เรียน ศ. ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ผมได้อ่านหนังสือจบไปแล้ว 1 เล่ม 1 เที่ยว คือ 2 พลังความคิดชีวิตและงาน ของ 2 สุดยอดผู้นำ ทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ใน ทฤษฎี 8 H s ( ทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ) และ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ใน ทฤษฎี 8 K s (ทฤษฎีทุนในทรัพยากรมนุษย์) ซึ่งท่านทั้ง 2 ถือว่าเป็นปรมาจารย์ในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นการนำเสนอที่อ่านแล้วชวนให้ติดตาม วางไม่ลง ได้สาระ เข้าใจง่าย ไม่เครียดผมว่าเป็นความลงตัวอย่างเหมาะเจาะ เพราะทั้ง 2ท่าน เป็นสุดยอดในวงวิชาการด้านนี้ จึงสามารถบูรณาการแนวคิด ในเชิงการถามตอบ ที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนุกได้ความรู้ ความเข้าใจเป็นอย่างมากทีเดียว
ผมขอกล่าวถึงทฤษฎีของท่าน คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ก่อนครับจาก นั้น จึงไปถึงทฤษฎีของท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ครับ ในการเข้ามาครั้งที่ 2 นี้ ผมอยากจะสะท้อนในมุมมองที่มีต่อทฤษฎีของอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน มากกว่าที่จะสรุป ว่า ทฤษฎีทั้ง 2 พูดถึงอะไรบ้าง แต่อยากจะขออนุญาตวิจารณ์ในมุมมองของตัวเองว่า แต่ละทฤษฎีเป็นอย่างไร เป็นลักษณะของการแตกความคิดออกไป ซึ่งอาจจะผิดบ้างก็ไม่เป็นไรครับ จะได้หาคำตอบได้ถูกต้องและช่วยให้ผมจดจำได้ดียิ่งขึ้น เพราะผมคิดว่าเป็นเวทีการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ ดังนั้นความคิดจึงต้องมีอิสระทำให้ผมสามารถคิดเห็นและเขียนได้สะดวกมากขึ้น สิ่งที่ผมตั้งเป็นข้อสังเกต นั้น อาจจะมองในมุมของคนที่รู้น้อย หรือโง่เขลาแต่ก็เป็นความคิดมุมมองเพื่อค้นหาความจริง
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ทฤษฎีบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือ ทฤษฎี 8 H s ก่อนอื่นผมขอนำ วลีหรือ ประโยคที่สะดุดตา ประทับใจ จากคำพูดของท่านที่แทรกไว้ระหว่างการสนทนา ซึ่งฟังดูมีความหมายทุกบรรทัด แต่จะคัดที่คิดว่ามีความหมาย เข้าใจได้ดีที่สุด มองเห็นภาพ มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับทุนมนุษย์มากที่สุด ดังนี้ ฯล ฯ
“ มรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเสาหลักคือ พระมหากษัตริย์ ” “ เป็นผู้นำต้องแสดงออกให้ลูกน้องเห็นความเป็นตัวตน”
“ หลังจากนั้น ก็ซื้อหนังสือบ้าง เทปบ้างเพื่อไปแจกคนที่รู้จัก หรือลูกน้องที่มีปัญหาเรื่องการทำงาน ”
“ สร้างจุดแข็งในความเป็น วัฒนธรรมร่วม ให้ประชาชน เกิดความภาคภูมิใจ เพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม ”
“ การใช้สติปัญญาคือ รู้ตัวทุกขณะว่า เกิดอะไร เพื่อจะทำอะไร ” “ เราได้เรียนในสถาบันที่เขาเปิดโอกาสให้แสดงความคิด ให้โชว์ความสามารถได้ ผิดหรือถูกไม่มีใครดูถูก เราก็มีความมั่นใจในตัวเอง ”
“ แต่เราต้องรู้จริงก่อน จึงจะเสนอแนะได้ ” “ สำคัญที่สุดในการทำงาน หรือการดำรงชีวิต อย่าลืมจิตใจที่ยึดมั่นคุณธรรม จริยธรรม อย่างน้อยที่สุดต้องรู้จักอกเขาอกเรา แล้วเราจะรู้จักเพียงพอและแบ่งปัน”
“ ที่อเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันที่ให้โอกาสนักศึกษามาก ก็เลยได้ความมั่นใจในความเป็น ตัวตนมาจากสถาบันการศึกษาอีกด้วย ”
“ในส่วนตัวของดิฉันเอง ดิฉันมีความฝันที่อยากจะให้ประเทศไทยเรามีความสามารถในการแข่งขันเทียมบ่าเทียมไหล่กับประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาหรือยุโรป แต่ดิฉันยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดได้พร้อมกันทั้งประเทศได้ ดิฉันก็เริ่มทำด้วยตัวเองก่อน ว่าเรามีมันสมอง มีความรู้ความสามารถเทียมบ่าเทียมไหล่กับเพื่อนชาวจ่างชาติได้ ”
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นั้น ท่านมีทุนมนุษย์ ( Human Capital ) ขั้น พื้นฐานที่ดีมากจากภูมิหลังที่สั่งสมมาจากสถาบันครอบครัวที่ดี สถาบันการศึกษาต่างประเทศ จนได้รับความเจริญก้าวหน้าตำแหน่งหน้าที่ราชการเรื่อยมา จนถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นความโชคดีของข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรมที่ได้ผู้นำที่มีความสนใจในการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน แล้วเข้ามานำร่องสร้างแนวคิดทฤษฎีที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเร่งด่วน (ที่มีความเหมาะสมในด้านเวลาคือ ใช้ได้รวดเร็ว)
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
1. ท่านเป็นคนที่ฉลาดคิด ฉลาดในการนำเสนอ ฉลาดในการนำสิ่งที่เป็น นามธรรม (วัฒนธรรม) มาทำให้เป็นรูปธรรมได้ ( เช่น การทำให้เป็นที่ท่องเที่ยวแห่งการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม) ดังนั้น ท่านจึงออกแบบทฤษฎี 8 H s ที่หาคำใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัว H ขึ้นต้นทั้ง 8 คำที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน แล้วจัดหมวดหมู่แนวคิดต่างๆ ให้ลงไปอยู่ตามความหมายของแต่ละข้อ ซึ่งดูแล้วง่ายดี ( แต่คิดและทำยาก ) จดจำได้ง่าย
2. ทฤษฎีนี้ออกแบบมาใช้กับข้าราชการในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคล มากกว่าการคิดในเป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบ หรือ หรือในองค์รวมซึ่งต้องใช้เวลานาน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างมันคง เหตุผล เนื่องจากขณะที่ท่านมาเป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งยังเป็นกระทรวงใหม่ ใหม่ทั้งคน ใหม่ทั้งชื่อ ท่านคงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะหารูปลักษณ์ของกระทรวงนี้ได้ เพื่อวางทิศทางองค์กรให้ก้าวไปอย่างถูกทิศ ที่สำคัญคือ สร้างความรู้สึกร่วมให้ได้เสียก่อน ท่านต้องการใช้เวลาที่สั้นที่สุดและเกิดผลสำเร็จได้มากที่สุด ทฤษฎีนี้จึงถูกใช้เพื่อ ปรับเปลี่ยน แก้ไข ทัศนคติ เพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ ในการที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าราชการ หรือเพิ่มต้นทุนมนุษย์ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อจะได้ช่วยกันผลักดัน ขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จพร้อมๆ กัน ปัญหาคือ ความเร่งให้ทันการนั้น ควรมีการประเมินผลด้วยว่าหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ใส่ลงไปยังคงตกค้างอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้เข้ารับการอบรม สัมมนามากน้อยเพียงไร เพื่อหาทางเพิ่มพูนต่อไป
3. การนำเสนอตามตัวแบบทฤษฎีนี้ ท่านนำสิ่งที่มีอยู่ในที่ทำงาน ขณะ ทำงาน มาอธิบายด้วยการใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ซับซ้อนดูยุ่งยาก ทำให้ข้าราชการระลับล่างๆ สามารถสื่อความมายได้ตรงประเด็น เช่น การยกตัวอย่างของข้อ Hand มืออาชีพนั้น ท่านไม่ได้ให้คำอธิบายที่ฟังดูไม่ยุ่งยากซับซ้อน ยกตัวอย่างเข้าใจง่าย ท่านยกตัวอย่าง แม่ค้าขนมครก ซึ่งถ้าหากได้พัฒนาฝีมือการปรุงได้อร่อย มีสูตรที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน ใช้ประกอบเป็นอาชีพหลักเป็นฐานส่งลูกเรียนหนังสือได้ ก็ถือว่าได้พัฒนาไปถึงขั้นการเป็น มืออาชีพแล้ว สำหรับข้าราชการตำแหน่งต่างๆ ก็สามารถทำให้เป็นมืออาชีพได้เช่นกัน ปัญหาคือเราควรมีเกณฑ์หรือขอบเขตพอประมาณได้ว่า อาชีพแต่ละตำแหน่งควรเป็นอย่างไร พอมองเห็นขอบเขตที่ให้ข้าราชการสามารถมองเห็น จับต้องได้ และต้องการพัฒนาตัวเองให้ไปถึง
4. หัวข้อต่างๆ ที่ท่านกำหนดให้ เป็นได้ทั้งเป้าหมาย และ วิธีการด้วยในตัวเอง ในการมองเห็นเป้าหมาย ก็สามารถเห็นวิธีการไปถึงเป้าหมายด้วย บางเป้าหมายนั้นต้องใช้วิธีการที่ดี ต่อเนื่อง สั่งสม เข้มข้น ดังนั้น ควรการจัดทำโครงการฝึกอบรม พัฒนาข้าราชการระดับดับต่างๆ แทรกเข้าไปตามหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น Heart ท่านสามารถเชื่อมโยงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา) นำมาใช้พัฒนาจิตใจของผู้บริหารได้ดีทีเดียว
5.ทฤษฎีนี้ นำมาใช้กับสิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นอยู่แล้ว เช่น ใช้กับข้าราชการที่แต่ละ คนต่างก็มีทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว (ซึ่งแตกต่างกัน) ดังนั้นการนำมาใช้กับผู้ที่มีทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ก็สารมารถใช้ได้ผลดี มากกว่าคนที่มีทุนมนุษย์ขั้นพื้นฐานน้อยกว่า อาจจะเป็นการยากมากยิ่งขึ้น หรือยากกว่า นั้นคือ ต้องใช้วิธีการที่จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือค่านิยม ซึ่งทำได้ยากกว่าการให้ความรู้ ความเข้าใจ ดังนั้น จึงควรใช้วิธีการที่แตกต่างกัน ซึ่งทำได้โดยใช้หลักสูตรการพัฒนาฝึกอบรมข้าราชการระดับต่างๆ ที่แตกต่างกัน (ผมแสดงความคิดเห็นในแง่ของหลักการ แต่ในข้อเท็จจริงท่านได้แก้ไขจุดอ่อนนี้อยู่แล้ว เพียงตั้งข้อสังเกตในการนำไปใช้โดยทั่วไปมากกว่า )
6. หัวข้อที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษโดยใช้ตัว H นั้น มุ่งหมายเพื่อให้จดจำง่าย โดยการหาคำที่กินความหมายกว้างเพื่อบรรจุแนวคิดต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเกี่ยวข้องกัน ไว้ในหัวข้อเดียวกัน เช่น Heritage ที่รวมเอาแนวคิดทางศาสนา ศิลปะ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติ และวัฒนธรรม เข้าไว้ในข้อเดียวกัน เรียกว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม อาจทำให้สื่อความหมายหัวข้อเป็น ทรัพย์สินมรดก ที่เป็นรูปธรรม ก็เป็นไปได้ บางข้อก็มีความชัดเจน สามารถใช้เป็นแนวคิดนำได้ แต่บางข้อ ขาดความชัดเจน ทำให้ผู้อ่านซึ่งเพียงเห็นแค่เพียงหัวข้อไม่อาจเชื่อมโยงความคิดได้ หรือลำบาก
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ผมคิดว่าความที่ท่านเป็นนักเรียนนอกมาโดยตลอด ภาษาอังกฤษก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับท่านเลย ประกอบกับท่านเป็นคนมีไฟในตัวเอง เป็นคนที่ริเริ่มอยู่เสมอ สรุปแล้ว วิสัยทัศน์ของท่านกว้างไกลมากทีเดียว มองสิ่งที่เป็นนามธรรมแล้วจับมาเข้าเป็นหมวดหมู่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ จึงได้ทฤษฎี 8 Ks ออกมา มีวลีหรือประโยค คำพูดต่าง ๆ ของท่านที่คมทุกคำพูดมีความหมาย แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลาไล่หลงมา เดี๋ยวผมจะกลายเป็นคนตกยุค เพราะยังมีประเด็นใหม่ ๆ ที่ท่านใส่เข้ามาอีกรออยู่ จึงขอยกมาพอสังเขป ดังนี้
“มันสมองของทรัพยากรมนุษย์นั้น มาจากทุนมนุษย์( Human Capital ) ทุนความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ( Talented Capital ) และทุนทางปัญญา( Intellectual Capital ) ”
“ฉะนั้น ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงควรให้การปลูกฝังทุนทางจริยธรรมไว้ตั้งแต่แรก หรือแทรกเข้าไปในเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ อีกส่วนหนึ่ง”
“โลกปัจจุบันนี้ เดินทางมาถึงช่วงโลกาภิวัฒน์ช่วงที่ 3 แล้ว นับจากปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา….เราต้องเผชิญหน้าในสนามแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน หรือ Level Playing Field (Digital Capital )”
“หากประเทศหรือองค์การขาดคนที่มีทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่มีคุณภาพ แม้จะมีทุนประเภทอื่นอยู่มากมายก็ไม่อาจสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศหรือองค์การได้ ”
“ เพราะ เรามีสติปัญญารู้ว่า ความสุขต้องแบ่งปัน สุขคนเดียวหรือสุขกลุ่มเดียวจะอยู่ได้ไม่นาน…. จะคิดหรือทำสิ่งใดก็ตามต้องคำนึงถึง ความสุขกับสิ่งที่ทำด้วยจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแต่ตนเอง และผู้อื่น ”
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
1.ทฤษฎี 8 Ks ของท่าน เป็นทฤษฎีที่สามารถนำไปใช้วางแผนพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ในภาพใหญ่ ทั้งระบบได้ ที่เป็นแผนระดับชาติได้ดีทีเดียว เป็นการสะสมทุนมนุษย์ได้อย่างยั่งยืน เห็นควรที่ให้แต่ละกระทรวง กรม กองต่างๆได้คิดโครงการพัฒนาอบรมบุคลากรมารองรับให้ตรงกับ หัวข้อตามทฤษฎีนี้ กระทรวงไหนไปเข้าหัวข้อไหนก็ควรยึดเอามาเป็นภารกิจหลัก แต่ต้องทำในเชิงบูรณาการทั้งหมดทุกกระทรวงร่วมกัน ไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนเพราะเรามีข้อจำกัดในงบประมาณ จึงเป็นการจัดการบริหารโครงการตามกลุ่มภารกิจ เพื่อได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น
2.นำทฤษฎีนี้ไปจัดทำแผนการพัฒนาการศึกษาของชาติ ได้อย่างครบประเด็น เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยังยืน มีทิศทาง ไม่ออกนอกกรอบ
3 หัวข้อต่างๆ ของทฤษฎีนี้ มีความชัดเจน ตรงประเด็น ไม่กินความหมายกว้าง เกินไป รวมแนวคิดมาไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ เกี่ยวโยงกัน
4.มีการให้น้ำหนักความสำคัญตามหัวข้อ ทำให้มองเห็นความเชื่อมโยงว่า หัวข้อ ใด เป็นเหตุให้เกิดหัวข้อหนึ่งตามมา สามารถจัดลำดับความสำคัญในการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติได้ว่า นโยบายใดควรทำก่อน นโยบาย ใดทำหลัง เพราะเรามีข้อจำกัดทางงบประมาณ และการจัดงบประมาณไปลงได้อย่างสอดคล้องกับความสำคัญ ด้วยความรีบเร่งในเวลา เพราะยังมีหนังสืออีกหนึ่งเล่มรอการเปิดอ่าน ผมจึงขอบรรจุข้อคิดเห็น นำมาลงเรื่อยๆ ครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
เจนวิทย์ เลิศอารยกุล นักศึกษา ป.เอก PhD รุ่น 2
ป.ล. อาจารย์ครับ ทฤษฎี 8 Ks อักษร ตัว K คืออะไรครับ ผมยังไม่ได้ค้นที่ไหนเลยครับตอนนี้ หมายถึง K = Knowledge หรือเปล่าครับ