มีเรื่องที่น่าแปลกเกิดขึ้นในชีวิตลุงเอก หรือจะว่าเป็นเทพบันดาลก็ว่าได้ เมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา มีป้าแก้วอายุมากแล้วอยู่ตำบลผาจุก มาสะกิดใจลุงเอกว่าอยากจะได้พระฝางคืนมาไว้ที่วัดพระฝาง จังหวัดอุตรดิตถ์
จากการศึกษาดูพระองค์นี้แล้ว เป็นพระทรงกษัตริย์ที่หาดูที่ไหนได้ยากมาก ที่กล่าวเช่นนี้เพราะช่างศิปหมู่ ต้องมาเขียนแบบ ทำตำราใหม่ในการสอน เพราะพระมีองค์ประกอบ นับชิ้นส่วนได้เป็นพันๆชิ้น
พระฝางเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ศิลปะสมัยอยุธยา หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปิดทอง ประดับกระจก องค์พระฝางสร้างเมื่อใดและใครเป็นผู้สร้างไม่ทราบ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถคู่วัดสว่างเมืองฝางหรือวัดพระฝางมานานแล้ว เมื่อครั้งวัดร้างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ อัญเชิญมายัง กรุงเทพฯ ปีใดไม่ทราบชัดเป็นช่วงเริ่มสร้างวัดเบญจมบพิตรภิมุข(ปัจจุบันคือวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม) ตอนนั้นได้โปรดเกล้าฯให้รวบรวมพระพุทธรูปโบราณสมัยต่างๆมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์
ด้วยองค์พระฝางเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องปิดทองดูแล้วต่างจากองค์อื่นๆที่เป็นพระสัมฤทธิ์แบบเรียบๆ จึงถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่มุขวิหารสมเด็จฯวัดเบญจมบพิตรฯ พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร
องค์พระฝางเป็นที่เคารพนับถือ จนมีธรรมเนียมนิยมที่พระวัดนี้ต้องทำพิธีไหว้พระฝางก่อนปวารณาเข้าพรรษาทุกปี และเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนมีผู้มาชม และกราบไหว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง

ประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้เคยยื่นขอทวงคืนองค์พระฝางให้กลับคืนมาประดิษฐานไว้ที่เดิม ณ วัดพระฝาง จ.อุตรดิตถ์ ต่อนายปองพล อดิเรกสารสื ครั้งสมัยเป็นรองนายรัฐมนตรี
โดยขอให้มีการปรับปรุงวัดพระฝางด้วย และองค์พระฝางได้ถูกขึ้นขึ้นทะเบียนไว้แล้วเป็นโบราณวัตถุอีกทั้งเป็นสมบัติของราชวงศ์ การจะปฏิบัติสิ่งใดต่อองค์พระฝางต้องได้รับพระบรมราชานุญาตเสียก่อน จึงสามารถจะดำเนินการใด ๆได้
ทางคณะกรรมการ วปรอ.๔๑-๑๑ ซึ่งลุงเอกเป็นเลขาฯ ได้ศึกษาดูพบว่า ร.5 ท่านได้มีพระราชหัตถ์เลขาเมื่อ ๗ พ.ค.๒๔๕๑ ให้จำลองแล้วนำพระองค์จริงกลับไปคืนที่วัดด้วยเหตุอยู่ที่ กทม.ไม่มีคนกราบไหว้ จากวันนั้นถึงวันนี้ครบหนึ่งร้อยปีพอดี
ด้วยเห็นว่าครั้นจะเอาองค์จริงกลับมาคงยาก แต่ก็ยังคงสงสัยว่าทำไมไม่มีผู้ในสนองพระราชประสงค์ของพระองค์ ร.5 ท่าน(ศึกษาดูได้จากประวัติศาสตร์นอกตำรา ที่เคยออกทางช่อง 11 ของคุณอดิศักดิ์ ศรีสม)
ทางรุ่นลุงเอกจึงได้ขอพระบรมราชานุญาตจัดสร้างองค์พระฝางจำลอง ในปี วลา ๒๕๔๗ ซึ่งได้รับโปรดเกล้าให้จัดสร้าง โดยช่างศิปหมู่ กรมศิลปากร
ใช้เวลาจัดสร้างมา ๕ ปีมีมารมากวนใจตลอด ต้องใช้สมาธิ ความอดกลั้น อดทน จนสำเร็จ ชาวบ้านยังพูดถึงพระองค์เดิม ลุงเอกบอกกับชาวบ้านว่าพระองค์นี้ในหลวงรัชกาลปัจจุบันให้ทรงสร้างแต่องค์เดิมผู้ใดสร้างไม่ทราบ ชาวบ้านจึงพอใจ



เวลาผ่านไปห้าปีขณะนี้องค์พระฝางเสร็จสิ้นนำไปประดิษฐาน ณ วัดพระฝางสวางคบุรีมุณีนารถ เรียบร้อยแล้วครบหนึ่งร้อยปีพอดี เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑
พระองค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างไรลุงเอกเล่าตรงนี้ไม่ได้ หากสนใจจะจัดทัวร์ไปดูพระและวัด มีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมายที่ผ่านมา ลุงเอกเขียนไปขนลุกไป วันเคลื่อนย้ายพระจากที่ กทม.มาที่วัดใหญ่พิษณุโลก ให้คนกราบไหว้หนึ่งสัปดาห์ จนพระมาถึงในวัด แต่ยังไม่เข้าโบสถ์ด้วยยังไม่ครบ ๑๐๐ ปี ลุงเอกยังอยู่ที่นาโปลี เมืองอิตาลี
แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับนาโปลี จะขอเล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ
ในปีเดียวกันนี้ท่านได้มีพระราชหัตถ์เลขานั้น เป็นปีที่พระองค์ท่านเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง ท่านมาพักที่อาคารหลังนี้ครับ
เดิมเป็นโรงแรม ใหญ่โตเชียวครับ ลุงเอกก็ได้มาพักอยู่ที่นี่ เป็นปีที่หนึ่งร้อยของท่านที่เสด็จมาที่นี่เช่นกัน
คุณอรทัย คนไทยที่นั่งอยู่ในภาพใต้นี้ ได้มีมีชีวิตคุ่กับเจ้าของนิวาสสถานแห่งนี้ มาสิบห้าปีอยู่บนเขาเมืองนาโปลี ได้เชิญลุงเอกเป็นแขกมาพัก

ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้านได้บันทึกไว้ว่าวันที่ ๑๙๔ แห่งการเดินทางของพระองค์ท่าน ได้มาประทับที่นี่ ทำไมจึงเกิดเหตุบันเอิญหลายๆอย่างตรงกันกับชีวิตลุงเอก หรือเทพบันดาลกันแน่ แถมเวลา ทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ห่างกันถึงหนึ่งร้อยปี

คุณแหวว วนิชา เทานอก ในฐานะนายก อบต.ของคนไทยในอิตาลี ได้เล่าให้ฟังว่า
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มเพื่อนไทยในอิตาลี (นาโปลี) ได้มีโอกาสมารวมตัวกันอย่างเป็นทางการ ด้วยความมุ่งมั่น ยินดี เนื่องในโอกาสอันดีและเป็นสิริมงคลที่ได้มาร่วมใจกัน ณ บ้านคุณอรทัย บุคคะฟุสคา
เพื่อทำพิธีสักการะบูชา และแสดงความจงรักภักดีในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ที่พระองค์ท่านเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่สอง
ครั้งนั้นพระองค์ท่านได้เสด็จมาประทับ ณ
สถานที่แห่งนี้ (Parco Grifeo 53, Corso Vittorio Emauele Napoli)
ซึ่งเคยเป็นโรงแรมมาก่อน
ผู้ที่มาร่วมงานวันนั้น
มีทั้งกลุ่มเพื่อนไทยในอิตาลี ที่นาโปลี
และครอบครัว รวมทั้งมีชาวอิตาเลี่ยนมาร่วมทำพิธีสักการะบูชา
ร.๕
โดยจัดตั้งแท่นโต๊ะหมู่บูชา พานพุ่มดอกกุหลาบสีแดงสวยสด
ธูปเทียน ซิการ์ บรั่นดี
และสิ่งสำคัญที่สุดคือรูปปั้นเหมือนจริงพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ ขนาด ๓๐ เซ็นติเมตร ซึ่งผู้ปั้นคือ คุณชุษณะ โอภาส
ประติมากรและศิลปินคนดังแห่งกลุ่มเพื่อนไทยอิตาลี
โดยใช้เวลาทำงานเพียงหนึ่งวันครึ่ง ตั้งใจปั้นขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ
เพื่อมอบเป็นของขวัญกับคุณอรทัย
เมื่อถึงเวลา ๑๙.๐๐ น. คุณอรทัย
เจ้าของบ้านได้เป็นผู้กล่าวนำคำบูชา และทุก ๆ
คนได้ร่วมกันจุดธูปเทียน เพื่อถวายสักการะ
หลังจบพิธี ได้ถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน ณ
แท่นพิธีเป็นที่ระลึกดังภาพ
ชาวอิตาเลี่ยนที่มาร่วมงานในวันนั้น ได้ให้ความสนใจถึงวัฒนธรรมไทยและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทย ที่มีอยู่อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลประเทศไทยสักเพียงไหน
เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านรัชกาลที่ ๕ โดยเฉพาะในวันปิยมหาราช ๒๓ ตุลาคม ของทุกๆปี
และได้ขอให้ชาวไทยทุก ๆ ท่านที่ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด ช่วยตั้งจิตอธิษฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายในสากลโลก
ขอถวายพระพรชัยมงคลปกปักษ์รักษาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยขอจงทรงพระเจริญและมีพระพลานามัยสมบูรณ์ยิ่งยืนนาน
ผมอ่านที่คุณแหววเล่าแล้วก็ประทับใจครับที่เกิดมาเป็นคนไทย

จากเหตุการณ์สองเหตุกับที่เริ่มต้นและสิ้นสุดใกล้เคียงกันแต่เวลานั้น ๑๐๐ ปีเท่ากัน วันที่ผมเดินทางไปอุตรดิตถ์เมื่อ ๗ พ.ค. ๒๕๕๑ นำพระเข้าไปประดิษฐาน ณ พระอุโบสถ นั้น ๑๐๐ ปีพอดีที่ท่านทรงให้นำพระองค์นี้กลับมา ข้าพระพุทธเจ้าได้สนองพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านทุกประการแล้ว

สวัสดีจเค่ะ ลุงเอกจ๋า
ดีใจแทนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพระที่สวยมากๆเลยค่ะ สีทอง...รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ----> น้องจิ ^_^
ลุงต้องใช้สมาธิมากเวลาเขียน ขอบใจหนูที่ไม่มาทำลายสติลุง ฮิฮิ
ขนลุกขนชันครับลุงเอก
สาธุ สาธุ สาธุ
แวะมาอ่านครับ
ลุงเอกครับ
เข้ามาอนุโมทนาบุญด้วยครับ
เป็นเรื่องที่ต้องจดจำไว้เป็นประวัติศาสตร์
รัชกาลที่ 5 เสด็จอินเดียด้วยครับ ผมกำลังศึกษาข้อมูลและสถานที่ต่างๆ ในเดลีครับ
สวัสดีคะ ลุงเอก
ข้อมูลแน่นมากๆ คะ แวะมาอ่านเก็บความรู้ ลุงเอกประสบการณ์เยอะจังคะ ต้องเขียนบันทึกเล่าบ่อยๆ นะคะ :)
สวัสดีค่ะ ต้องขอขอบพระคุณมากๆ ที่ลุงเอก นำเอาแต่สิ่ง ที่ดี มาเล่าสู่กันฟังและได้เห็นถึงภาพ ดีใจที่ตัวเองมีส่วนได้ทำสิ่งที่ดีๆและมีคุณค่าคะ ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ คืดว่า พวกเราชาติก่อนคงได้ทำบุญมาด้วยกันหรือเปล่าคะถึงได้มีความมาเกี่ยวข้องโดยบัญเอิญ
คำว่า สิบหมู่ในที่นี้ น่าจะมาจากคำว่า สิปป์(สิปปะ) เป็นภาษาบาลี ตรงกับภาษาสันสกฤต ว่า ศิลปะ นั่นเอง น้องจิฟังลุงเอกอธิบายเข้าใจไหมคะ ย้ำ สิบหมู๋ คือ ศิลปะเป็นหมู่ ไม่ใช่ ๑๐ หมู่
มาช่วยลุงเอกอธิบายครับ เพราะคนเราเรียกกันมาจนไม่รู้ที่มาแล้ว
แค่ได้เข้ามาอ่านก็รู้สึกเป็นมงคลชีวิตจริงๆ
อนุโมทนาบุญ..สำหรับการเกี่ยวเนื่องครั้งนี้
ต้องมีโอกาส นมัสการแน่ๆ..เพราะครั้งหนึ่งเคยเรียนที่อุตรดิตถ์เป็นลูกพระยาพิชัยมาถึง 4 ปี..กลับไปไหว้ท่านเกือบทุกปี..คราวนี้มีที่นมัสการใหม่อีกที่..ขอบคุณจริงๆ
อ่านแล้วรู้สึกอิ่มใจ อิ่มบุญร่วมด้วยกับ ลุงเอก
ขอบคุณในความรู้ที่ได้รับจากคุณลุงเอกค่ะ
กว่าจะเค้นออกมาทีละบล็อกต้องใช้สมาธิมาก ความที่ไม่คล่องแคล่วเหมือนใครๆ แต่ใจยังสู้เท่านั้น จะพยายามเขียนบันทึกเล่าบ่อยๆครับ