วันนี้ผมเตรียมตัวจะไปเที่ยวสวนป่าแล้ว ตั้งใจจะนอนให้เต็มอิ่ม แต่ต้องมาเขียนบันทึก "ถึงนักศึกษาปริญญาโท: ผมยินดีช่วยสอนด้วยการลบบันทึก" เพื่อสื่อสารกับคนที่ไม่รู้ว่าจะมาอ่านบันทึกของผมหรือเปล่า

ระหว่างเขียนไปผมก็นึกไปพลาง

"อย่าเป็นครูเลย ถ้าเป็นครูไม่ได้"

เขาเรียกตัวเองว่าครู แต่เขาไม่รู้จักวิชาชีพครู เขามากอบโกยจากชื่อเสียงที่ครูหลายต่อหลายรุ่นพยายามสร้างกันมาด้วยชีวิตและวิญญาณ

ใช่แล้วครับ ผมหมายถึง "เขา" ผู้ไม่รู้จักที่จะเป็นครู ผู้ที่แอบแฝงมาในวิชาชีพของการศึกษาเพื่อหารายได้

การเป็นครูบาอาจารย์เดี๋ยวนี้รายได้ไม่ธรรมดานะครับ โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ในระบบการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

สอนปริญญาโทภาคพิเศษเดี๋ยวนี้เขาจ่ายกันชั่วโมงละไม่น้อยทีเดียว ยิ่งในหลักสูตรที่รับนักศึกษาเต็มห้องประชุมใหญ่ๆ ครูบาอาจารย์เดี๋ยวนี้ไม่จนครับ และผมทราบมาว่าในวงการนั้น เดี๋ยวนี้เขาเรียกนักศึกษาว่า "ลูกค้า" กันได้อย่างเต็มปากเต็มคำทีเดียว

ผมไม่ได้ว่าอะไรหรอก เขาทำอาชีพสุจริตไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้มีกฎหมายไหนตราห้ามไว้ว่าการเป็นครูห้ามหารายได้

แต่มันเหมือนตะเกียงที่เผาใส้ตัวเองกิน

ในวันนี้คนจบปริญญาโทไม่มีความหมาย มหาวิทยาลัยบางแห่งเคยมีชื่อเสียงว่าสร้างมหาบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงปัจจุบันไม่มีใครยอมรับ พอบอกชื่อขึ้นมาใครๆ ก็ "รู้กัน"

ยิ่งกว่านั้นตลาดแรงงานไม่ยอมรับวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาโท ยิ่งในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ใบปริญญาไร้ค่ายิ่งกว่าสิ่งใดทั้งนั้น

ผมกำลังสงสัยว่าตะเกียงนี้จะเผาใส้ตัวเองกินไปได้อีกนานแค่ไหน

หลักสูตรปริญญาโทในหลายมหาวิทยาลัยพยายามสร้างมหาบัณฑิตที่มีคุณภาพ แต่ไม่สามารถให้กำลังใจแก่นักศึกษาได้

ทำไมฉันต้องเรียนหนักหนาสาหัสกว่าเพื่อนของฉันที่จ่ายเงินสบายๆ แล้วก็ได้ใบปริญญา

แม้เธอและเขาจะรู้ว่าสิ่งที่ได้คือความรู้นั้นมีค่ากว่าใบปริญญานัก แต่เชื่อว่าช่วงเวลาในความคิดก็ย่อมต้องมีที่จะเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

ตะเกียงไม่ได้เผาแค่ใส้ตัวเอง แต่กลับลุกลามทำให้บ้านทั้งหลังจะไหม้ลงไปเหลือแค่ตอตะโก