ขออย่างเดียวคือ มี “ตัวตน” หรือมี “หัวใจ” ที่จะบอกกับน้องใหม่ได้อย่างฉะฉานว่า “ที่ตรงนี้ ..คือเวทีแห่งชีวิต” ....

(๑)

 

 

ถ้าจำไม่ผิด  เท่าที่ผมก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้   ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่กองกิจการนิสิตได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดกิจกรรมปฐมนิเทศนิสิตใหม่อย่างเบ็ดเสร็จ  หลังจากที่ก่อนหน้านี้  กิจกรรมดังกล่าวได้ถูกขับเคลื่อนมาโดยกองบริการการศึกษาและกองทะเบียน ฯ

 

โดยภาพรวมหลายรอบปีที่ผ่านมามักซ้ำรอยอยู่กับกิจกรรมเดิม ๆ  กล่าวคือ   การนำนิสิตใหม่จำนวนมาก ๆ  (ขอย้ำว่ามาก  เพราะอยู่ในราว ๆ เกือบหมื่นคน)  มานั่งรวมกันในอาคารพลศึกษา  โดยมีวิทยากรจากหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยตบเท้าขึ้นเวทีแนะนำเรื่องราวต่าง ๆ  อย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นสำนักวิทยบริการ   กองทะเบียนและประมวลผล  กองคลัง   สำนักคอมพิวเตอร์  สำนักกิจการหอพัก  และที่ขาดไม่ได้ในทุกยุคสมัยก็คือ  กองกิจการนิสิตนั่นเอง

 

สำหรับปีนี้   เรายังคงเปิดเวทีให้หน่วยงานดังกล่าวเข้ามาพบปะพูดคุยกับนิสิตใหม่เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา   หากแต่จำกัดเวลาให้น้อยกว่าเดิม   รวมถึงการเน้นย้ำให้แต่ละภาคส่วนนำสื่อต่าง ๆ  มาใช้ประกอบการพูดคุยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะจากสภาพทั่วไปของอาคารพลศึกษาก็เป็นที่รู้กันดีว่า   สถานที่ตรงนี้เป็น ที่ปราบเซียน   (ไม่มีแอร์ปรับอากาศ  ระบบเสียงก็ก้องจนฟังแทบไม่ได้สรรพ  ยิ่งเป็นการกลางวันก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่  เพราะเมื่อฉายวีดีทัศน์ใด ๆ แล้วก็แทบจะเรียกได้ว่า ดูไม่ออก บอกไม่ถูก  เลยทีเดียว)

 

นั่นคือปัญหาด้านกายภาพที่เป็นข้อจำกัดของมหาวิทยาลัย ฯ ...

เรายังไม่มีหอประชุมที่รองรับคนจำนวนมาก ๆ  ได้เหมือนที่อื่น ๆ   เราจึงจำต้องทำความเข้าใจอย่างซ้ำซากกับเรื่องเหล่านี้  จึงได้แต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ  อย่างไม่รู้จบว่า  สักวันหนึ่งคงมีหอประชุมที่ได้มาตรฐานกับเขาบ้างแหละ

 

 

(๒)

 

 

นอกเหนือจากกิจกรรมที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว 
ปีนี้กองกิจการนิสิต โดยการนำของ ผศ.ดร.ทวีศิลป์  สืบวัฒนะ  (ผู้รักษาราชการแทนรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนา)  ได้ให้นโยบายเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมให้สนุก  มีดนตรีมาเล่น  มีศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันมาพูดคุยกับนิสิตใหม่อย่างใกล้ชิด  เรียกได้ว่าให้ได้ทั้ง
บันเทิงและเริงปัญญา  ดี ๆ นั่นเอง

 

ถึงแม้ผมจะไม่ได้จับงานบริหารเป็นแกนหลักเหมือนในอดีต   แต่ก็มีโอกาสได้เข้าไปร่วมคิดและเสนอแนะหลายส่วนอยู่เหมือนกัน   โดยเฉพาะการพยายามชี้ประเด็นไปสู่การนำ วิทยากร  ที่ ติดดิน  แตะต้องสัมผัสได้  และที่สำคัญคือเป็นคนที่เคยได้ ใช้ชีวิต  หรือเรียนรู้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยของเราเป็นสำคัญ  ซึ่งอาจไม่จำเป็นว่าต้องเป็นบุคคลที่โด่งดังจนคับฟ้าก็ได้  ขออย่างเดียวคือ มี ตัวตน  หรือมี หัวใจ  ที่จะบอกกับน้องใหม่ได้อย่างฉะฉานว่า ที่ตรงนี้ ..คือเวทีแห่งชีวิต ....   (เวทีแห่งชีวิตที่เคยบ่มเพาะต้นทุนอันดีให้กับพวกเขามาแล้วอย่างไม่ต้องกังขา)

 

 

และด้วยวิธีคิดเช่นนี้   เราจึงเรียนเชิญอาจารย์รุ่นเก่าก่อนมาบอกเล่าเรื่องราวชีวิตผ่านมิติเพลงสถาบันให้ได้ฟังกันอย่างเบิกบาน  โดยเฉพาะอาจารย์ที่เป็นผู้แต่งเพลงสถาบันหลายต่อหลายเพลงอย่าง ผศ.ดร.พชรนนท์   สายัณเกณะ  ก็ปรากฏตัวบนเวที   บอกเล่าภาพชีวิตในยุควิทยาลัยวิชาการศึกษาได้อย่างน่าฟัง  รวมถึงการมาเยือนของบรรดาเจ้าของเสียงเพลงสถาบันอย่าง ผศ.วีณา  วีสเพ็ญ  รศ.สุพรรณี  เหลือบุญชู  หรือแม้แต่อาจารย์หนุ่มรุ่นใหม่อย่าง อ.มนตรี  พลเยี่ยม   ต่างก็ช่วยสะท้อนเรื่องราวในยุคสมัยผ่านมิติเพลงต่าง ๆ  พร้อมสาธิตการร้องเพลงบางเพลงให้ฟังกันอย่างชื่นสุข

ผศ.วีณา  วีสเพ็ญ  และ ผศ.ดร.พชรนนท์   สายัณเกณะ (ผู้ประพันธ์เพลง)

 

ในฐานะที่ผู้บริหารมอบหมายให้ผมทำหน้าที่เป็นผู้คิดประเด็นคำถาม หรือแม้แต่กรอบแนวคิดของการดำเนินเรื่องบนเวที  - 

ผมเองก็ขบคิดอยู่เป็นนาน  สุดท้ายก็มาลงตัวที่ประเด็นหลักคือการนำเสนอภาพชีวิตในยุคสมัยต่าง ๆ  ผ่านบทเพลงสถาบัน  พร้อมกับการสอดแทรกแนวคิดอันเป็นสารัตถะชีวิตของวิทยากรในสมัยที่เป็นนิสิตให้ร่วมรับรู้อย่างพอประมาณ  

 

ขณะเดียวกันก็พยายามชี้ประเด็นให้เห็นว่า   เพลงมหาวิทยาลัยที่ไพเราะนี้  ถูกรังสรรค์ขึ้นจากมันสมองและจิตใจอันละเอียดอ่อนของคนที่รักและเทิดทูนสถาบันอย่างมากล้น   เพราะถึงแม้ท่านไม่มีความรู้ในเรื่องศาสตร์และศิลป์ทางดนตรี  แต่ก็ยังสามารถแต่งเพลงเหล่านี้ได้อย่างมี ชีวิต  

สิ่งเหล่านี้ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยนอกเสียจาก ความรักและความผูกพัน ที่มีต่อ มหาวิทยาลัย  ล้วน ๆ 

 

คนเขียนเพลงก็ใช้หัวใจเขียนเพลง  และเขียนจากภาพชีวิตจริง ๆ ที่ไม่ใช่นิยายปรุงแต่ง 
ขณะที่คนร้องก็ใช้หัวใจร้องเพลง
เพลงทุกเพลงจึงงดงามและมีชีวิต  รวมถึงมีความเป็นปัจจุบันอยู่อย่างไม่รู้จบ   เมื่อเพลงมหาวิทยาลัยถูกขับขานขึ้น  ทั้งจากนิสิตและจากอาจารย์เอง  ทีมงานของผมก็จะฉายประมวลภาพบรรยากาศเก่า ๆ  ให้ได้ชมกัน   ราวกับพาทุกคนกลับไปเที่ยวท่องในคืนวันอันเก่าก่อนของมหาวิทยาลัยเลยก็ว่าได้

 

 

 

อ.มนตรี   พลเยี่ยม  และ รศ.สุพรรณี   เหลือบุญชู  (ผู้ขับร้องเพลงมหาวิทยาลัย)

 

 

(๓)

 

 

ผ่านพ้นจากกลุ่มแรกอันเป็นห้วงชีวิตในยุควิทยาลัยการศึกษาก็ผ่านพบมาสู่ยุคที่สอง นั่นคือห้วงสมัยที่เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (มศว มหาสารคาม)   โดยยุคนี้เราเชิญศิษย์เก่าสามสไตล์มาพูดคุยอย่างเข้มข้น 

 

ท่านแรกคือ คุณสุทิน  คลังแสง  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม  อดีตรองโฆษกพรรคไทยรักไทย   ซึ่งจบการศึกษาปริญญาโทจากเรา  ต่อมาก็ก้าวมาเป็นบุคลากรในมหาวิทยาลัย  พร้อมกับการเป็นผู้ช่วยอธิการบดีและกรรมการสภามหาวิทยาลัย  จนท้ายที่สุดก็ก้าวออกไปโลดแล่นบนถนนการเมืองระดับชาติอย่างเต็มตัว ...

 

ผมไม่ค่อยได้ฟังเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง   เพราะต้องวิ่งวนอยู่กับการประสานงานต่าง ๆ  แต่ก็พอจับใจความได้บ้างว่า ส.ส.สุทิน  คลังแสง  ได้สะท้อนความคิดในทำนองว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้เข้มข้นด้วยกิจกรรมอันหลากหลายสาระ  และกิจกรรมเหล่านี้ก็ล้วนเป็นต้นทุนที่ดีต่อการเติบโตของชีวิต  หากย้อนเวลากลับมาได้  สิ่งแรกที่จะเลือกก็คือ ..เลือกที่จะมาเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้..

 

วิทยากรท่านต่อมาคือคุณบุญคุ้ม  สังขศิลา  ซึ่งจบปริญญาตรีและปริญญาโทจากเราอย่างครบสูตร  เคยเป็นบุคลากรของกองกิจการนิสิต  ก่อนจะก้าวออกไปเป็นนักธุรกิจท้องถิ่น  มีชื่อเสียงรู้จักแพร่หลายในเรื่องหอพักและร้านถ่ายเอกสารของชาวเมืองมหาสารคาม   โดยห้วงชีวิตที่เป็นนิสิตปริญญาตรีนั้นต้องถือได้ว่าเป็นขุนพลกิจกรรมตัวจริง เสียงจริง  เป็นคนก่อตั้งพรรคพลังสังคมของมหาวิทยาลัย  และพรรคนี้ก็ยังคงยืนหยัดคู่มหาวิทยาลัยมาอย่างน่ายกย่อง 

ที่สำคัญคือในยุคสิบปีหลังนี้ต้องถือได้ว่า  พรรคพลังสังคม  คือพรรคเดียวเท่านั้นที่ชนะใจมวลนิสิต  จนสามารถก้าวมาเป็นองค์การนิสิตติดต่อกันหลายยุคสมัยอย่างเห็นได้ชัด

 

และวิทยากรท่านสุดท้ายในกลุ่มนี้ก็คือขุนพลข่าวชื่อดังของเมืองไทย นั่นคือ  คุณกิตติ  สิงหาปัด  ...

 

อันที่จริง  คุณกิตติ  สิงหาปัด  ไม่ได้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากเรา  หากแต่เคยได้เข้ามาใช้ชีวิตเป็นนิสิตของที่นี่หนึ่งปีเต็ม  ก่อนตัดสินใจลาออก  และเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  แต่ทุกครั้งที่พรรคพวกเพื่อนฝูงในกลุ่มสาขา กศ.บ.เคมีมีการนัดพบรุ่นกันเมื่อไหร่   คุณกิตติ  ก็ไม่เคยรีรอที่จะแวะเวียนมาพบปะ   และร่วมรำลึกความหลังของการเป็นนิสิตร่วมรุ่นกับเพื่อน ๆ ...

 

ก่อนขึ้นเวทีนั้น  ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณกิตติอย่างใกล้ชิด   คุณกิตติได้เล่าเรื่องราวบางห้วงให้ฟังอย่างเป็นกันเอง   โดยเฉพาะความประทับใจของบรรยากาศที่อบอุ่น, ใกล้ชิดและเป็นกันเองของนิสิตกับนิสิต  และนิสิตกับครูอาจารย์

 

ขณะที่บนเวทีก็ได้ให้แนวคิดที่สำคัญหลายเรื่อง  แต่ก็อย่างว่า  ด้วยความที่ต้องวิ่งวนอยู่หลายส่วน  เลยฟังได้ไม่ครบกระบวนความเสียทั้งหมด   กระนั้นก็พอที่จะสรุปในบางประเด็นที่คุณกิตติได้ฝากเป็นต้นทุนทางความคิดให้กับนิสิตใหม่ได้บ้าง  เช่น 

(๑)   จงเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง  สถาบันเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นผู้ให้ หรือผู้สร้าง  แต่ดี หรือชั่ว  สำเร็จหรือล้มเหลวนั้นขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นผู้กำหนด 

(๒)  จงอย่าลังเลที่จะทำตามความฝันของตนเอง 

(๓)  จงอย่าแบกความหวังของคนอื่นมากจนทำให้ตัวเองต้องรู้สึกกดดัน  และสูญเสียความเป็นตัวของตนเอง ...

 

 

 

 

(ซ้ายไปขวา)  ส.ส.สุทิน  คลังแสง  แสนศักดิ์  ขันทอง (ผู้ดำเนินรายการ)  คุณบุญคุ้ม  สังขศิลา  คุณกิตติ สิงหาปัด

(๔)

 

 

ขณะนี้ทีมงานของผม  โดยคุณสุริยะ  สอนสุระ  กำลังเร่งตัดต่อวีดีโอทั้งหมด   เพื่อนำไปสู่การเผยแพร่ในระบบต่าง ๆ  และเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ หรือต้นทุนที่ดีในการพัฒนาศักยภาพของนิสิต

 

ถึงแม้ผมจะไม่ต้องแบกรับภาระการบริหารเหมือนในอดีต   แต่การเป็นคนธรรมดาสามัญเช่นนี้แล้วยังมีโอกาสได้เข้าไปร่วมคิดและร่วมสร้างประเด็น หรือกรอบแนวคิดเกี่ยวกับวิทยากรในครั้งนี้ก็นำพาความอิ่มเอมมาสู่ตนเองอย่างมหาศาล

 

โดยส่วนตัวผมคุ้นเคยกับวิทยากรทุกท่าน  จะมีก็เพียงคุณกิตติ  สิงหาปัดเท่านั้นที่ผมเพิ่งมีโอกาสได้พบเจอตัวจริงเป็นครั้งแรก  แต่ก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าคุณกิตติเป็นคนคุณภาพของสังคม  และเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ เรา  ไม่แพ้วิทยากรคนอื่น ๆ

 

นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมพยายามสื่อสารในเวทีแห่งนี้ว่า ... “เรื่องของเรา ..คนของเรา ..ด้วยวิธีของเรา"  ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีหลายสถาบันได้ดำเนินการในรูปแบบนี้มาแล้วอย่างน่ายกย่อง

ขณะที่การถ่ายทอดแนวคิดอันเป็นสารัตถะชีวิตจากรุ่นสู่รุ่นเช่นนี้  ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ในวิถีแห่งการเรียนและการใช้ชีวิตของนิสิตได้บ้างกระมัง