เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ผมขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ทั่ว ๆไป ก่อนครับ ผมเป็นนักศึกษา ป.เอก ม.สวนสุนันทา PhD ซึ่งอาจารย์ได้มาสอนครั้งแรก เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2551 เมื่อวานนี้เอง ในสมองผมยังกรุ่นๆ และอุ่นร้อนกับความรู้ที่ได้เริ่มต้นกับการเรียนกับอาจารย์ชั่วโมงแรก ผมมีความรู้สึกว่าตั้งแต่อาจารย์พูดจบในชั่วโมงสุดท้ายแล้ว ทำให้ผมอยากจะเข้ามาในเว็บของอาจารย์ ว่าเป็นอย่างไร พอเปิดเข้ามาก็เห็นรูปอาจารย์อย่างเด่นชัด ใต้ชื่อบอกว่า เป็นมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ทำให้ผมเกิดความสนใจและทึ่งในอาจารย์ เพราะคำว่า มูลนิธิ + ระหว่างประเทศ ผมคิดว่าคนที่จะทำงานนี้ได้ต้องทำด้วยใจและมีอุดมการณ์ และงานนี้เป็นงานในระดับ Inter อีกด้วย ผมจึง อ่านหัวข้อหลักสูตรต่างๆ ที่อาจารย์สอน อย่างคร่าว ๆ ก็ยิ่งเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น จะต้องหาเวลาเข้ามาอ่านเพราะคิดว่าเจอแหล่งเรียนรู้แหล่งสะสมทุนทางความรู้ ในด้านที่เป็นหัวใจคือ เรื่องทุน(มนุษย์) ตอนนี้ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือที่อาจารย์มอบหมายให้อ่าน และเข้ามา Comment หนังสือ 2 เล่มนั้น แต่ผมอดทนในการเข้ามาใน Blog ไม่ไหว จึงขอเข้ามาแสดงความรู้สึก แสดงความคิดเห็น ขั้นต้นเสียก่อน อ่านจบแล้ว ผมจะเข้ามาอีกครั้ง เท่าที่จำได้ในหัวสมอง ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง ที่อาจารย์สอนคือ Main Idea หลัก ๆ เมื่อวานคือ จำได้ติดสมองคือ มนุษย์ คือ ทุนอย่างหนึ่ง ในปัจจัยการบริหารต่างๆ และเป็นทุนที่อยู่อันดับแรก ที่มีความสำคัญที่สุด เมื่อเราเห็นเป้าหมายว่า ทุนมุนษย์ เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดแล้ว ก็จะต้องหาวิธีการที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้ ( คือผลิตทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพออกมาให้ได้ ) แต่จะผลิตอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ นั่นคือ เริ่มจากหลักการศึกษาต่างๆ เสียก่อนว่า เข้ากับยุคสมัยหรือเปล่า นำไปใช้ได้ไหม และเกิดประโยชน์มากที่สุดหรือไม่ รวมถึงแนวคิดทางวัฒนธรรม ที่ออกมาเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมว่า อันไหนบ้างที่ยังดีอยู่ อันไหนบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคน ซึ่งก็คือ การอบรมสั่งสอนลูกหลาน ที่ฝากไว้กับสถาบันครอบครัว ที่ถือว่าเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุด รวมตลอดถึง องค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่รับคนเข้าไปทำงาน ว่า มีวัฒนธรรมขององค์กรที่สอดคล้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างไร บางองค์กรภาครัฐนั้น ขาดการวางแผนและพัฒนา ทุนมนุษย์ เพราะมนุษย์จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บางองค์กรมีเพียงไม่กี่หลักสูตร ที่เป็นหลักสูตรพัฒนาคน ส่วนมากจะเน้นวิธีการ เพียงสอนให้เขาทำงานได้ตามแบบเดิมๆ ที่ทำกันมา แต่ไม่ได้สอนให้คิดเป็น แถมวัฒนธรรมขององค์กร กลับไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาเสียด้วยซ้ำ หรือไม่ ตอนจัดให้มีหลักสูตรอบรมหรือพัฒนา คน ถ้าหน่วยงานนั้นฟิตเปรี๊ยะมีการจัดหลักสูตร อย่างตรงประเด็นเลย ตอนอบรมก็ดูคึกคัก แต่พอจบหลักสูตรผ่านประตูห้องอบรมไป ก็ต้องกลับไปอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเก่า ๆเดิมๆ (วัฒนธรรมองค์กรที่แย่ๆ ) ก็เป็นปัญหาอีก อาจจะเกิดคำถามในใจกับคนๆ นั้นขึ้นได้ (เพราะขาดภูมิคุ้มกันในการที่จะรักษามาตรฐานของการเป็นคนดี คนมีคุณภาพ ไว้ได้) อาจจะเกิดคำถามกับตัวเองว่า "หากข้าทำคนเดียวแล้วจะทำไปทำไมวะ ทีคนอื่นๆ ไม่เห็นทำกันเลย หรือ " นี่ขนาดหัวหน้าข้าฯ นะ ยังทำเสียเอง แล้วข้าฯจะทำ ทำไม " หรือ " นี่สังคมไทยในความเป็นจริงมันก็เป็นอย่างนี้แล้ว ไปเข้างานที่ไหนต้องมีเส้น ต้องมีคนฝาก แล้วคุณมีคนฝากหรือยัง ถ้ายังไม่มีใครฝากก็เข้าไม่ได้หรอก อย่ายึดถืออุดมการณ์ของตัวเองเลย เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความตั้งใจเสียเถอะ " สิ่งที่ยกมาผมกล้ารับประกันได้ว่าในสังคมไทยมีแน่นอน แต่สำหรับผมเอง เราต้องเริ่มต้นด้วยตัวเราก่อน อย่าเปลี่ยนอุดมการณ์ (เพื่อชาติ เพื่อในหลวงของเรา) ต้องแน่วแน่ บอกกับตัวเองว่า จะต้องใช้ความรู้ ความสามารถของตัวเองแสวงหา ผิดหวังก็อย่าท้อแท้ และรวมกันขยายแนวคิดให้เป็นกลุ่มก้อน ให้มีพลัง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ตรงเป้าหมายได้ ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า คน เป็น ทุน ที่สำคัญที่สุด และจะต้องลงทุนด้วย แต่จะลงทุนอย่างไร ก็ต้องใช้การบริหารจัดการที่ดี ( ซึ่งการบริหารจัดการระดับชาติ คือแผนพัฒนาสังคม แผนพัฒนาการศึกษา และอื่นๆ ที่สอดคล้อง) และที่สำคัญ ผมประทับใจอาจารย์ที่บอกว่า มาเรียนที่นี่ตอนนี้ยังไม่เก่ง แต่อาจารย์จะปั้นให้เป็นคนเก่งได้ ผมเห็นความตั้งใจของอาจารย์ก็ประทับใจแล้วครับ ด้วยความเคารพ จึงขอเกริ่นนำมาเบื้องต้นเท่านี้ก่อนครับ ให้ผมอ่านจบแล้วจะเข้ามาอีก ด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกศิษย์ PhD รุ่นที่ 2