กระบวนการ ที่เน้นการปรึกษาหารือ (Deliberation) และการสานเสวนา (Dialogue) น่าจะเป็นเพียงจุดเริ่ม และจุดประกายดึงคนเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ลักษณะ Win – Win มากกว่าการแตกหัก ขัดแย้งรุนแรง

 

 

หน้าที่ของ Fa. หรือ ผู้อำนวยความสะดวก Facilitation ในเวทีสนทนา ผมคิดว่าเหมาะกับประเด็นเย็น มากกว่าประเด็นร้อน หากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี (Deliberation and Peaceful Conflict Resolution) น่าจะใช้รูปแบบ Mediator มากกว่า การเป็น Facilitator

 

ไม่กี่วันที่โคราชผมมีโอกาสได้ร่วมเป็นทีมผู้นำการสนทนาที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า เพื่อระดมความคิดในการจัดการความขัดแย้งในส่วนของ โรงงานเกลือ กับผลกระทบต่อชาวบ้านที่โคราช ข้อกล่าวหาว่าโรงงานเกลือทำให้ส่งผลกระทบต่อการเกิดดินเค็ม ปลูกพืชไม่ได้ ปัญหานี้ยืดเยื้อมานาน และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ  ในการสนทนาในครั้งนี้กลุ่มที่นั่งล้อมวงจึง ประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย(All Stakeholders)  ได้แก่ ผู้ประกอบการ ชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ  พร้อมอารมณ์ที่กรุ่นๆกับการระดมความคิดในการแก้ไขปัญหา เพราะแต่ละคนมีรอยแผลที่อยู่ในใจกันอยู่แล้ว

 

ผมยอมรับว่าไม่เคยเป็น Fa. ในกลุ่มที่มีการขัดแย้งเช่นกลุ่มที่ว่านี้ ดังนั้นผมสูญเสียความมั่นใจเมื่อมีการถกเถียงกันรุนแรงมากขึ้น และผมเกือบจะ จัดการสถานการณ์นั้นไม่ได้  ในที่สุดเราก็ได้ความคิดเห็นร่วม เป็นทางออกที่มองเห็นร่วมกันในการแก้ไขปัญหา แต่ยังใม่สนิทใจมากนัก เพราะอารมณ์ที่กรุ่นนั้นยังคงมีอยู่ แต่ผมได้ชิงปิดเวทีพร้อมกับมีข้อเสนอ กลางๆ ออกมาก่อน

 

คิดว่าเมื่อเหตุการณ์ออกมาแบบนี้ เราเองในส่วนของผู้ดำเนินการประชาเสวนา ต้องมานั่งถอดบทเรียนกันว่า กระบวนการที่เหมาะสม เราควรต้องทำอย่างไร?

 

ผมเดินทางกลับมาที่กรุงเทพ ผมยังครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ว่าผมผิดพลาดประเด็นไหนบ้าง ถึงแม้เวทีจบแต่ผมก็ไม่พึงพอใจมากนัก และอีกวันสองวันต้องไปทำหน้าที่ดังกล่าวนี้อีกแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนประเด็นปัญหา (Issues) จาก โรงงานเกลือ  เป็น เหมืองโพแทช  หากไม่ได้ถอดบทเรียนตัวเอง บทเรียนของคณะทำงาน การผิดพลาดก็จะเกิดซ้ำเดิมอีก...ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานที่จะ พลาดถึงสองครั้งในการทำกระบวนการที่คล้ายกัน

 

เช้าวันนี้ ได้นั่งคุยกับ คุณเมธัส อนุวัตรอุดม  คนนี้จบมาจากอเมริกาด้าน Conflict management โดยตรง ช่วยเติมมุมมองผมให้กระจ่างมากขึ้น น่าสนใจ จึงนำประเด็นที่คุยกันมาแลกเปลี่ยนในบันทึกของผม

 

ถอดบทเรียนในมุมของคณะทำงาน

-           ผมมองว่าเราขาดการเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลสถานการณ์ ซึ่งผมไม่ได้ทราบรายละเอียดเลย อาศัยเก็บรายละเอียดจากการบอกเล่าสถานการณ์ในวันแรกของการจัดเวทีเสวนา

-           การเตรียมทีมที่ยังไม่ได้เตรียมในส่วนของกระบวนการ ประเด็น ที่คมชัด ทำให้ผลที่ได้ ออกมาต่างกัน ไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง

-           เรา (ทีมทำงาน รวมถึงผม) อาจติดเครื่องมือ กระบวนการสำเร็จรูปมากเกินไปรวมถึงประสบการณ์ที่ยังไม่เจนเวทีพอ  ขาดความเป็นธรรมชาติ อาจทำให้ผลการระดมความคิดดูแข็งมากเกินไป

-           การนำกลุ่มเป้าหมายที่สุ่มเสี่ยงต่อการทะเลาะ ขัดแย้งมารวมกันเพื่อคุยหาทางออก ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ดีพอ และแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างให้ดี Fa. ต้องทำหน้าที่เป็น mediator ด้วย ซึ่งยากในความรู้สึกผม

-           ประเด็นร้อนแบบนี้ จะทำหน้าที่ Fa. ไม่น่าจะเหมาะสม ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น Mediator  ที่ดีและมีปฎิภาณ ไหวพริบที่ดี

 

 

เราจะทำยังไงดี? ผมคิดว่า ในอีกสองวันที่จะไปทำหน้าที่เดียวกัน  AAR.ครั้งนี้เพื่อการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพในครั้งต่ออาจฉุกละหุกบ้าง ผมก็คิดว่ายังดีกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย  กระบวนการที่ผมคิดไว้

-           เตรียมข้อมูลสถานการณ์เพื่อนำเสนอพูดคุยกับทีมงานให้เข้าใจ และรับทราบข้อมูลพื้นฐานเพียงพอในการทำกระบวนการกลุ่ม

-           ไม่ควรนำกลุ่มเป้าหมายไปคละกัน เพราะอาจสุ่มเสี่ยงต่อการทะเลาะกันรุนแรง นำไปสู่การควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แยก กลุ่มเป้าหมาย เจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มผู้ประกอบการ ชาวบ้าน ทำกระบวนการกลุ่มว่าแต่ละกลุ่มคิดอย่างไร? และหาทางออกในการแก้ไขปัญหาอย่างไรในกรณีเดียวกัน? แล้วนำข้อคิดเห็นที่เป็นจุดร่วมมานั่งคุยกันในกลุ่มรวม น่าจะเป็นทางออกที่ได้รับฉันทามิติร่วมกัน นำไปสู่การแก้ไขปัญหาไม่ยากนัก

-           การใช้กระบวนการ เทคนิควิธี ให้ดูบริบทของคนเข้าร่วม และสถานการณ์ ไม่ควรยึดติดเครื่องมือ เพราะจะทำให้แข็งเกินไป ไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนบรรยากาศในการทำกลุ่ม ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำกระบวนการกลุ่ม

 

กระบวนการ ที่เน้นการปรึกษาหารือ (Deliberation) และการสานเสวนา (Dialogue) น่าจะเป็นเพียงจุดเริ่ม และจุดประกายดึงคนเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ลักษณะ Win – Win มากกว่าการแตกหัก ขัดแย้งรุนแรง

Pom2

 

ผมถือว่าได้มีโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ ท่ามกลางความหลากหลายและความขัดแย้งอันเป็นเรื่อง ธรรมดา ในการอยู่ร่วมกัน รวมไปถึงการแสวงหาทางออกที่มีลักษณะของสันติวิธี สิ่งที่ได้เรียนรู้เหล่านี้ นอกจากจะเติมเต็มในการเรียนรู้ของผมแล้ว ยังทำให้ผมสามารถเผชิญกับความขัดแย้งไม่ว่าปัญหาใด ด้วยใจที่มีสติ มีกระบวนการที่จัดการอย่างมีขั้นตอนมากขึ้น และรับรู้ว่า การแก้ไขปัญหานั้นต้องใช้เวลาและเปิดใจ ที่สำคัญ ทางเลือกในการแก้ไขปัญหานั้น ไม่ได้มีแค่ทางเลือกเดียว

 

         อ้างอิงภาพจาก   http://photo.lannaphotoclub.com/