อย่าได้หมองหม่นหรือทนงตนเมื่อได้ยินคำทักทายใดใด.....เป็นกลุ่มคำที่ครูอ้อยคิดได้เอง  หลังจากที่ล้มตัวลงนอน  คิดว่า  วันนี้ที่ผ่านมา  ครูอ้อยได้ไปพบใครบ้าง  ใครพูดอะไรกับครูอ้อยบ้าง   แล้วครูอ้อยพูดผิด ทำผิดอะไรบ้าง  เพื่อวันต่อไป  ครูอ้อยจะได้ไม่ทำสิ่งนั้นซ้ำอีก  .....

การที่ครูอ้อยชอบคิดโน่นนี่นั่นมากๆ  มันไม่ได้บั่นทอนอะไรในชีวิต หรือ ความคิดของครูอ้อยเลย  กลับเสริมเพิ่มให้ครูอ้อยได้มี  การยั้งคิด  หรือ จะเรียกว่า  ย้ำคิด  อยู่เสมอก็ได้ 

เปรียบกับการทำ AAR เสมอกับการปฏิบัติงานใดใด 

ชีวิตของคนเรา  หากปล่อยให้ล่วงเลยไปวันหนึ่งๆ  โดยไม่ได้อะไรมาเลย  ครูอ้อยคิดเอาเองว่า.....ต้องมีสิ  เราต้องทำประโยชน์อะไรให้....อย่างน้อยให้กับตัวเองบ้าง 

อย่างเช่น  วันที่ผ่านมา  ภายในวันเดียวกัน  ตั้งแต่เช้า  จรดค่ำ  ครูอ้อยได้รับฟังคำทักทาย  แตกต่างกัน  แบบขั้วบวกกับขั้วลบทีเดียว  อึดใจแรก  คิดว่า  เรา....ได้เป็นอย่างที่เขาพูด  ก็เพราะสังขาร  อึดใจต่อไป  ก็คิดว่า  .....เธอ....คนพูดก็ไม่ผิดแผกแตกต่างจากเราเลย 

คำทักทายที่หลุดออกมาจากปากคนรอบข้าง  อาจจะมีเจตนา หรือ ออกมาด้วยความเคยชินของเธอคนนั้นก็ตาม  จะไปห้ามไม่ให้เธอพูด  หรือเดินหนีไป ก็คงไม่พ้น 

ครูอ้อยต้องเผชิญรับฟังคำทักทายนั้นๆ อย่างเต็มที่  และคิดเสมอว่า .....อย่าได้หมองหม่น หรือ ทนงตนเมื่อได้ยินคำทักทายใดใด 

คำพูดหรือคำทักทาย ที่ไม่ดี  อาจจะทำให้เราหมองหม่นไปได้  จะห้ามอย่างไรไม่ให้คิด  ห้ามไม่ได้อีกนั่นล่ะ 

มีเพื่อนครูของครูอ้อย น้อยอกน้อยใจ ที่ถูกทักทายแบบหมองหม่น  มาเล่าให้ครูอ้อยฟัง 

ครูอ้อยก็เลยถามเธอว่า.....แล้วต้องการให้เขาทักทายด้วยคำพูดอย่างไรจึงจะมีความสุข  ความสุข อยู่กับคำทักทายเหล่านั้นหรือ  ความทุกข์ อยู่กับคำทักทายเหล่านั้นด้วยหรือไม่.....  แล้วจะไปอินังขังขอบอะไรกับลมปากที่ออกมาเป็นคำพูด  ทำไม

ใครล่ะที่จะกล้ามาต่อว่าต่อหน้า  อย่าได้ลุกเดินออกไปเลย คนนั้นล่ะจะถูกต่อว่า  ดังนั้น  จะหนีไปทำไม  เผชิญหน้าไปเลย  ใครล่ะจะมาว่าต่อหน้าได้ 

*****

ระยะนี้  ครูอ้อยก็จะได้รับการต้อนรับจากเพื่อนๆมากพอสมควร   อาจจะเพราะ    มีความต้องการในคุณสมบัติที่มีอยู่  คำชมเชย  สรรเสริญ  เยินยอ  มาเข้าหูเป็นระยะ  ครูอ้อยรับคำเหล่านั้นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม   แต่ในใจคิดเสมอว่า.....อย่าได้หมองหม่น หรือ ทนงตนเมื่อได้ยินคำทักทายใดใด 

วันนี้เป็นราชญ์  พรุ่งนี้อาจเป็นเปรต  ก็ได้