ถ้าเกิดเป็นผู้บริหารประเทศไม่มีจริยธรรมก็จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้สร้างให้ประเทศพัฒนาอย่างถูกต้องเท่าที่ควร
5.Health
สุขภาพดีมาก่อน
Digital Technologies
ทุนทางเทคโนโลยี สารสนเทศ
สรุปเนื้อหาจากหนังสือ---สุขภาพดีนั้นทำให้เราแข็งแรงทั้งกายและใจ มีพลังในการทำงานสร้างสรรค์ พัฒนาด้านอื่นต่อไป เทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยให้เรามีความรู้ ทันโลก ทันเหตุการณ์
บทวิเคราะห์---ทั้งสองเรื่องต่างมีประโยชน์ในคนละด้าน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกันเลยแต่ผู้เขียนพยายามจะผูกเรื่องให้เข้ากันว่าถ้าทำเทคโนโลยีมากเกินไปก็จะสุขภาพไม่ดี เพราะไม่ออกกำลังกาย
- เรื่องสุขภาพดีนั้นสำคัญมากเพราะถ้าสุขภาพไม่ดี มีความรู้เท่าไรก็นำมาใช้ได้ไม่เต็มที่ ทำงานมีประสิทธิภาพน้อยลง
- ส่วนเทคโนโลยี เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เราต้องมีความรู้รอบด้าน หาข้อมูลมากเท่าที่เราสามารถทำงานและตัดสินใจได้
6.Home
บ้าน ครอบครัว องค์กร
Human Capital
ทุนแห่งความสุข
สรุปเนื้อหาจากหนังสือ---ทรัพยากรมนุษย์ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมนุษย์เป็นปัจจัยทำให้เกิดสรรพสิ่ง
บทวิเคราะห์---มนุษย์เป็นเรื่องซับซ้อนละเอียดอ่อน มีหลากหลายประเด็นที่ต้องพูดถึง แต่ถ้าต้องการพูดถึงเพียง Concept ก็ควรจะเป็นเรื่องตั้งแต่เริ่มต้นเลี้ยงดูอบรมเด็กให้มีการพัฒนาทางความคิดก่อน คิดเป็น ทำเป็นก่อน จึงจะช่วยพัฒนาอย่างอื่น และเพิ่มเติมเป็น บ้าน ครอบครัว องค์กร สังคม ประเทศ โลก ถ้าพูดถึงการบริหารทรัพยากรมนุษย์อาจต้องอ้างอิงทฤษฎีXและทฤษฎีYเป็นการจัดการกับมนุษย์แต่ละประเภทให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
7.Happiness
รักในงานที่ทำ สนุกในอาชีพ
Happiness Capital
ทุนแห่งความสุข
สรุปเนื้อหาจากหนังสือ---ความรู้ทำให้เกิดปัญญา ทำให้เกิดจริยธรรม และจะทำให้เกิดความสุข
ความรู้ ปัญญา จริยธรรม ความสุข
บทวิเคราะห์---ขอคัดค้านความคิดนี้ เพราะความสุขไม่ได้เกิดจากทฤษฎี ความสุขไม่ได้เกิดเป็นขั้นเป็นตอน ความสุขเกิดขึ้นจากทางจิตใจ ความสุขไม่ได้เกิดจากการมีเงินทอง ความรู้ ปัญญา จริยธรรม
8.Harmony
ปรองดอง สมานฉันท์
Social Capital
ทุนทางสังคม
สรุปเนื้อหาจากหนังสือ---การดึงทักษะของแต่ละคนมาร่วมสร้างสิ่งที่ดีงาม
บทวิเคราะห์---เราไม่สามารถพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศ ด้วยตัวคนเดียว จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน ถึงจะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
เรื่อง ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ บทสนทนาว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
1. ทั้งหมดของหนังสือเป็นเรื่องของมุมมองของคนสองคนสนทนากัน ในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ โดยที่ผู้มี
ประสบการณ์ในวงการทรัพยากรมนุษย์ทั้งสองท่านได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันโดยมีเรื่องที่น่า
สนใจคล้าย ๆ กัน
4 L's คุณพารณ 4 L's ศ.ดร.จีระ
Village that learn Learning methodology
หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ เข้าใจวิธีการเรียนรู้
School that learn Learning environment
โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
Industry that learn Learning opportunity
อุตสาหกรรมแห่งการเรียนรู้ สร้างโอกาสในการเรียนรู้
Nation that learn Learning community
ชาติแห่งการเรียนรู้ สร้างชุมชนการเรียนรู้
ทั้งสองมีมุมมองคล้ายกัน คือ เรื่องการเรียนรู้ ว่า "คนเราเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต" มุมมองของคุณพารณ สามารถมองเห็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้กว้างกว่า และมองเห็นภาพของการเรียนรู้จากสังคมเล็ก ๆ ไปหาสังคมระดับชาติ เหมือนจาก Micro ไปสู่ Macro ส่วนมุมมองของ ดร.จีระ เน้นจากการสร้างตัวตนในเรื่องการเรียนรู้ก่อน และพัฒนาจากตัวตนไปสู่สังคมหรือชุมชน
2. องค์กรใหญ่ ๆ ระดับปูนซีเมนต์ไทย มีการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ถึงปีละ 200,000 - 300,000 บาทต่อคน ถือ
ว่าเป็นองค์กรที่ต้องการพัฒนาบุคลากรจริง ๆ เป็นตัวอย่างขององค์กรสมัยใหม่
3. (P 120)
3.1 Context เรื่องสารสนเทศ ระบบข้อมูลพื้นฐาน
3.2 Competencies ภาวะผู้นำ นวัตกรรม การบริหารเวลา วัดศักยภาพของคน
3.3 Motivation แรงบันดาลใจ
4. ถ้าการศึกษาถือเป็นจุดอ่อน จะนำมาแก้ไขด้วยองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้มั้ย ?
(Learning Organization)
ตอบ "มนุษย์สร้างได้ แต่มีต้นทุน" จาก Gary S.Becker
การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ ต้องเริ่มตั้งแต่พื้นฐาน การเลี้ยงดู ความคิด ปัญญา จะมาสร้าง Learning Organization อย่างเดียวอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ
5. คนถือเป็นทรัพย์สิน หรือ Asset ที่สำคัญที่สุดขององค์กร
+ 8K
6. CEO ต้องทำตัวเป็นต้นแบบ Role Model ของคนในองค์กร รวมทั้งพวก White Collar และ Blue
Collar ด้วย
7. คนไทยห่วงเรื่องสนุกมากกว่า กล้าจ้าง เซอร์ เอลตัน จอห์น มาร้องเพลงด้วยราคาแพง แต่ถ้าจ้าง
ไมเคิล อี.พอร์ เตอร์ มาจะได้ประโยชน์มากกว่า
8. ทฤษฎี Constructionism ของ Prof.Pepert แห่ง Media Lab. หรือเรียกว่าทฤษฎีสร้างสรรค์ด้วย
ปัญญา คือ การพัฒนาเด็กในสิ่งที่เด็กสนใจ ใช้วิธีการสร้างสรรค์ให้เด็กเกิดการพัฒนาความคิด ความรู้ในเชิง
ลึกในวิชาที่เด็กคนนั้นสนใจ หรือการให้เด็กมาปฏิบัติจริง
มุมมองที่เห็นด้วย และแตกต่างจากหนังสือ
1. ผมเชื่อว่า ทั้งสองท่านมีประสบการณ์ในวงการทรัพยากรมนุษย์มาก ถ้าจะให้บันทึกเป็น Pocket Book ในแนวของการสนทนาก็สามารถเขียนได้มากกว่า 10 เล่มแน่นอน แต่ถ้าจะให้คนทั่วไปอ่าน คงจะอ่านไม่หมดเพราะความรู้มีมากมายเหลือกเกิน มีพวกอาจารย์ของต่างประเทศที่มีความสามารถหลาย ๆ ท่าน ก็มีแนวคิดคล้าย ๆ กัน หลังจากสะสมประสบการณ์มานับสิบปี แต่พวกอาจารย์ต่างประเทศนั้นก็จะเขียนความรู้ที่มีออกมาในรูปแบบของตำราการศึกษา (Text Book) หรือ ทฤษฎีสั้น ๆ ในแนว Pocket Book ก็มี โดยส่วนใหญ่จะไม่ใช่บทสนทนา ซึ่งความแตกต่างนี้มีทั้งข้อดี และข้อเสียในตัว
2. CEO ของแต่ละองค์กรจะต้องประพฤติ ปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างกับคนในองค์กร ซึ่งจะต้องแสดงให้ทุกคนเห็นใน Vision และ Mission ของตน รวมทั้งการเอาจริงเอาจังกับแต่ละเรื่องที่องค์กรปฏิบัติกัน เช่น ถ้าองค์กรต้องการเข้าสู่ระบบ ISO 9000 นั้น CEO จะต้องแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ซึ่งจะทำให้พนักงานส่วนใหญ่ร่วมมือด้วยอย่างดี
3. เมื่อการศึกษาเป็นจุดอ่อน เราก็ต้องแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น โดยแก้ที่ระบบการศึกษา ไม่ใช่ไปเพิ่มที่ Learning Organization
4. ถ้าเราจะใช้ KPI วัดระหว่างประเทศที่มั่งคั่ง และกลุ่มประเทศที่สาม เราก็จะเห็นความแตกต่างของกันและกันอย่างชัดเจนในหลาย ๆ เรื่อง แต่ในเรื่องนี้เราจะพูดกันถึงระบบการศึกษา ระบบความคิด ระบบการเรียนรู้
ระบบการศึกษาในเมืองไทยยังเป็นระบบการท่องจำอยู่ ใครจำเก่งคนนั้นสอบได้ที่หนึ่ง ระบบการศึกบ้านเรายังไม่ได้สอนให้พัฒนาทางด้านความคิด โดยที่เป็นกันทั้งระบบ อาจจะรวมถึงวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีด้วย ตัวอย่างเช่น คนไทยสวนใหญ่เป็นคนนอบน้อม อ่อนน้อมถ่อมตน และนับถือผู้ใหญ่ ให้ความเคารพผู้สูงอายุ แล้วถ้านำทั้งสองประเด็นนี้มารวมอยู่ในระบบการศึกษาก็กลายเป็นว่า ผู้ใหญ่ถูกเสมอ คุณครูถูกเสมอ ถึงแม้ว่าคุณครูพูดผิด เด็กก็ไม่กล้าเถียง ไม่กล้าขัดคุณครู เพราะต้องอ่อนน้อมถ่อมตน มิฉะนั้นจะถูกหาว่าเป็นเด็กก้าวร้าว เด็กก็จะไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำสิ่งที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ทำ
ท้ายที่สุดด้วยระบบการศึกษา ที่ใช้วิธีท่องจำจึงไม่ได้พัฒนาสมองของเด็ก และไม่ได้พัฒนาความคิดของเด็ก จึงได้ผู้ใหญ่ในวัยทำงานที่ไม่ค่อยมีความคิด เข้ามาในหลาย ๆ องค์กร จึงทำให้องค์กรไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด
เรื่องการวิเคราะห์ HR Architecture
จากภาพสามารถบอกได้ถึงภาพรวมของมนุษย์กับบทบาทภาคธุรกิจ
โดยที่ การศึกษาสุขภาพอนามัย โภชนาการ ครอบครัว สื่อ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ Input ให้กับประชากรของประเทศ หรือของโลก โดยที่มีผลอย่างมากในการสร้าง หรือหล่อหลอมให้เกิดความรู้ ความคิด ความสามารถ และพัฒนาตัวเอง ให้เข้ามาสู่ภาคธุรกิจ การแข่งขัน ถ้าไม่มีทักษะ ความสามารถ ก็จะได้เงินเดือน ค่าจ้างน้อย และไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน และไม่สามารถทำให้องค์กรยั่งยืน
ประชากรเหล่านี้ อาจจะอยู่ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม บริการ รัฐบาล รวมทั้งผู้ประกอบการอิสระ ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนต้องการบุคลากรที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ มีศักยภาพในการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร และมีชีวิตหลังเกษียณที่ดีด้วย
เรียนท่านอาจารย์
ขอส่งงานเพิ่มเติมตามข้างล่างนี้
จากหนังสือ “ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้” บทสนทนาว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของนักคิดและนักปฏิบัติแห่งยุค มีประเด็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ให้ความสนใจมากหลายเรื่อง เนื่องจากมิเคยทราบมาก่อน แต่เมื่ออ่านแล้วทำให้จูงใจและอยากรู้ตอนจบจะเป็นอย่างไร คือ บทที่ 9 หน้า 205 “สานสร้าง Global Citizen”
ประเด็นเรียนรู้ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีดังนี้
1. คุณสมบัติ 3 ประการของคนไทยเพื่อก้าวสู่ระดับโลก
1.1 ความคล่องแคล่วในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
1.2 เทคโนโลยี
1.3 คุณธรรม
2. “การเรียนรู้” ต้องหล่อหลอมมาจากการเรียนรู้ และประสบการณ์ ที่จะได้มาซึ่ง “ความสามารถ” ในการแก้ปัญหาหรือวางแผน ที่เริ่มต้นจากการหาข้อมูล (data) มาจัดเรียงเป็นข่าวสาร (information) ที่เป็นประโยชน์ แล้วนำไปสู่ความรู้ (knowledge)
3. เป้าหมายปลายทางของวิสัยทัศน์เปลี่ยนคนไทยทั้งหมดเป็น good learner คือ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยหรือเรียกว่า Competitive Advantage of Thailand
จากความข้างต้นทำให้อยากทราบว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ในการสร้าง “มนุษย์พันธุ์ใหม่
ในประเทศไทยหรือจะเป็นเพียง “ความฝันของนักคิด”
ท่านอาจารย์พารณได้กล่าวถึงห้องปฏิบัติการเพาะมนุษย์พันธ์ global citizen โดยทุ่มเทให้กับการศึกษาของเด็ก ต้องใช้ทฤษฎีกระบวนการเรียนรู้แบบ Constructionism ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้หรือ Learner Centered Learning Technology integrated for Life Long Learning (Prof. Seymour Papert, The Media Lab สถาบัน MIT) โดยให้คุณค่า 3 ประการ
1. เด็กและครู เรียนรู้ไปด้วยกัน ครูทำหน้าที่สนับสนุนกระตุ้นเด็ก
2. ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างมีส่วนร่วมทั้งเด็กและครู สนับสนุนให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3. เตรียมพร้อมเด็กเป็นพลเมืองดี และมีความสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี และรักษาศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งคุณธรรมอันดีงาม โดยที่อาจารย์พารณเป็นนักปฏิบัติและเป็น good learner ที่ศึกษาและนำมาบูรณาการประยุกต์ให้เกิดขึ้นจริง
ด้วยการนำการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรก ในสมัยรัชการที่ 5 ทำให้ “ดรุณสิกขาลัย” (หน้า 212) เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา ซึ่งมีเป้าหมายดังนี้
1) ส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารโรงเรียนแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน Learning Organization
2) พัฒนาการเรียนการสอนตามทฤษฎี Constructionism โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ
3) พัฒนาวิธีการเรียนการสอนใหม่ให้นักเรียน ครู และผู้ปกครอง เรียนรู้ไปด้วยกันและต่อไปจะประสานเอาชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้
4) สร้างความรู้ความเข้าใจต่อกลุ่มผู้ปกครองและชุมชนกับวิธีการเรียนรู้แบบ Constructionism และ Learning Oraganization โดยส่งเสริมให้มีการปฏิบัติจริงในครอบครัวด้วย เพราะถือว่าเด็กมีความใกล้ชิดกับครอบครัว พ่อแม่จึงควรเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียน ไม่ใช่แค่มารับส่ง
ข้อคิดเห็น
1. ขอให้ความคิดสนับสนุนโครงการและหลักสูตร “ดรุณสิกขาลัย” ควรจะขยายไปสู่ระดับมัธยมและอุดมศึกษา เพื่อสร้าง “Global Citizen”
2. เห็นด้วยกับความเห็นของท่านอาจารย์พารณที่ว่า มนุษย์พันธ์ Global ที่กล่าวใน 1
จะผลิตประชากรได้ทันกับการแข่งขันระดับโลก เพราะเด็กจะมีความรู้ความสามารถ 3 เรื่อง ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และเทคโนโลยี
3. ปัญหาที่น่าเป็นห่วงกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรมจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างมนุษย์พันธุ์ Global โดยจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับโรงเรียนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร
4. มนุษย์พันธุ์แท้อย่างอาจารย์ทั้งสองท่านจะมุ่งมั่นอย่างวิริยะอุตสาหะที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ยุคโลกาภิวัฒน์ Global Knowledgement ให้เป็นที่ยอมรับในสังคมแห่งการเรียนรู้ของไทยไปสู่ความสำเร็จ เพื่อต่อสู้กับการแข่งขันกับยุค globalization โลกไร้พรมแดน
5. ในฐานะเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ จะพยายามเผยแพร่ข้อคิดเห็นและแบบอย่างของอาจารย์ทั้งสองท่านไปยังชุมชนใกล้ตัว
เรียน อาจารย์ จีระ
ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่โชคดีได้นั่งฟังการบรรยายของท่านอาจารย์ในหลักสูตรปริญญาเอกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเนื่องจากมีเพื่อนที่เรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรปริญญญาเอก 2 ท่านจึงทำให้ได้รับโอกาสได้รับรู้ถึงแนวความคิดของท่านอาจารย์จากการบรรยายที่พยามจะสร้างให้มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า โดยมีแนวคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันเป็นทุน แต่มนุษย์ต่างกันที่โอกาสที่จะพัฒนาตนเอง การเรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปแต่สิ่งที่ยากก็คือจะทำอย่างไรให้ความรู้นั้นอยู่อย่างยั้งยืน การได้ฟังบรรยายของท่านอาจารย์เหมือนกับได้เติมพลังใจ มีกำลังใจในการดำเนินงานต่างๆรวมถึงได้ทราบถึงว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่เป็นจุดเริ่มของมูลค่าที่สามารถพัฒนาเพิ่มมูลค่าได้โดยวิธีการให้การศึกษา อบรม นำไปสู่ความเป็นเลิศเพื่อเป็น "ทุนมนุษย์"ที่ยั้งยืน